Showing posts with label Shana Abe. Show all posts
Showing posts with label Shana Abe. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

The Dream Thief // Shana Abe

อย่างไม่อยากจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่อ่านเรื่องนี้จบ เพราะเมื่อวานต้องไปงานเลี้ยงกับเพื่อน กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ตอนแรกตั้งใจว่าจะแค่เปิดอ่านสักสองสามบท แล้วเข้านอน (ปกติแม็กซ์จะทำอย่างนี้เสมอ เริ่มต้นอ่านเรื่องตอนกลางคืน แล้วค่อยมาอ่านต่อจนจบในวันรุ่งขึ้น) ผลก็คือ นั่งอ่านรวดเดียวจบเมื่อคืนนี้แหละ ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า วันนี้ง่วงนอนแค่ไหน

อย่างที่เคยบอกไปในบลอกก่อน ว่าเล่มนี้แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงของแม็กซ์ในอ่านหนังสือชุดดราก้อนของชา น่า เพราะได้ยินหลายคนพูดมาว่า เล่มนี้อาจจะเป็นหนังสือที่ดีที่สุดของคนแต่งคนนี้ ซึ่งคำพูดนี้นี่เองทำให้แม็กซ์ตัดสินใจซื้อหนังสือชุดนี้มาทั้งชุด (ที่ตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม) ทั้งที่ก็ไม่ได้ชอบผลงานของเธอในอดีตเลยด้วยซ้ำ

รีวิวของหนังสือเรื่องนี้เีขียนยากค่ะ ซึ่งเราจะอธิบายต่อไป

The Dream Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Drakon ที่เล่าเรื่องราวของอมีเลีย แลงค์ฟอร์ด ลูกสาวของคิท และรัว แลงค์ฟอร์ดจาก The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด

อมีเลีย หรือเลียเป็นมนุษย์มังกรที่แตกต่างจากคนอื่น ตรงที่เธอสามารถได้ยินเสียงเรียกของเพชรเลอค่าแห่งมนุษย์มังกร (เพชรคนละอันกับที่เป็นประเด็นในเล่มแรก) ที่ยิ่งไปกว่านั้น เธอมีญาณสามารถมองเห็นอนาคต แต่มันไม่ใช่อนาคตที่งดงาม เธอรู้ว่าใครคือชายผู้จะได้ครอบครองหัวใจของเธอ แต่เขาก็ยังเป็นยิ่งกว่านั้น เพราะเขาคือคนที่ทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์มังกร

เขา่คือเซน เด็กชายที่มารดาของเธอเก็บมาดูแล และเป็นมนุษย์คนเดียวที่ได้รับการไว้ชีวิตเมื่อล่วงรู้ความลับของเหล่า มนุษย์มังกร แต่กระนั้นเซนก็ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของมนุษย์มังกร เขาเป็นแค่คนที่มีประโยชน์เอาไว้ใช้สอยยามจำเป็น (ฉากที่รัวโชว์ให้เซนดูหลุมศพที่เผ่ามนุษย์มังกรฆ่าคนที่ล่วงรู้ความลับ เพื่อเป็นการย้ำให้เขาหุบปาก เป็นฉากที่ทำให้เราเกลียดรัวได้อย่างสมบูรณ์แบบมาก)

ซึ่งเวลานั้นก็มาถึง เมื่อเซนถูกรัวตามตัวให้มาพบ พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอให้เซนออกตามหาเพชรที่สูญหายไปนาน ในฐานะโจรที่เลื่องชื่อ และเงินล่อใจที่มากพอ เซนไม่ลังเลที่จะตกลง แม้เขาจะรู้สึกว่า มันจะต้องมีอะไรมากไปแค่คำพูดของรัว

เซนออกเดินทางไปทางตะวันออก ตามทิศทางชนิดกว้างมากที่รัวมอบให้ ในขณะเดียวกันเลียที่ทุกคนเข้าใจว่ากำลังเรียนหนังสืออยู่ในสก๊อตแลนด์ก็ออก เดินทางเช่นกัน นั่นเพราะเธอรู้ว่า นี่คือโชคชะตาที่กำหนดไว้ให้เธอ เลียจะเป็นคนที่ค้นพบเพชรเม็ดนั้น และเลียก็จะคือคนที่ทรยศเผ่ามนุษย์มังกรของเธอเช่นกัน

ทั้งสองได้พบกัน และทำสัญญาเป็นมิตรกันในการออกตามหาเพชร ซึ่งมันก็ไม่ได้ถึงกับยากเย็นอะไรหรอกนะคะ เพราะเลียได้ยินเสียงเรียกจากเพชร และรู้ว่าควรจะไปมุ่งตรงไปยังทิศทางไหน แต่สิ่งที่ยากยิ่งก็คือ ความพยายามเอาชนะพรหมลิขิต และการพิสูจน์ว่า อนาคตไม่ใช่สิ่งที่จารึกอยู่บนก้อนหิน และเปลี่ยนแปลงไม่ได้

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์ของเรื่อง The Smoke Thief คงจะรู้ถึงความไม่ชอบใจอย่างยิ่งที่เรามีต่อการที่ตัวเอกของเล่มนั้น (ซึ่งเป็นพ่อแม่ของนางเอกในเล่มนี้) ปฏิบัติต่อเซน ซึ่งเป็นเด็กอายุแค่สิบสองปีเท่านั้นเอง เราไม่รู้สึกว่าทั้งสองรัก และห่วงใยเซนอย่างแท้จริง แต่พอแม็กซ์ได้อ่านเล่มนี้ ก็ทำให้เราเข้าใจแล้วนะคะว่า ทำไมพฤติกรรมของคิทและรัวที่มีต่อเซนจึงเป็นเช่นนั้น

เพราะมันทำให้เซนกลายเป็นคนอย่างที่เขาเป็น และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้

จริงอยู่มันอาจจะไม่ได้ทำให้เรื่อง TST กลายเป็นหนังสือที่ดีขึ้นมาได้ (คุณจะรักหนังสือเล่มนั้นได้ยังไง ถ้าพระเอกและนางเอกทำตัวห่วยแตกกับเด็กที่ต้องการความรักมาก ๆ อย่างเซน) แต่มันทำให้ The Dream Thief มีความชัดเจนในแง่ของแรงผลักดันที่กระตุ้นให้เซนเป็นคนอย่างที่เขาเป็น เพราะในตัวเรื่องของเล่มนี้เอง แม็กซ์คิดว่า คนแต่งปูภูมิหลังของเซนน้อยเกินไป (จนอาจทำให้คนที่ไม่ได้อ่าน TST อาจจะไม่ชื่นชมความเป็นเซนได้อย่างเต็มที่)

เพราะถ้ารัวและคิทปฏิบัติต่อเซนดีสักหน่อย ยอมรับเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว เซนก็จะไม่ใช่คนที่เขาเป็นในเล่มนี้ และนั่นคงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

สำหรับคนที่ถูกกันให้อยู่วงนอก การได้ล่วงรู้ความลับของการมีอยู่ของมนุษย์มังกร แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกปฏิบัติเยี่ยงกับเป็นข้าทาสบริวาร (โดยคนที่เขาคิดว่ารักเขาด้วยซ้ำ) เซนไม่เชื่อมันในความถูกต้องดีงาม เขาเข้าใจการแย่งชิงในสิ่งที่ตัวเองต้องการมากกว่า เขาเชื่อในอำนาจ และเงินตราว่า มันจะนำทุกสิ่งที่เขาถวิลหา ทุกสิ่งที่ขาดหายไป หรือกระทั่งความรักมาให้เขาได้ ดังนั้นแม็กซ์จึงเข้าใจอย่างยิ่งว่าทำไม เขาถึงคิดว่า (สปอยล์) เพชรเม็ดนั้นจะทำให้เขาได้เลียมาครอบครอง เมื่อรู้ว่ามันมีอำนาจในการควบคุมมนุษย์มังกร

และบอกตามตรงนะคะ แม็กซ์ไม่โทษเซนเลยสักนิด อันที่จริงถ้าเราเป็นเขา เราจะทำมากกว่านั้นอีก และนี่แหละคือความยากในการรีวิวของแม็กซ์

ตัวละครในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเซน และเีลีย มีความโดดเด่น (โอเคสำหรับแม็กซ์เซนเด่นมากกว่าเยอะ) และมีบุคลิคเป็นของตัวเอง กระทั่งเลียที่ดูแว่บแรกจะเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นในเรื่องหลายครั้งถึงความเป็นผู้ใหญ่ของตัวเอง เลียเป็นผู้หญิงที่เราคิดว่าเหมาะสมกับเซน เธอทำให้เราเชื่อว่า (สปอยล์) ทำให้เซนละทิ้งอำนาจที่อยู่ในรูปของเพชร เพราะเขาเห็นสิ่งที่มันทำกับเธอ และไม่ต้องการทำกับเธอในรูปแบบเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นเธอทำให้เซนเชื่อว่า (สปอยล์) เขาไม่จำเป็นต้องมีเพชร ก็จะได้ความรักจากใจจริงมาจากเธอได้

โดยรวมแล้วทั้งเซน และเลียเป็นการจับคู่ที่เหมาะสมค่ะ

ปัญหาของแม็กซ์ก็คือ แม็กซ์เกลียดเหล่ามนุษย์มังกรทั้งหมด กลายวัฒนธรรมของพวกเขา เกลียดทัศนคติ เกลียดมาพอที่อยากจะเชียร์ให้เซนทำลายพวกนี้ให้หมดโลกไปเลย (ยกเว้นเลียไว้คนนึง) ทำไมเหรอคะ

ปกติเวลาแม็กซ์อ่านเรื่องแนวพารานอมอล หรือแนวที่มีการสร้างโลกที่มีความแตกต่างจากโลกที่เรารู้จักกัน โลกที่ถูกสร้างขึ้นอาจจะดูไม่เฟอร์เฟ็ค แต่อย่างน้อยในกลุ่มสังคมที่เป็นของตัวเองมันก็จะต้องมีข้อดีบางอย่างอยู่ บ้างนะคะ แต่ในโลกของมนุษย์มังกร มันไม่มีอะไรเลยที่แม็กซ์คิดว่า มีค่าควรจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปบนโลก

พวกนี้เป็นกลุ่มเหยียดยามทางชนชาติที่ทุเรศที่สุดกลุ่มนึง พวกนี้คิดว่าตัวเองเป็นมนุษย์มังกรแล้วจะดีเลิศประเสริฐศรีกว่ามนุษย์ธรรมดา ทั้งนี้ดูแล้วก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง สังคมของมนุษย์มังกรก็ห่วยแตกพอกัน สังคมที่แบ่งแยก และกีดกัน กักขังสมาชิคในเผ่า คนที่มีความเห็นแตกต่าง เราอ่านเล่มนี้เรายังรังเกียจตัวเอกจากเล่มแรก ขอด่านิดนึงนะคะ รัวเองก็เป็นคนที่ถูกมองว่าเป็นคนนอก เพราะพ่อของเธอเป็นมนุษย์ ทำให้เธอเป็นที่รังเกียจมาอยู่แล้ว แต่เมื่อเธอมีโอกาสเข้ามาเป็นอัลฟ่าในเผ่า เธอเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์อะไรบ้างไหม เปล่าเลย ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม ตัวรัวนั่นแหละที่หน้าไหว้หลังหลอกมากที่สุด

แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าตัวเองรังเกียจสังคมหรือโลกที่ควรจะเป็นฝ่ายดีในนิยายมาก เท่ากับเรื่องนี้เลยนะคะ วัฒนธรรมทุกอย่างที่เหล่ามนุษย์มังกรใช้ ยิ่งตอกย้ำความเหยียมหยามทางเผ่าพันธุ์ ถ้ามนุษย์มังกรมันดีมากขนาดนี้ แล้วทำไมถึงได้หนีตายจากการถูกล่าจากมนุษย์เล่า

แม็กซ์แคร์ตัวละครในเรื่องนี้เอามาก ๆ นะคะ ในขณะเดียวกันก็ไม่แคร์กับชะตากรรมของเหล่ามนุษย์มังกรเลย (จะพูดว่าแคร์ให้ถูกฆ่าตายให้หมดก็ได้) มันจึงเป็นรีวิวทีเ่ขียนยาก เพราะในฐานะของหนังสือชุดที่เล่าเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกร เล่มนี้สอบตกอย่างรุนแรง แม็กซ์ไม่อยากอ่านเรื่องราวของมนุษย์มังกร ไม่อยากรู้ว่าพวกนี้จะเอาตัวรอดในสังคมมนุษย์ได้ยังไง ไม่สนใจเลย

แต่แม็กซ์ก็รัก และแคร์เซนกับเลียมาก ในฐานะตัวละครพวกเขาสอบผ่านอย่างสบาย เรื่องราวของพวกเขาน่าเชื่อ และสนุก

สรุปว่าแนะนำให้อ่านกันนะคะ และต้องขอโทษด้วยที่จะต้องแนะนำให้อ่านเรื่อง The Smoke Thief อีกเล่ม เพราะมันจะทำให้เข้าใจตัวตนของเซนได้อีกขึ้นมาก ๆ

อย่างที่บอกนะคะ รีวิวก็เขียนยาก คะแนนก็ให้ยาก ถ้าให้เฉพาะเรื่องราวของเซน และเลีย กับการผจญภัยของพวกเขา คะแนนอยู่ที่ 85 แต่ถ้าเอาบรรดาเหล่ามนุษย์มังกรเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คะแนนเหลือแค่ 77 ค่ะ

ป.ล. ไปแอบอ่านตอนท้าย ๆ Queen of Dragon ซึ่งเป็นเล่มสามในชุดมาแล้วแหละ (สปอยล์) ไม่ ชอบใจเลยที่เอาเซนเข้ามายุ่งกับพวกมนุษย์มังกรห่วย ๆ พวกนี้เอง เขาน่าจะมีชีวิตที่แฮ็ปปี้โกลักกี้ไปแล้ว ไม่ต้องมายุ่งกับไอ้พวกที่ไม่เห็นคุณค่าของเขาอีกต่อไป

The Smoke Thief // Shana Abe

หนังสือเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ดองข้ามปี (เขียนตั้งแต่ปี 2005) ทั้งที่แม็กซ์ก็ตั้งใจจะอ่านมาตั้งแต่ออกวางขายเป็นปกอ่อนแล้วนะคะ แต่ไหงถึงได้เก็บมานานถึงขนาดนี้ได้ก็ไม่รู้ โดยเฉพาะได้ยินมาจากหลายปากมากว่า เล่มสองในชุด (แต่ไม่ใช่เล่มนี้นะ) เป็นเรื่องที่สนุกมาก ๆ เลยล่ะ

ครั้งนี้ได้ฤกษ์หยิบขึ้นมาอ่านก็เป็นเพราะคุณมิ้งจากบลอกนี้นะคะ ที่อ่านเรื่อง The Dream Thief จนแม็กซ์รู้สึกว่า ต้องเริ่มอ่านชุดนี้ได้แล้วล่ะ ขอบคุณมากนะคะ

ประเด็นก็คือ การที่คุณเริ่มต้นอ่านหนังสือเล่มนึง ทั้งที่ใจอยากจะอ่านอีกเล่ม (ซึ่งแม็กซ์เป็นในกรณีนี้ เนื่องจากอยากอ่าน The Dream Thief มากกว่า แต่รู้สึกว่าจำเป็นต้องอ่าน The Smoke Thief ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดก่อน) มันจึงอาจเป็นการไม่ยุติธรรมนักในการอ่านหนังสือเล่มนั้น เพราะใจของคุณไม่ได้อยู่กับเล่มที่กำลังอ่านอย่างเต็มร้อย

ดังนั้นเตือนไว้ก่อนนะคะว่า รีวิวนี้อาจจะไม่ใช่รีวิวที่เป็นมาจากใจที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเท่าไหรนัก เพราะใจมันท่าจะลอยตามตัวละครรองในเรื่องนี้ไปแล้วล่ะ

The Smoke Thief ของชาน่า เอบเบ

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Drakon ที่แม้จะสะกดไม่เหมือนอย่างที่คุ้นเคยกัน แต่ก็เป็นเรื่องราวของเหล่ามนุษย์มังกรที่ปะปนอยู่ในโลกของเรามานาน ข่าวว่าหนังสือทั้งชุดจะมีทั้งหมดห้าเล่ม ซึ่งตอนนี้ออกมาแล้วสามเล่ม (เล่มสี่กำลังจะออก) แม็กซ์คิดว่า ชาน่าเป็นนักเขียนที่เขียนหนังสือช้ามากนะคะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเล่มแรกในชุดออกขายตั้งแต่ปี 2005 นี่ก็สี่ปีแล้ว ยังออกไม่ครบเลย (แต่ถ้าพิจารณาจากมาตรฐานของนักเขียนในแนวเอพิค แฟนตาซีแล้ว ก็ไม่ได้ถือว่าช้าหรอกนะคะ เพราะบางชุดนั้น คนแต่งตายไปแล้วยังเขียนไม่จบก็มี)

ตั้งแต่เริ่มต้นฉากเปิดเรื่องก็เป็นปัญหาสำหรับแม็กซ์แล้ว เราค่อนข้างเข้าใจนะคะว่า เป็นการปูพื้นว่าเหล่ามนุษย์มังกรมาจากไหน แต่แม็กซ์ไม่รู้สึกเลยว่า มันเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องยังไง เพราะโฟกัสของมันอยู่ที่เหล่ามนุษย์มังกรที่คาร์พาเธียน (ใช่แล้วค่ะ ในชุดนี้หุบเขาคาร์พาเธียนเป็นที่อยู่ของมนุษย์มังกร ไม่ใช่แวมไพร์เหมือนอย่างที่คริสตีน ฟีแฮนเคยบอกเอาไว้) และถึงจะรู้ว่า สุดท้ายแล้วมนุษย์มังกรจากสองเผ่านี้จะมารวมตัวกันได้ในเล่มต่อ ๆ มาในชุด แม็กซ์ก็ตั้งคำถามว่า มันจำเป็นด้วยหรือที่ต้องเปิดเรื่องด้วยกลุ่มมังกรที่ไม่มีบทในเล่มนี้ด้วย ซ้ำ

เรื่องย้อนกลับมาโฟกัสที่ตัวเอก คริสตอฟ แลงค์ฟอร์ดเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่ามนุษย์มังกร ในฐานะของอัลฟ่า (หรือผู้นำเผ่า) เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นแม้จะมีการคัดค้านจากสภาที่ปรึกษาเผ่า คิทก็ยังดึงดันที่จะนำเอาเพชรประจำเผ่าเป็นเหยื่อล่อจับโจรที่ได้รับฉายาว่า The Smoke Thief

จอมโจรควันออกอารวาดล่าเหยื่อในหมู่สังคมชั้นสูงในลอนดอนเป็นเวลาหลายปี แล้ว และจากหลักฐานที่รวบรวมได้ ดูเหมือนโจรร้ายคนนี้จะเป็นหนึ่งในสมาชิกมนุษย์มังกร (เพราะมนุษย์มังกรจะแปลงร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกร) ที่แอบหลบหนีออกไปจากเผ่า ซึ่งมีกฎห้ามสมาชิกทุกคนไปไหน ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของอัลฟ่า และสภาราวกับประชาชนในประเทศเผด็จการ การถูกบังคับให้ทำตามระบอบ ตามกฎที่มาอยู่นาน แม้มันจะเป็นกฎที่มีไว้เพื่อรักษาความลับของเหล่ามนุษย์มังกรไม่ให้ล่วงรู้ ไปถึงหูมนุษย์ เพื่อความปลอดภัยของเผ่าโดยรวม ไม่เป็นที่ต้องการนักในหมู่สมาชิกหลายคน ดังนั้นจึงมีความพยายามหนีออกไป ซึ่งโทษของการหนีก็คือความตายโดยน้ำมือของอัลฟ่า

ข่าวคราวที่จอมโจรควันสร้างขึ้นทำให้เกิดความเสี่ยงเรื่องความลับเกี่ยวกับ มนุษย์มังกรจะถูกเผยแพร่ออกไป และทางเดียวที่คิทคิดว่าจะล่อโจรรายนี้ออกมาได้ก็คือ นำเพชรประจำเผ่ามาเป็นเหยื่อล่อ และมันก็สำเร็จ คิทได้พบกับมนุษย์มังกรที่กำลังตามล่า เพียงแต่เธอไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่คิด (เพราะมนุษย์มังกรในยุคนี้ที่แปลงร่างได้มีแต่ผู้ชายเท่านั้น กลุ่มผู้หญิงไม่มีใครแปลงร่างได้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว) และเธอยังเป็นบางคนจากอดีตที่คิทรู้จักอีก

รัว ฮอร์ธอร์นเป็นหนึ่งในมนุษย์มังกรผู้หลบหนีออกจากเผ่าสำเร็จ ด้วยการเสแสร้งการตายของตัวเอง และที่เธอทำเช่นนั้นก็เพราะว่า รัวพบว่าตนเองเป็นหญิงสาวคนแรกในรอบหลายรุ่นของมนุษย์มังกรที่สามารถแปลง ร่างเป็นได้ทั้งควัน และมังกรได้ และนั่นหมายความว่า เธอเป็นอัลฟ่าคนนึง และเธอจะต้องเป็นของคิท แม้ว่ารัวจะแอบรักคิทมาตั้งแต่เด็ก แต่การได้เขามาด้วยวิธีนี้ ไม่ใช่ทางที่เธอต้องการ รัวจึงเลือกที่จะหนี และใ้ช้ชีวิตของตัวเองในลอนดอน

เหยื่อล่อถูกงับ แต่คนที่ขโมยเพชรไปไม่ใช่รัว หากแต่เป็นมือที่สาม ทว่าฐานะของรัวถูกเปิดเผยออก และเหล่ามนุษย์มังกรรู้แล้วว่า เธอคือคนที่หลบหนีไป แถมยังมีความสามารถในการแปลงร่างได้อีก

รัวจึงพยายามหาทางออกให้ตัวเองจากการที่ต้องกลับไปที่เผ่า และใช้ชีวิตราวกับถูกขัง เธอบอกว่า เธอสามารถส่งมอบตัวคนที่ขโมยเพชรตัวจริงได้ แต่เผ่าจะต้องปล่อยให้เธอมีอิสระ ดังนั้นถึงรัวและคิทจึงเริ่มต้นการค้นหาเพชร และผู้หลบหนีอีกคน ในขณะที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มต้นขึ้น

แม็กซ์ไม่รู้ว่ามันเป็นด้านที่ดีของหนังสือเล่มนี้ไหมนะคะ หากเราจะบอกว่า ตัวละครเดียวที่จับใจเราได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาออกมามีบทบาท คือเด็กชายวัยสิบสองปี ที่ไม่ใช่ทั้งพระเอกและนางเอก และตลอดทั้งเรื่องที่ดำเนินกันไป พระเอกและนางเอกไม่อาจแย่งเอาความเด่นมาจากเซน เด็กชายวัยสิบสองคนนั้นได้เลย (และเซนนี่แหละที่จะเป็นพระเอกในเล่มสองที่เขาลือกันหนักหนาว่าสนุกมาก)

เซนเป็นเด็กข้างถนนที่รัวเก็บเอามาดูแล เด็กชายที่ยังมีความดิบจากประสบการณ์ที่เติบโตมา เด็กชายที่รักรัวอย่างสุดหัวใจ และทำหลายอย่าง (ที่อาจจะไม่น่าทำ) เพื่อเธอ เราประทับใจคาแร็คเตอร์ของเขามาก เพราะมันสมจริงในแง่ความเป็นเด็ก และความดิบที่เขามีมันผสมกันออกมาได้ลงตัวมาก กระทั่งการที่เขาแสดงออกว่ารักรัว (ไม่ใช่ในฐานะชู้สาวนะคะ) ก็เป็นการแสดงออกชนิดที่อดีตโจรข้างถนนอย่างเขาเท่านั้นที่คิดออกมาได้

นั่นเป็นความประทับใจในเรื่อง กลับมาส่วนที่ไม่น่าประทับใจแล้วกันค่ะ

เริ่มตั้งแต่ต้น แม็กซ์รู้สึกคิทไม่เหมาะที่จะเป็นหัวหน้าเผ่า เขาไม่มีความเป็นผู้นำเพียงพอ ไม่ฉลาดพอด้วย เพราะอ่านจนจบเรื่องแม็กซ์ก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเอาเพชรประจำเผ่ามา เป็นเหยื่อล่อจนถูกขโมยไป ในเมื่อตลอดทั้งเรื่องก็ชัดเจนดีอยู่แล้วว่า ทั้งรัวและโจรอีกคนก็สามารถถูกล่อด้วยเพชรอันอื่น (ที่อาจจะไม่มีค่าเท่ากับเพชรประจำเผ่า) ได้ แล้วทำไมต้องเอาของสำคัญของเผ่าไปเสี่ยง มันไม่มีเหตุผล และสมควรที่จะถูกสภาที่ปรึกษาด่ามาก และอีกอย่างในฉากที่คิทพบกับรัวครั้งแรก (เมื่อเขารู้ว่าเธอคือโจรคนที่เขาตามหาอยู่) มันไม่จำเป็นต้องใช้เพชรด้วยซ้ำ เพราะเพียงแค่แว่บแรกคิทก็รู้ในทันทีว่ารัวคือใคร แม็กซ์เข้าใจว่า ฉากนี้ต้องการแสดงให้ความอ่านเห็นถึงอาการปิ๊งกันอย่างรุนแรงระหว่างพระเอก และนางเอกนะคะ แต่ในอีกด้านนึงมันเป็นการแสดงว่า ไม่จำเป็นด้วยซ้ำที่จะต้องใช้เหยื่อล่อ เพราะรัวยังไม่ทันลงมือก็ถูกพบตัวก่อนเลยด้วยซ้ำ

และแม็กซ์ไม่รู้ว่าอะไรที่เลวร้ายกว่ากันระหว่างการที่คิทขู่จะฆ่าเซน เพราะดันมาล่วงรู้ความลับการเป็นมังกรของเขาและรัว กับการที่รัวแสดงความเฉยเมยต่อความห่วงใยของเซน ให้ตายเถอะนะ เด็กชายคนนี้ดั้งด้นมาเมื่อช่วยเหลือเธอจากคิท (เพราะคิดว่ารัวโดนจับมา ซึ่งมันก็จริงในตอนแรก) แต่สิ่งแรกที่เธอทำเมื่อเจอเซนก็คือ ไล่ให้เขากลับไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทุกอย่างที่รัวทำให้เซนเป็นเรื่องจอมปลอม ไม่มีความสมจริงในฐานะของคนที่ดูแลเซนมาเป็นเวลากว่าสองปี เพราะตลอดทั้งเรื่อง แม็กซ์แทบจะไม่เห็นเธอคิดถึงเขาเลย ทุกอย่าง ทุกการกระทำเธอแคร์คิท ซึ่งแม้จะเป็นพระเอกนะคะ แต่เขามาทีหลัง (แถมก็ไม่ได้กระทำต่อเธอดีนักหรอกนะ)

อีกประเด็นนึงที่เราคิดว่าทำให้เนื้อหาของเรื่องนี้อ่อนด้อยลงไปก็คือ การออกตามหาเพชร ซึ่งเราไม่ได้ความรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งคิทและรัวทำเหมือนเด็กเล่นซ่อนหา ไม่มีความพยายาม (อย่างจริงจัง) หรือความรู้สึกมีส่วนร่วม (อย่างจริงใจ) ในการตามหาเพชร และตัวผู้หลบหนีอีกคนเลย

แม็กซ์เข้าใจนะคะว่า เป็นโรแมนซ์ ที่จำเป็นต้องโฟกัสเรื่องราวไปที่ความรักและการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัว เอก แต่การเป็นโรแมนซ์ก็ไม่ใช่เป็นข้ออ้างที่จะทำให้ตัวละครละทิ้งความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้ แม็กซ์ไม่เชื่อว่า ความรักจะสำคัญกว่าภารกิจที่ตัวละครได้รับมอบหมาย เพราะในสายตาของตัวละคร พวกเขาไม่ได้มาอยู่ในหน้าหนังสือเพื่อความรัก (แม้มันจะเป็นวัตถุประสงค์ของโรแมนซ์) แต่พวกเขาเข้ามาอยู่ในสถานการณ์เพราะความขัดแย้งที่เป็นประเด็นเกิดขึ้นใน เรื่อง ดังนั้นแม็กซ์จึงคาดหวังว่า ตัวละคร (แม้จะในนิยายโรแมนซ์) จะต้องทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นให้ได้ และแถมด้วยว่า หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้ถูกโฆษณาว่าเป็นโรแมนซ์ชัดเจน (ที่สันหนังสือเขียนว่า Novel) แม็กซ์ยิ่งคาดหวังความพยายามของตัวละครในการค้นหาเพชรให้มากกว่านี้ค่ะ

จับความผิดพลาดในเรื่องได้นิดหน่อย แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าเป็นความผิดพลาดที่ตั้งใจเอาไว้ หรือผิดจริง ๆ นั่นก็คืออายุของนางเอกในวันที่เธอแกล้งตาย ในข้อมูลแรกที่นำเสนอในเรื่องเหมือนข่าวในหนังสือพิมพ์บอกว่าเธอตายในวัน เกิดครบรอบอายุสิบแปดปี แต่ส่วนที่เหลือของเรื่องกลับเป็นวันเกิดปีที่สิบเจ็ด (ที่คิดว่าอาจตั้งใจก็เพราะ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นางเอกไร้ความสำคัญต่อเผ่า ขนาดคนจำอายุของเธอไม่ได้)

ที่ยิ่งไปกว่าความไม่ชอบทั้งหมด แม็กซ์ไม่รู้สึกถึงความรักที่คิทและรัวมีต่อกันเลย เรารู้สึกว่า คิทต้องการเธอเพราะเห็นว่าเธอเป็นหญิงที่แปลงร่างได้ ในขณะที่รัวก็ยังติดภาพในวัยเด็ก ที่เคยคิดว่าคิท ซึ่งเป็นทายาทของหัวหน้าเผ่า เป็นเจ้าชายรูปงามที่จะทำให้เธอได้รับการยอมรับในสังคมมนุษย์มังกรได้ (รัวถูกกันเป็นคนนอกเพราะแม่ของเธอแต่งงานกับมนุษย์ธรรมดา) เราไม่รู้สึกทั้งสองคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกันเท่าไหรนัก แต่ก็มีบางฉากที่เผยอีกด้านของทั้งคู่นะคะ แต่เราคิดว่าไม่มากพอ และไม่ต่อเนื่องด้วย วินาทีนึงคิทดูเป็นมนุษย์ที่เข้าใจรัวในสิ่งที่เธอต้องการ แต่จากนั้นเขาก็พลิกกลับมาเป็นหัวหน้าเผ่าผู้เย็นชาอีกรอบ ในขณะที่รัว แว่บนึงเธอเป็นผู้หญิงที่ต้องการเป็นอิสระ แต่สักพักก็กลับมาเป็นหญิงสาวที่หลงรักภาพในอดีตอีกแล้ว

ยังมีอีกหลายประเด็นที่ขัดใจค่ะ แต่ชักจะรู้สึกว่าเขียนมายาวมากแล้ว (จะต้องไปเข้าประชุมแล้ว) ก็เลยสรุปง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเซน เราคงไม่อ่านต่อเล่มสองแน่ ๆ

คะแนนที่ 47