Showing posts with label Mary Balogh. Show all posts
Showing posts with label Mary Balogh. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

First Comes Marriage // Mary Balogh

ใช้เวลาอ่านเรื่องนี้ไปสองวันเต็มเลยค่ะ ซึ่งเป็นคุณลักษณะหนึ่งของหนังสือที่เขียนโดยแมรี่ บาล็อคธ์ที่คุณต้องใช้เวลาในการซึบซัมเรื่องราวที่เธอสร้างสรร ไม่ใช่ว่าเธอใช้ภาษายากหรอกนะคะ แต่เป็นจังหวะของเรื่องที่คุณไม่อาจเร่งให้มันเร็วขึ้นได้ และเช่นกันไม่ใช่เรื่องราวที่เธอเล่าจะน่าเบื่ออะไรเลยนะคะ เพียงแต่มันไม่ใช่หนังแอ็คชั่นที่คุณดูแล้วจบในครั้งเดียว หนังสือของเธอเป็นความประณีตที่น่าดื่มด่ำ

และเช่นเดียวกันกับเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องแรกในหนังสือชุดห้าเล่มที่ เล่าเรื่องราวของตระกูลฮัซเทเบิ้ล ที่ประกอบด้วยพี่สาวสามคน และน้องชาย กับญาติห่าง ๆ อีกหนึ่งคน เล่มนี้เป็นเรื่องราวของวาเนสซ่า พี่สาวคนรอง ที่ได้พบกับความรักในการแต่งงานชนิดที่เธอไม่เคยคาดหวัง

First Comes Marriage ของแมรี่ บาล็อคธ์

พี่น้องสามสาวและหนึ่งหนุ่มแห่งตระกูลฮัซเทเบิ้ลมีชีวิตที่เรียบง่ายใน ชนบท มาร์กาเร็ตพี่สาวคนโตในวัยยี่สิบห้าปีเป็นผู้ดูแลน้อง ๆ มานับจากการตายของผู้เป็นบิดา เมื่อตอนเธออายุได้เพียงสิบเจ็ดปี เม็คทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี แม้ว่านั่นจะหมายความว่า เธอจะต้องเสียสละคนรักเมื่อจำใจต้องปฏิเสธคำขอแต่งงานจากเขาก็ตาม แต่เม็คก็ไม่เคยเสียใจ

วาเนสซ่า น้องสาวคนรองเป็นคนเดียวในครอบครัวที่แต่งงาน แต่ชีวิตคู่ของเธอก็ช่างสั้นนัก เพราะเพียงแค่ปีเดียวสามีของเธอก็เสียชีวิตลง แต่นั่นก็เป็นเรื่องทีคาดกันเอาไว้อยู่แล้ว เพราะเขาป่วยหนักมาตั้งแต่ก่อนการแต่งงาน แต่วาเนสซ่าก็ยังเต็มใจที่จะแต่งงานกับเขา เพราะเธอต้องการทำให้ช่วงชีวิตสุดท้ายของเขามีความสุขที่สุด การทำให้คนอื่นมีความสุข มีเสียงหัวเราะเป็นพรสวรรค์ของวาเนสซ่า สาวน้อยที่อาจจะเป็นคนที่สวยน้อยที่สุดในครอบครัว

แคธทารีน น้องสาวคนที่สามเป็นครูอยู่ในหมู่บ้าน เธอก็เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่สวยงาม ชายหนุ่มจากทั่วหมู่บ้านล้วนหมายปองเธอ แต่ก็ไม่มีใครที่เป็นคนพิเศษในชีวิตของเธอได้

และสตีเฟ่น น้องชายคนเล็ก ผู้ที่ถึงจะเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน แต่เขาก็ยังถูกมองเป็นเด็ก กระนั้นสตีเฟ่นก็รู้หน้าที่ของตัวเอง เขารู้ว่าพี่สาวของเขาเสียสละชีวิตเพื่ออนาคตของเขามากเพียงใด ดังนั้นสตีเฟ่นจึงหวังที่จะทำเต็มที่ในการเรียน และการงาน เพื่ออนาคตเขาจะได้ตอบแทนบรรดาพี่สาวของเขาให้มากที่สุด

แต่โอกาสของสตีเฟ่นมาเร็วกว่านั้น และผู้นำสารน์ก็คือเอลเลียต วัลเลซ ไวส์เคาท์ลินเกต

ด้วยวัยเพียงยี่สิบเก้าปี เอลเลียตจำเป็นต้องรับความรับผิดชอบรวดเร็วกว่าที่คาด เขาไม่คิดว่าผู้เป็นบิดาจะเสียชีวิตกระทันหัน และตนเองจะต้องกลายเป็นผู้ดูแลโจนาธาน เอิร์ลแห่งเมอร์ตัน แต่โจนาธานจะไม่มีวันโตเป็นผู้ใหญ่ เขาเสียชีวิตในวัยสิบหกปี และเอลเลียตซึ่งตามหาทายาทคนต่อไปก็พบว่า สตีเฟ่นซึ่งบัดนี้คือเอิร์ลแห่งเมอร์ตันก็มีอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น และนั่นยังทำให้เขาคงต้องรับผิดชอบภาระนี้ต่อไป

เอลเลียตคิดว่าทุกอย่างคงเป็นเรื่องง่าย เขาเดินทางมาหมู่บ้านหลังเขา แจ้งข่าวดีสุดสุดให้กับครอบครัวฮัซเทเบิ้ลทราบ จากนั้นก็พาตัวสตีเฟ่นไปเพื่อฝึกฝนให้เขาเป็นเอิร์ลผู้เหมาะสม เขาไม่คิดว่าจะได้พบกับครอบครัวที่รักใครใยดีกันเช่นนี้ ครอบครัวที่พี่สาวทั้งสามไม่ยอมให้สตีเฟ่นไปกับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่เย็นชาอย่างเขา

โดยไม่มีทางเลือก เอลเลียตตกลงพาทั้งสี่ไปพร้อมกัน แม้เขาจะไม่แน่ใจว่า จะทำยังไงถึงจะให้สังคมลอนดอนยอมรับสี่พี่น้องหลังเขาครอบครัวนี้ กับสตีเฟ่นเขาพอจะรู้ว่าควรทำเช่นไร แต่กับสามสาวที่แน่นอนว่าจะต้องออกสังคม เอลเลียตไม่มีทางเลือกมากนัก จำเป็นจะต้องมีใครสักคนที่มีฐานะทางสังคมสูงพอที่จะพาพวกเธอออกงาน เขาคาดหวังให้เป็นมารดาของเขา แต่ก็รู้ว่าเป็นภาระหนัก เนื่องจากน้องสาวคนเล็กของเขาก็จะออกงานในปีนี้เช่นกัน

แต่แล้วความคิดนึงก็แทรกเข้ามา ถ้าหากเอลเลียตซึ่งได้สัญญากับผู้เป็นปู่แล้วว่า จะแต่งงานก่อนอายุครบสามสิบปี เลือกที่จะแต่งงานกับมาร์กาเร็ตเล่า เธอซึ่งเป็นพี่สาวคนโต และจะดำรงฐานะไวส์เคาท์เตสลินเกต ก็จะพาน้อง ๆ ออกงานได้โดยไม่มีปัญหา ในขณะเดียวกันเขาก็จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ความรักไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว เพราะผู้ชายในตระกูลวัลเลซไม่เคยรักผู้หญิงที่พวกเขาแต่งงานด้วย

ทว่าก่อนที่เอลเลียตจะทำตามความคิด วาเนสซ่าซึ่งไม่ค่อยชอบหน้าเอลเลียตนัก เพราะไม่พอใจความหยิ่งทรนง และไร้อารมณ์ขันของเขา เสนอตัวเข้ามาแทน เธอรู้ว่า ถ้าเอลเลียตขอ เม็กก็คงตอบตกลงแต่งงานด้วยเป็นแน่ เพราะเม็กทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว แต่เธอไม่ต้องการให้พี่สาวต้องเสียสละมากไปกว่านี้อีกแล้ว เม็กควรจะมีโอกาสที่จะมีความหวัง เพื่อรอคอยการกลับมาของชายผู้เป็นที่รัก ในขณะที่วาเนสซ่าเอง เคยรักมาแล้ว ดังนั้นถ้าเป็นเธอที่จะเข้าสู่การแต่งงานที่ปราศจากความรัก ก็น่าจะเหมาะมากกว่า

การแต่งงานที่ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวปฏิเสธความรักจึงเกิดขึ้น และก็เหมือนโรแมนซ์ค่ะ ที่ความรักมันเกิดขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นกว่าหนังสือเรื่องอื่นในพล็อตเดียวกันก็คือ แม็กซ์เชื่อในความรักที่เกิดขึ้น

วาเนสซ่าไม่ได้หลงไปกับภาพลักษณ์ภายนอก ไม่ได้อ่อนระทวยไปกับความหล่อเหล่า หรือเป็นผู้ดีของเอลเลียต เธออ่านเขาออกตั้งแต่แรกเห็น ในครั้งแรกที่พวกเขาเจอกันที่งานเลี้ยงในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของเธอ เพียงแว่บแรก วาเนสซ่าก็อ่านเอลเลียตออกราวกับรู้จักเขามาทั้งชีวิต เธอรู้ว่า เขาไม่ได้ปลื้มไปกับงานเลี้ยงที่คนทั้งหมู่บ้านอุตส่าห์จัดขึ้น เขาเบื่อหน่าย และเหยียดหยามพวกเธอด้วยซ้ำ และนั่นทำให้เธอไม่ "ตกหลุมรัก" เขาตั้งแต่แรกเห็น

และเธอก็ไม่ "ตกหลุมรัก" เขาเมื่อได้พบเขาเป็นครั้งสอง และสาม (และสี่ และห้า) เพราะเอลเลียตยังเป็นคนเย็นชาที่ไม่มีความสุขกับชีวิต เขาไม่รู้จักเสียงหัวเราะ ไม่มีรอยยิ้ม สำหรับเขา ครอบครัวของเธอคือภาระหน้าที่

แต่เมื่อวาเนสซ่าตัดสินใจแต่งงานกับเขา เธอรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนสวยเหมือนพี่น้อง สิ่งเดียวที่เธอมอบให้กับการแต่งงานนี้ก็คือ เธอจะทำให้เอลเลียตมีความสุข และวาเนสซ่าก็เป็นคนที่นำความสุขมาให้กับคนรอบข้าง นั่นดูเหมือนจะเป็นข้อดีเดียวที่เธอมี

การแต่งงานทำให้ทั้งสองค้นพบว่า ทั้งคู่มีอะไรมากกว่านั้น เอลเลียตพบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธความเป็นวาเนสซ่าได้ เธอเป็นผู้หญิงที่หัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง เป็นคนที่นำความสว่างไสวมาให้กับคนรอบข้าง และเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดที่เขาเคยพบ (นั่นเพราะเขารู้จักเธอดียิ่งกว่าเปลือกนอก) ในขณะเดียวกันวาเนสซ่าก็ต้องการมากกว่าความสุขของเอลเลียต เธอต้องการความสุขของตัวเอง เธอต้องการความรัก แม้มันจะผิดสัญญาที่ให้กันไว้ตั้งแต่ต้น

ครึ่งเรื่องแรกของหนังสือเรื่องนี้ใช้เวลาไปกับการแนะนำตัวละครในชุดนะคะ แต่มันก็ไม่ได้น่ารำคาญ หรือเบื่อหน่ายอะไร เรื่องน่าเสียดายเดียวก็คือ แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างวาเนสซ่า กับเอลเลียตมากจนอยากให้คนแต่งใช้เวลากับพวกเขามากกว่านี้ (แต่ในทางกลับกัน เราก็ชอบเรื่องราวของพี่น้องฮัซเทเบิ้ลไม่น้อยเช่นกัน) ครึ่งหลังเรื่องเป็นการปรับตัวเข้าหากันของคู่สามีภรรยาที่ไม่คาดหวังความ รัก แต่ความรักก็มาเยือนพวกเขา

เราชอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกมาก ๆ ไม่มีความรู้สึกว่าบังคับ หรือไม่สมจริงในพัฒนาการของความสัมพันธ์ของทั้งสอง ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น มันไม่มีช่วงเวลาที่จู่ ๆ เอลเลียตก็โพร่งขึ้นมาว่า รักเธอ รักเธอ แบบทำลายจังหวะเรื่องนะคะ แต่เมื่อคุณอ่านไปถึงจุดนึง คำว่า "รัก" มันก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะการกระทำได้บ่งบอกทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว (และคำว่ารัก มันก็ตามมาเอง"

หนังสือเล่มนี้จบลง แบบไม่สนิทในประเด็นเรื่องของญาติห่าง ๆ ของตระกูลฮัซเทเบิ้ล คอนสแตนติน ฮัซเทเบิ้ลเป็นพี่ชายคนโตเอิร์ลคนเก่า แต่เขาไม่มีสิทธิได้บรรดาศักดิ์ เพราะดันเกิดก่อนที่พ่อและแม่จะแต่งงานกันได้สองวัน ทรัพย์สินและบรรดาศักดิ์ที่เป็นของสตีเฟ่น แท้จริงแล้วควรจะเป็นของเขา แต่คอนก็สูญเสียมันไปทั้งหมด

แม็กซ์เคยบอกไหมคะ ว่าชอบตัวละครแบบนี้แหละ ข่าวร้ายก็คือ เรื่องของคอนจะยังไม่ออกขายจนกว่าจะปีหน้า แถมยังออกเป็นปกแข็งอีกต่างหาก

วกกลับมาที่คะแนนเรื่องนี้ค่ะ อยู่ที่ 83

Friday, February 13, 2009

Simply Perfect // Mary Balogh

พล็อตที่ใช้กันบ่อยครั้งมากในหนังสือโรแมนซ์ก็คือ พล็อตที่พระเอกและนางเอกตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกพบ และความสัมพันธ์ที่ตามมานับจากนั้น

แต่ในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวของการตกหลุมรักของคนสองคน ที่ไม่ได้ปิ๊งกันตั้งแต่แรกพบ แต่การที่ได้รู้จัก พูดคุยกัน และเรียนรู้เื่รื่องราวของกันและกัน ทำให้กลายเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ อาจจะยิ่งกว่ารักแรกพบเสียอีก

Simply Perfect ของแมรี่ บาล็อคธ์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Simply ซึ่งเป็นเรื่องราวของครูสาวสี่คนในโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิงของมิสมาร์ติน แต่คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องราวก่อนหน้าในชุดนี้หรอกนะคะ ยังไงก็รู้เรื่อง (แต่คุณอาจจะเกิดอาการคาแร็คเตอร์โอเวอร์โหลดก็เป็นได้ เพราะมีตัวละครในเล่มอื่น ๆ (ซึ่งไม่ใช่แค่สามเล่มก่อนหน้าหรอกนะ เพราะเรื่องนี้มีตัวละครในหลายชุดที่แมรี่เคยแต่งอยู่ด้วย) โผล่มาเต็มไปหมด

นางเอกของเรื่องก็คือ คลอเดีย มาร์ติน เจ้าของโรงเรียนนั่นเอง คอร์เดียเป็นสาวแก่ (ซึ่งก็แก่จริง ในวัยสามสิบห้าปี) ที่ออกจากรังเกียจบรรดาขุนนางบรรดาศักดิ์สูง โดยเฉพาะดยุค นั่นเพราะเธอมีประสบการณ์ไม่ดีกับดยุคพวกนี้มาก่อน เธอได้พบกับทายาทของดยุคอย่าง โจเซฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงบรรดาศักดิ์มาร์ควิสแห่งแอทติ้งโบโรห์ ซึ่งรับฝากข้อความจากเพื่อนสนิทของเธอ (ก็นางเอกเล่มสามในชุดล่ะ) มาส่งให้ระหว่างที่ทางที่เขากำลังจะไปเยี่ยมบิดา พร้อมทั้งยังรับอาสาพาคอร์เดียกลับไปลอนดอนพร้อมกับเขาด้วยในขากลับเข้า เมืองของตัวเอง

คอร์เดียซึ่งไม่ชอบขี้หน้าบรรดาขุนนางยศสูงพวกนี้อยู่แล้ว จำใจตกปากรับคำ เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ แต่แล้วการที่ทั้งสองได้เดินทางร่วมกันไปลอนดอน ก็ทำให้คอร์เดียพบว่า โจเซฟมีอะไรมากกว่าความหยิ่งผยองงี่เง่าแบบขุนนาง

โจเซฟมีความคิดที่ลึกล้ำ เป็นคนที่มีความรับผิดชอบ อย่างไม่น่าเชื่อคอร์เดียพบว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนความคิดที่มีต่อเขา

เมื่อทั้งคู่มาถึงลอนดอน คอร์เดียคิดว่ามันคือจุดสิ้นสุดการได้รู้จักกันของทั้งคู่แล้ว แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ปล่อยสองหนุ่มสาวให้แยกกันได้นานนัก เพราะโจเซฟซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ กับตัวละครหลายตัว ที่แต่ละคนก็ล้วนรู้จักคอร์เดียในช่วงชีวิตช่วงใดช่วงหนึ่งของเธอ พาเขากลับมาพบเธอหลายครั้ง และคอร์เดียนี่เองที่โจเซฟหวังเป็นที่พึ่งในการนำลูกสาวนอกกฎหมายผู้ตาบอด ของเขาเข้าโรงเรียน

โจเซฟแตกต่างจากขุนนางหนุ่มทั่วไป เพราะเมื่อเมียเก็บของเขาท้อง และคลอดลูกสาวที่ตาบอด โจเซฟหยุดการใช้ชีวิตเสเพลทั้งหมด และทุ่มเวลาให้กับเด็กน้อยผู้นั้น เขาถึงขนาดเลิกยุ่งเกี่ยวกับหญิงสาวทุกคน และปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานกับหญิงผู้เหมาะสม เพราะเขาไม่อาจใช้ชีวิตสองหน้าได้ แต่เมื่อแม่ของลูกสาวของเขาตายลง และดยุคผู้เป็นบิดาของเขาป่วย โจเซฟก็รู้ว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำหน้าที่แล้ว

หญิงสาวผู้เพียบพร้อมถูกเลือกให้เขา ซึ่งโจเซฟก็ยอมรับในการกำหนดนั้น เพียงแต่เขาไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้สนใจมิสมาร์ตินผู้แข็งกร้าวได้เลย เธอไม่เหมือนอย่างที่เขาคิดเมื่อแรกเห็น คอร์เดีย มาร์ตินเป็นหญิงสาวที่ประสบความสำเร็จในโลกของผู้ชาย เธอกล้าที่จะก่อตั้งโรงเรียนด้วยเงินทุนของตัวเอง เธอมีชีวิตที่เป็นอิสระ และฉลาดที่สุดเขาเคยได้เจอ

อย่างที่บอกนะคะ หนังสือเรื่องนี้เป็นการอ่านเรื่องราวของการตกหลุมรัก ทั้งคอร์เดีย และโจเซฟมีเปลือกภายนอกที่ปรากฎต่อคนอื่น เปลือกเหล่านั้นค่อย ๆ หลุดไปเมื่อทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มต้นเพราะโจเซฟต้องการให้คอร์เดียรับลูกสาวตาบอด ของเขาเข้าโรงเรียน ก่อนที่จะพัฒนาไปไกลกว่านั้น แต่นั่นคือ ความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ทั้งคอร์เดียและโจเซฟต่างรู้ดี และสิ่งที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ ในเรื่องนี้ก็คือ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่เคยไปไกลเกินการจูบ เพราะในเวลานั้นโจเซฟรู้ว่า เขากำลังจะหมั้นหมายกับหญิงสาวอีกคน ในขณะที่คอร์เดียก็รู้ตัวว่าไม่เหมาะสมกับการเป็นดัชเชส

การดำเนินเรื่องของเล่มนี้เป็นไปอย่างเนิบนาบนะคะ แต่ไม่น่าเบื่อเลยสักนิดเดียว แม็กซ์ชอบที่ได้รู้จักผู้ชายอย่างโจเซฟ เขาเคยเป็นตัวละครรองในหนังสือหลายเล่ม และแม็กซ์บอกตามตรงว่าไม่เคยคิดว่าเขาจะ "ลึก" ได้เพียงนี้ ในขณะที่คอร์เดียเป็นตัวละครที่คงรักษาบุคลิกของเธอไว้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่รู้สึกว่าเธอ "แข็ง" เกินไป

ติดใจประเด็นเดียวในเรื่องนี้ค่ะ นั่นก็คือการคลี่คลายเกี่ยวกับคู่หมั้นของโจเซฟมันง่ายเกินไป เราอยากให้เขาโจเซฟเป็นคนตัดสินใจเองมากกว่า (แม้ว่าการตัดสินใจนั่นจะนำความเสื่อมเสียมาให้เขามากแค่ไหนก็ตาม) จบแบบนี้ทำให้มันดูไม่สมจริงน่ะค่ะ แต่เป็นการจบที่ปราณีต่อตัวละครอย่างยิ่ง

คะแนนที่ 77

Saturday, January 31, 2009

simply Magic // Mary Balogh

หนังสือเล่มสุดท้ายของแมรี่ บาล็อคธ์ที่แม็กซ์ก็ย้อนกลับไปเมื่อปี 2004 กับเรื่อง Slightly Dangerous ที่ทิ้งร้างงานของเธอไม่นานไม่ใช่เพราะผิดหวังกับ SD หรอกนะคะ

แต่เป็นเพราะ SD มันดีขนาดที่เราไม่คิดว่าเรื่องที่ตามมาจะเทียบเคียงได้ แม็กซ์เป็นเช่นนี้เสมอ เวลาได้อ่านหนังสือที่สนุกมาก ๆ ขนาดที่คิดว่า นี่คือจุดสูงสุดของนักเขียนแล้ว แม็กซ์ก็มักจะรู้สึกว่าเล่มถัดมาของเธอ ยังไงก็ไม่อาจเทียบได้ คุณจะเทียบเคียงกับความสมบูรณ์แบบได้อย่างไร

และนี่คือเหตุผลที่แม็กซ์ดองงานของแมรี่มานานถึง 4 ปี ก่อนจะหยิบเล่มนี้มาอ่าน

Simply Magic ของแมรี่ บาล็อคธ์

หนังสือเล่มนี้อาจเป็นเล่มแรกที่แม็กซ์หยิบของแมรี่มาอ่านในรอบสี่ปี แต่เล่มนี้ก็ไม่ใช่เล่มแรกในชุดหรอกนะคะ มันคือเล่มที่สามในหนังสือชุดสี่เล่มที่เล่าเรื่องบรรดาคุณครูยังสาวใน โรงเรียนสตรียุครีเจนซี่ เล่มนี้เป็นเรื่องราวของซูซานนา ออสบอร์น อดีตนักเรียนทุนของโรงเรียน ทีต่อมาได้กลายเป็นครูในโรงเรียนที่เธอสำเร็จการศึกษา

และแม็กซ์กล้าบอกว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องอ่านเล่มหนึ่งและสองก่อนเพื่อทำความเข้าใจกับเล่มนี้ เพราะแม็กซ์ก็ยังไม่ได้อ่านทั้งสองเล่มนั้น แต่ข้ามมาอ่านเล่มนี้ได้อย่างสบาย

สำหรับคนที่ยังไม่เคยจับงานของแมรี่มาอ่าน แม็กซ์ก็คงต้องบอกว่า ตอนนี้สไตล์ของแมรี่ย้อนกลับไปเหมือนนักเขียนแนว Traditional Regency ในอดีตหลายคน (หนึ่งในนั้นก็คือตัวเธอเองนั่นแหละ) ที่สร้างสรรเรื่องราวที่ไม่จำเป็นต้องตื่นเต้น โลดโผน ทุกอย่างในเรื่องเรียบง่าย เรื่องราวความรักของคนสองคนที่ตกหลุมรักกันอย่างจัง การเดินทางของพวกเขาในการไปสู่ความสุขที่ได้คู่กัน

ความเรียบง่ายที่แม็กซ์พูดถึงไม่ใช่ว่าจะเป็นความราบเรียบนะคะ เพราะเรื่องราวในเล่มนี้ยังเต็มไปด้วยความน่าสนใจ น่าติดตามอ่าน แม็กซ์รู้สึกร่วมไปกับตัวละครในทุกช่วงเวลาของพวกเขา นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่ทำให้แม็กซ์ยอมเสียการนอนเพื่ออ่านต่อเพื่ออยาก รู้สึกจุดลงเอยแห่งความรักของตัวละครสองคนที่น่าสนใจมาก ๆ

ซูซานน่า ออสบอร์นเดินทางมาพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่บ้านของอดีตเพื่อนซึ่งเคยเป็นครูที่ สอนในโรงเรียนเดียวกัน (ก็เป็นนางเอกเล่มหนึ่งในชุดนั่นแหละ) ซึ่งที่นั่นเธอต้องเผชิญกับผู้ชายที่มาจากอดีตที่เธอใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อ ลืมเลือน และไม่ใช่หรอกนะคะ เล่มนี้ไม่ใช่พล็อตคนรักเก่าย้อนกลับมารักกันใหม่ เพราะตอนที่ซูซานน่าจากบ้านออกไปเผชิญโชคในลอนดอนเธออายุแค่สิบสองปี พ่อของเธอเพิ่งฆ่าตัวตาย และเธอถูกทิ้งไว้ตามลำพัง

ในขณะที่ปีเตอร์ เอดจ์เวิร์ธ ไวสเคาท์หนุ่มสุดหล่อ เวลานั้นอายุสิบห้า และกำลังเรียนหนังสือในโรงเรียนประจำ ซึ่งที่ปีเตอร์ไม่รู้ก็คือ ครอบครัวของเขามีส่วนอย่างยิ่งต่อการตายของพ่อของซูซานน่า

และไม่ใช่หรอกนะคะ เล่มนี้ไม่ใช่พล็อตการแก้แค้นที่ซูซานน่ากระทำต่อปีเตอร์ เพราะสิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการก็คือ การบอกความจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในปีเตอร์รับรู้

ปีเตอร์ซึ่งจากบ้านมานานกว่าห้าปี หลังจากมีเรื่องขัดแย้งกับครอบครัวอย่างรุนแรง เขาพร้อมแล้วที่จะกลับบ้าน และเล่นบทไวสเคาท์ผู้ดูแลที่ดิน แต่กระทั้งเขาก็ยังไม่อยากกลับไปบ้านในขณะที่ผู้เป็นมารดาพยายามยัดเยียด หญิงสาวให้มาเป็นเจ้าสาวของเขา บาดแผลเมื่อห้าปีก่อนกับหญิงสาวอีกคนที่แม่จัดหาให้เขามันยังสดและใหม่เกิน ไป ดังนั้นปีเตอร์จึงตอบรับคำเชิญของเพื่อนที่จะอยู่ต่อเพื่อร่วมงานเต้นรำ ประจำหมู่บ้าน

และเมื่อเขาได้พบกับซูซานน่า เขาก็รู้ว่าตัวเองทำถูกแล้ว แรกพบซูซานน่าไม่ชอบปีเตอร์เพราะความลื่นไหลและมีเสน่ห์ ในขณะที่ปีเตอร์เขาก็เคยชินกับการเล่นบทชายในฝันของหญิงทุกคน จนทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาวที่เขาปรารถนา เขารู้สึกว่าตัวเองต้อยต่ำเกินกว่าคุณครูสาวคนนี้

แต่เวลาที่ทั้งคู่ได้ใช้ร่วมกันในชนบทก็ทำให้ทั้งสองได้รู้จักกันดีขึ้น อย่างที่แม็กซ์บอกค่ะ เรื่องนี้เรียบง่าย ดวงใจของพล็อตเรื่องก็คือการตกหลุมรักของคนสองคน และเราก็ได้เห็นการตกหลุมรักของปีเตอร์และซูซานน่า

เมื่อฤดูร้อนจบลง ทั้งสองตกลงแยกย้ายกลับไปสู่ชีวิตดั้งเดิมของตัวเอง ซูซานน่ากลับไปเป็นครู ปีเตอร์กลับบ้านที่จากไปนาน แต่โชคชะตาและหัวใจของทั้งสองไม่อาจปล่อยให้ความรักเหี่ยวตายไปเองได้

โอกาสมาถึง และปีเตอร์ก็คว้ามันเอาไว้ เขาได้พบกับซูซานน่าอีกครั้ง และอย่างที่ปีเตอร์คิดในเรื่อง ความรักไม่สลายไปเอง มันคงอยู่ และเจ็บปวด

เพราะนอกจากฐานะทางสังคมที่ต่างกัน อดีตของซูซานน่า ความตายของพ่อเธอ และครอบครัวเขาเกี่ยวพันจนอาจจะมากกว่าความรักทานทนไหว

สิ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบเรื่องนี้มาก ๆ ก็คือการไม่ยอมแพ้ของปีเตอร์ แม้เรื่องที่เกิดในอดีตจะร้ายแรง และถ้าเป็นพระเอกคนอื่นก็คงนั่งคร่ำครวญหรือโชคชะตา แต่ปีเตอร์ไม่ยอมแพ้ เขาต่อสู้เพื่อความรัก และที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คือการที่เขาไม่เลือก แม็กซ์ไม่อยากสปอลย์นะคะ แต่คนที่อ่านเรื่องนี้คงรู้ว่าแม็กซ์หมายถึงอะไร แม็กซ์ชอบคำพูดของเขามากที่ว่า "ผมไม่อาจเลือกระหว่างความรักและความรักได้หรอก"

เล่มนี้สนุกกว่าที่คิด แต่ก็เป็นไปอย่างที่คิดว่า มันไม่อาจเทียบ Slightly Dangerous ได้ ซึ่งแม็กซ์ดีใจนะคะที่รอสี่ปีก่อนที่จะกลับมาอ่านงานของแมรี่อีกครั้ง เพราะถ้าแม็กซ์รีบอ่านตั้งแต่หลังจาก SD แม็กซ์อาจไม่สามารถชื่นชมความงดงามของเล่มนี้ได้เต็มที่ (เพราะใจมัวแต่ไปหมกหมุ่นในการเปรียบเทียบกับเรื่อง SD จนไม่อาจรู้สึกคุณค่าของเล่มนี้ด้วยตัวของมันเอง)

คะแนนที่ 70