Showing posts with label Julia London. Show all posts
Showing posts with label Julia London. Show all posts

Thursday, January 22, 2009

The Book of Scandal // Julia London

แม็กซ์อ่านหนังสือของจูเลีย ลอนดอนไปหลายเล่ม แต่บอกตามตรงนะคะว่า ไม่ถึงกับปิ๊งนัก จะมีก็แค่เล่มเดียว (The Ruthless Charmer) ที่โดนใจอย่างจัง เราไม่คิดวิเคราะห์อะไรกะเรื่องนี้เท่าไหรนะคะ แต่หลังจากอ่านงานเล่มล่าสุดเรื่องนี้ของเธอจบไป แม็กซ์ก็รู้สาเหตุแล้วล่ะ ว่าทำไมตัวเองถึงไม่ชอบนักเขียนที่หลายคนชื่นชอบกันมาก ๆ คนนี้เท่าไหร

The Book of Scandal ของจูเลีย ลอนดอน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการ เขียนหนังสือ "แฉ" เลียนแบบดาราเมืองไทยของเจ้าหญิงคาโรไลน์ ซึ่งเป็นพระชายา (ใช้ราชาศัพท์ไม่ถูกหรอกค่ะ เพราะไม่ได้คิดจะแปลหนังสือในสนพ.น้อยตำรวจนั่น) ของเจ้าชายจอร์จ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการในสมัยพระเจ้าจอร์จที่สาม (ซึ่งสติไม่ดี) เนื่องจากสองคนนี่ไม่ถูกกันตั้งแต่แต่งงาน แยกกันอยู่ และต่างคนต่างมีเอ๊าะส่วนตัว แต่เหตุเกิดเมื่อมีการสืบสวนพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเจ้าหญิงคาโรไลน์ เพราะเจ้าชายจอร์จต้องการการหย่า (ซึ่งทำได้ยากมากในสมัยนั้น) เธอก็เลยโต้กลับด้วยการบอกว่า เธอได้เขียนหนังสือแฉพฤติกรรมของเจ้าชายจอร์จ และพร้อมจะนำออกเผยแพร่ถ้าเจ้าชายไม่หยุดยั้งการสอบสวนนั้น

เรื่องนี้มันมาเกี่ยวกับพระนางของเราก็เพราะ เอฟวาลีนนางเอกซึ่งเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของเจ้าหญิงแมรี่ ซึ่งเป็นน้องสาวของเจ้าชายจอร์จ และเมื่อเปิดเรื่องได้แยกกันอยู่กับนาธานผู้เป็นสามี แต่เมื่อเพื่อนของนาธานคาบข่าวมาบอกพระเอกของเราว่า เอฟวาลีนกำลังจะตกเป็นเป้าหมายของหนังสือแฉเล่มนี้ เพราะกิ๊กใหม่ของเธอเป็นเพื่อนสนิทของพระเจ้าจอร์จ จึงทำให้เธอถูกสงสัยว่าจะต้องเป็นหนึ่งในพยายที่รู้เห็นเหตุการณ์การกระทำ อื้อฉาวของเจ้าชายจอร์จด้วย และเธออาจถูกเรียกเป็นพยานในการยืนยันพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งอาจจะทำให้ถูกมองว่าเป็นคนขายชาติ และมีผลต่อนาธานด้วย

ดังนั้นนาธานจึงเดินทางเข้าลอนดอนเพื่อพาตัวเอฟวาลีนกลับ บ้านในชนบท ทั้งสองแยกกันอยู่ได้สามปีแล้วนับจากการตายของบุตรชาย นั่นเพราะทั้งคู่ไม่อาจลืมเลือนความเจ็บปวดจากการตายของลูกชายผู้เป็นที่รัก ได้ และแทนที่ทั้งคู่จะปลอบกันและกัน ทั้งคู่กับห่างเหินกันมากขึ้น

แต่เอฟวาลีนก็ทำตัวสมเป็นนางเอกคือไม่ยอมฟังเหตุผล และปฏิเสธไม่ยอมกลับไปพร้อมนาธาน จึงทำให้เขาต้องลักพาตัวเธอกลับไปอย่างไม่เต็มใจ

เรื่องราวที่เหลือจึงเป็นการคืนดีของสองผัวเมียคู่นี้ และการลอบปองร้ายของคนร้ายที่ไม่เปิดเผยตัวซึ่งไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรนักหรอก

บอกตามตรงนะคะ พล็อตอย่างนี้เป็นพล็อตที่ "โดน" แม็กซ์อย่างจัง ดังนั้นมันจึงไม่ได้ใช้ความพยายามมากมายอะไรเลยในการที่แม็กซ์จะชอบเล่มนี้ แต่ขอโทษนะคะ เล่มนี้เป็นเล่มที่น่าเบื่อหน่ายและน่ารำคาญที่สุด

อันที่จริงเราไม่อยากใช้คำว่าน่ารำคาญกับนางเอกนะคะ เพราะรู้สึกว่าคนนี้เป็นคำพูดจดลิขสิทธิ์ของคนที่เป็นอดีตคนรู้จักของเราคน นึงไปแล้ว (เธอมีคำพูดติดปากเวลาพูดถึงนางเอกของหนังสือเกือบทุกเรื่องว่า นางเอกน่ารำคาญ) แต่ไม่รู้ว่าจะหาคำอื่นใดมาบรรยายเอฟวาลีนได้แล้ว

นอกจากความน่ารำคาญ เธอยังเป็นนางเอกที่น่าตบล้างน้ำ เป็นคนเห็นแก่ตัว ทุเรศ ห่วยแตก งี่เง่า (ด่าครบรึยังเนี่ย) เธอจมอยู่กับความเศร้า โดยไม่คิดเลยว่านาธานเองก็เสียลูกชายไปเหมือนกัน เธอคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เธอเป็นตุ้มน้ำหนักที่ถ่วงชีวิตของนาธาน และไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าตัวเอง "เลวร้าย" กับนาธานขนาดไหน

ตลอดทั้งเรื่องเธอทำเป็นเหมือนคนที่เป็นเหยื่อ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอทำให้นาธานเป็นเหยื่อ เราเข้าใจนะว่าเธอเสียใจที่ลูกตาย แต่เธอปล่อยให้นาธานจมอยู่กับเศร้าเพียงคนเดียวเช่นกัน เธอปล่อยเขาตามลำพัง และด่าว่าเขาเมื่อเขาไปหาเพื่อนเพื่อให้ปลอบโยนในความเศร้านั้น (เพื่อนของนาธานเป็นผู้หญิง แต่ทั้งคู่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกัน) เธอกล่าวหาเขาว่ามีชู้ แล้วหนีเข้าลอนดอน

ขอด่าหน่อยนะ "อีเลว"

ที่น่าเกลียดก็คือ คนแต่งทำเหมือนว่านาธานเป็นคนผิด เขาต้องง้องอนเธอ เขาเป็นฝากบอกรักเธอ เพื่อที่จะให้เธอปฏิเสธเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

และนี่เองก็ทำให้แม็กซ์ค้นพบแล้วว่า ทำไมตัวเองถึงไม่ค่อยชอบหนังสือของจูเลีย ลอนดอน ก็เพราะนางเอกของเธอนิสัยชั่วแล้วไม่รู้ตัว ทั้งตัวละครและคนแต่ง นางเอกมักมีพฤติกรรมห่วย ๆ ทุเรศ แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นพระเอกที่ต้องเป็นฝ่ายง้อทุกที ยกเว้นก็แต่เรื่อง The Ruthless Charmer ซึ่งนางเอกก็มีพฤติกรรมเลว จนพระเอกงอนขอเลิกจนทำให้นางเอกต้องเป็นฝ่ายง้อ ก็เลยได้ใจเราไปมาก

แต่เล่มนี้ก็เข้าอีหรอบเดิม ที่นางเอกห่วยแตก แต่พระเอกก็รับกรรมต้องไปง้องอนอีก เสียดายพระเอกค่ะ

คะแนนที่ 43

Wednesday, January 21, 2009

The School for Heiresses // An Anthology

หนังสือเก่าเก็บอีกเล่มที่ถึงคิวอ่านเสียทีค่ะ พักนี้เราอ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นเยอะหน่อยน่ะค่ะ เพราะเหลือค้างไว้เพียบเลย ปกติแม็กซ์ไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องสั้น แต่ก็นิสัยเสียซื้อมาเกือบทุกเล่ม เพราะเรามักรู้สึกอยากจะเก็บงานของคนแต่งที่ชอบให้ครบทุกเล่ม อีกอย่างเดี๋ยวนี้คนแต่งชอบเอาตัวละครในเรื่องเรื่องที่ตัวเองเขียนไว้เป็น ชุดมาเขียนในเรื่องสั้น ด้วยความที่ติดอ่านชุด ก็เลยต้องตามมาซื้อจนได้

หนังสือเรื่องนี้อยู่ในชุดที่เรียกกันว่า The School of Heiresses ซึ่งเล่าถึงมิสซิสชาร์ล็อตต์ แฮร์ริส เจ้าของโรงเรียนซึ่งเคยเป็นทายาทสาวผู้ร่ำรวยคนนึง แต่โดนหลอกแต่งงานกับผู้ชายที่หวังสมบัติของเธอ จนสุดท้ายเมื่อสามีตาย เธอจึงคิดที่จะเปิดโรงเรียนสอนเด็กสาวลูกคนรวยให้ดูผู้ชายที่หวังปอกลอก สมบัติของพวกเธอออก เพื่อที่จะไม่โดนหลอกอย่างเธอบ้าง

คอนเซ็ปต์ของเรื่องนี้เป็นแนวคิดของซาบริน่า เจฟฟรีย์ ซึ่งเธอเขียนเรื่องในชุดนี้ออกมาหลายเล่ม แม็กซ์หมายถึงเล่มเดี่ยว ๆ นะคะ แต่เรื่องสั้นเล่มนี้เป็นแนวคิดของสนพ.พ็อตเก็ตที่เอาคอนเซ็ปต์ และโรงเรียนของมิสซิสแฮร์ริสที่ซาบริน่าสร้างขึ้นมาขยายต่อ แล้วให้นักเขียนอีกสามคนช่วยกันเขียนเรื่องราวของเหล่านักเรียนในโรงเรียน ของมิสซิสแฮร์ริส

หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง The School of Heiresses

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่ชอบอ่านเรื่องสั้น ดังนั้นคะแนนไม่สูงหรอกค่ะ แต่ก็ยังยืนยันเหมือนหลายครั้งว่า สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านผลงานของนักเขียนทั้งสี่คนในเรื่องสั้นเล่มนี้ ก็ลองหาซื้อมาอ่านกันได้ จะได้รู้ด้วยค่ะว่าสไตล์ของแต่ละคนเป็นยังไง เพราะแม็กซ์อ่านไปก็คิดว่ามันสะท้อนแนวทางการเขียนของแต่ละคนได้พอสมควร

Ten reasons to stay ของซาบริน่า เจฟฟรีย์

เ่ล่มนี้นอกจากจะเล่าเรื่องของอดีตนักเรียนคนนึงในโรงเรียนของมิสซิสฮาร์ริ สแล้ว ยังเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับเรื่อง Only duke will do ซึ่งเป็นเล่มที่สองในชุด The School of Heiressess อีกด้วย (เพราะเล่มเอกในเล่มนั้นช่วยจนพระเอกในเรื่องสั้นเล่มนี้ได้บรรดาศักดิ์มาจน ได้) แต่แม้จะเกี่ยวกันโดยตรงก็ไม่จำเป็นหรอกนะคะว่าต้องอ่านเรื่อง ODWD ก่อน เพราะทั้งพระนางในเรื่องนี้ก็ไม่ได้ปรากฎตัวในเล่มนั้นแต่อย่างใด

คอลินซึ่งเป็นลูกครึ่งพ่อซึ่งเป็นคนอังกฤษ และแม่ที่เป็นคนอินเดียเป็นคนนอกมาตลอดชีวิต เขาไม่ได้รับการยอมรับจากญาติทางแม่ที่เป็นคนอินเดีย เพราะสายเลือดอังกฤษในกาย แต่ก็ไม่อาจเป็นคนอังกฤษได้เพราะเลือดอินเดียที่ถูกเหยียดหยาม แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจเดินทางมาอยู่อังกฤษ หลังจากใช้ชีวิตในอินเดียมาตลอดชีวิต เพราะอย่างน้อยในอังกฤษ เขาก็สามารถหนีจากสงครามที่เกิดในอินเดียได้ แต่ชีวิตในฐานะของท่านเอิร์ลผู้สูงศักดิ์ก็ถูกขัดจังหวะโดยการมาอย่างไม่ได้ รับเชิญของสาวน้อยเอไลซ่าที่ทำทุกทางเพื่อหนีจากการบังคับแต่งงานของผู้เป็น ลุง

เอไลซ่ารู้จักกับภรรยาของขุนนางผู้เป็นเจ้าบ้านที่เธอลักลอบเข้ามาเพื่อ "ขอยืม" ม้าในการเดินทางหนี สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ บ้านหลังนี้ได้กลายมาเป็นสมบัติของคอลินแล้ว (เพราะอดีตเจ้าของบ้านเป็นคนที่ยกบรรดาศักดิ์ในคอลิน -- คำอธิบายอยู่ในเรื่อง ODWD แต่ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ สรุปว่าเอไลซ่าเจอกับคอลินอย่างไม่คาดคิด) และแม้เธอจะพยายามเล่าเรื่องให้คอลินฟัง เขาก็ยังคิดว่าเธอเป็นเด็กสาวฟุ้งซ่าน ชีวิตของเธอมันไม่แย่อย่างที่เป็นหรอก เขาปฏิเสธที่จะช่วย และยังไม่ยอมให้เธอเดินจากไป เพราะห่วงในความปลอดภัย เขาตั้งใจจะส่งตัวเอไลซ่าคืนให้กับผู้ปกครองของเธอ แต่เมื่อเขาค้นพบความจริงว่าสิ่งที่เอไลซ่าพูดเป็นความจริง คอลินก็เปลี่ยนใจ

เรื่องนี้ถือว่าสนุกใช้ได้ค่ะ สำหรับเรื่องสั้น ทั้งคอลินและเอไลซ่าเป็นตัวละครที่โอเค (นั่นคืออ่านได้ไม่ต้องคิดมาก) แต่เพราะเป็นเรื่องสั้นเราจึงรู้สึกเหมือนทุกอย่างโดนเร่ง ไม่ว่าจะเป็นความรักที่เกิดชั่วข้ามคืน (และมันก็ข้ามคืนจริง ๆ)

คะแนนที่ 63

After Midnight ของลิซ คาร์ไลร์

นี่เป็นเรื่องที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดในชุด (ถ้าอ่านบลอกของแม็กซ์มานานพอ และเห็นชื่อลิซบนปกเล่มนี้ ก็น่าจะเดากันออกนะคะ) และเหตุผลที่เราชอบก็ทุเรศมาก เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง หรือตัวเอกในเล่ม แต่เป็นเพราะเล่มนี้เราได้เห็นโรธเวลล์

ง่าย ๆ แค่นั้นแหละ

เล่มนี้ถือเป็นเล่มแรกจริง ๆ ในชุด Never หรือเรื่องราวของพี่น้องตระกูลเนวิลล์ เป็นเรื่องราวของหลานสาวของบารอนโรธเวลล์ (พระเอกเล่มสามในชุดเรื่อง Never Romance a Rake) ที่ถูกคุณอาส่งมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนของมิสซิสแฮร์ริสตั้งแต่แม่ของเธอ ตายลง มาร์ตินิคไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของโรธเวลล์ เธอเป็นลูกติดที่แม่ของเธอแต่งงานกับพี่ชายของโรธเวลล์ และเมื่อทั้งพ่อเลี้ยงและแม่ของเธอตายลง เธอก็ถูกส่งมาที่อังกฤษเสมือนเป็นสัมภาระที่ไม่มีใครต้องการ

นี่เป็นปมในใจของเธอพอสมควร เมื่อมาร์ตินิคอายุได้สิบเก้าปี ทั้งอาทั้งสองของเธอก็เิดินทางมาอังกฤษเพื่อหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้ต้องการเลย เธออยากใช้ีชีวิตเหมือนอาสาวแซนเธียที่มีอิสระในการใช้ชีวิต ทำงานในบริษัทเดินเรือของตระกูล แต่ดูเหมือนเธอจะไม่มีทางเลือก เมื่อเหตุการณ์เข้าใจผิดเกิดขึ้น และมาร์ตินิคพบว่าตัวเองหมั้นหมายกับขุนนางหนุ่มผู้อื้อฉาว

บอกตามตรงนะคะ ถ้าเล่มนี้ไม่ใช่เรื่องสั้น แม็กซ์คงจะชอบมากกว่านี้อีก เพราะมีองค์ประกอบที่เราชอบครบถ้วน โดยเฉพาะภูมิหลังของจัสตินพระเอกที่ได้ใจเรามาก มาร์ตินิคเองก็เป็นนางเอกที่น่าสนใจ มีประเด็นให้เล่นได้เยอะ แต่ด้วยข้อจำกัดที่เป็นเรื่องสั้นทำให้ทุกอย่างดูเร่งไปหมด

คะแนนที่ 70

The Merchant's Gift ของจูเลีย ลอนดอน

จาำกคำวิจารณ์ ส่วนใหญ่เขาชอบเรื่องนี้กันนะคะ เรื่องราวของเกรซลูกสาวของพ่อค้าผู้ร่ำรวยที่โดนแรงกดดันจากครอบครัวให้หา คู่แต่งงานที่เป็นขุนนางเพื่อยกระดับครอบครัวขึ้น ในขณะที่นับวันเธอก็เริ่มตกหลุมรักบาร์เล็ตต์พ่อค้าจากลีดส์ที่อยู่ในเมือง เดียวกับเธอ พล็อตหลักของเรื่องจึงเป็นการตอบหัวใจตัวเองของเกรซว่าเธอจะเลือกใครระหว่าง ชายที่เธอรัก กับชายที่เหมาะสม

และแม็กซ์ก็ไม่เหมือนกับคนทั่วไปอีกแล้ว เพราะเราไม่ชอบเรื่องนี้อ่ะ เราไม่ชอบความลังเลของเกรซ แม้จะเข้าใจนะว่าเธอต้องคิดเยอะในการตัดสินใจ แต่เราไม่ชอบผู้หญิงโลเลน่ะ

ถ้าคนอ่านสังเกตนิดนึงก็จะเจอว่าเรื่องนี้มีนางเอกจากเรื่อง The Hazards of hunting a duke โผล่มาให้เห็นนิดนึง โดยเป็นเพื่อนกับเกรซ ไม่ได้มีความสำคัญอะไรถึงขนาดต้องอ่านเล่มนั้นก่อนหรอกนะคะ (แต่อ่านก็ดีนะคะ เพราะเราชอบ THOHAD พอสมควร)

คะแนนที่ 57

Mischief's Holidy ของเรเน่ เบอร์นาร์ด

นี่เป็นเรื่องที่อ่อนที่สุดในชุดค่ะ ซึ่งถ้าไม่ได้ตอนจบของเรื่องมาช่วยไว้ คะแนนคงจะเทกระจาดมากกว่านี้อีก บอกตามตรงว่าเราคิดว่าเรเน่น่าจะเขียนได้ดีกว่านี้นะคะ แต่เป็นไปได้ว่าเธอเขียนเรื่องสั้นได้ไม่ดีนัก

พล็อตของเรื่องนี้คล้ายคลึงกับ The Merchant's Gift ที่นางเอกเป็นลูกสาวของพ่อค้าผู้ร่ำรวยและเรียนจบจากโรงเรียนของมิสซิสแฮ ร์ริส ผิดกันตรงที่พ่อของนางเอกเราไม่บีบบังคับลูกสาวให้แต่งงานกับขุนนางหรืออะไร เขารักลูกสาวและอยากให้เธอมีความสุข และนั่นอาจะทำให้เรื่องไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยน่ะสิ เพราะไม่มีพล็อต ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อย ๆ จะมีก็แค่ว่า นางเอกของเราเป็นคนที่ชอบเจอปัญหาแล้วได้ทำตัวน่าอาย ซึ่งก็ไม่เห็นจะเป็นประเด็นอีก (สำหรับแม็กซ์) เราอาจจะเข้าใจสังคมรีเจนซี่ไม่ดีพอ แต่เราไม่รู้สึกว่าการที่เธอทำกระโปรงเปื้อน หรือเล่นกับลูกหมามันจะเสียหายน่าอับอายร้ายแรงอะไร มันเป็นเรื่องน่าขำก็จริง แต่ไม่รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่

ความราบเรียบของเรื่องนี้คือข้อเสียใหญ่ที่สุด เรื่องราวในงานเลี้ยงช่วงวันคริสต์มาสที่พ่อของอลิสานางเอก เชิญลีแลนด์พระเอกของเรามาร่วมงาน สองหนุ่มสาวได้เจอกัน ปิ๊งกัน จีบกัน และลงเอยกัน มันไม่น่าสนใจน่ะ ไม่เลวร้ายนะ แต่ไม่น่าสนใจเลย

คะแนนที่ 53