Showing posts with label Futuristic. Show all posts
Showing posts with label Futuristic. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

The Warlord's Daughter // Susan Grant

แม็กซ์ค่อนข้างชอบงานเขียนของซูซาน แกรนต์ค่ะ และบอกตามตรงว่า เท่าที่อ่านงานของเธอมาก็ยังไม่ถึงกับมีเล่มไหนที่น่าผิดหวัง เรื่องราวของเธออาจจะไม่ใช่พล็อตเรื่องแนวอ่านงานสบายใจ หลายประเด็นที่เธอยกขึ้นมาหนัก แต่เธอเป็นคนที่เขียนเรื่องที่พล็อตหนักออกมาให้เกิดความรู้สึกว่าไม่หนัก ได้เก่งมาก

และเรื่องนี้ก็เช่นกันค่ะ

The Warlord's Daughter ของซูซาน แกรนต์

หนังสือเล่มนี้โฆษณา (อีกแล้ว) ว่าเป็นเล่มที่สองในชุด The Borderland ที่ต่อเนื่องกับเรื่อง Moonstruck แต่ความจริงก็คือ เรื่องนี้ผูกพักและเกี่ยวข้องกับหนังสืออีกหลายเล่ม โดยเฉพาะชุดไตรภาคชุด Otherworldly men (Your Planet or Mine?, My Favorite Earthling, and How to lose an Extraterrestrial in 10 days)

แม็กซ์คิดว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องในชุดนี้มาก่อนเลย ก็น่าจะอ่านเรื่องนี้รู้เรื่องอย่างไม่มีปัญหาอะไรนะคะ แต่อาจจะเกิดอาการ "มันต้องมีเรื่องของตัวละครตัวนั้นตัวนี้มาก่อนแน่เลย" รวมทั้งมันจะเป็นการสปอยล์พล็อตของเล่มก่อนหน้าอีกนิดหน่อยค่ะ

ขอพูดแบ็คกราวด์ของหนังสือชุดนี้หน่อยแล้วกัน (ทั้งชุด The Borderland และ Otherworldly Men)

ในชุด OM โลกมนุษย์ได้รับการติดต่อจากต่างดาวซึ่งมีแผนการจะนำโลกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของฝ่ายพันธมิตร แต่การเป็นส่วนหนึ่งหมายถึงมนุษย์โลกจะต้องกลายเป็นผู้อพยพ เป็นพลเมืองชั้นสองในสังคมของเหล่าพันธมิตรอันยิ่งใหญ่ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เราต้องการ หนึ่งในทหารของฝ่ายพันธมิตรที่เมื่อหลายสิบปีก่อนตกหลุมรักเด็กน้อยชาวโลก ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือเกียรติยศเดินทางมายังโลก เพื่อเตือนให้โลกรับรู้ถึงภัยคุกคามอันนี้ และในที่สุดก็ด้วยแผนการอันแยบยลก็หลอกฝ่ายพันธมิตรได้สำเร็จว่า โลกเรามีกองทัพกันน่าเกรงขาม (พล็อตนี้อยู่ใน Your plantnet or mine)

แต่เพราะฝ่ายพันธมิตรเกรงกลัวมนุษย์โลก (เพราะโดนหลอกสำเร็จ) ราชินีซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายพันธมิตรจึงต้องการได้ฝ่ายโลกเป็นพวก ก่อนที่โลกจะหันไปเป็นพวกเดียวกับเดรคเค่น อันเป็นศัตรูสูงสุดของฝ่ายพันธมิตร เธอจึงเจรจาจนได้สามีชาวโลกมาเป็นตัวประกัน (และนี่เป็นพล็อตของเล่มสองเรื่อง My Favorite Earthling) ผลสรุปของเล่มนี้ก็คือ การยุติสงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตร และเดรคเค่นอันมีมานาน เมื่อราชินีฆ่าผู้นำสูงสุดของเดรคเกอร์ได้สำเร็จ

ฝ่ายเดรคเค่นซึ่งเป็นตัวร้ายใหญ่ในเรื่องชุด OM ก็ถึงกาลอวสาร จนกระทั่งมาถึงชุดนี้ The Tales of the Borderlands ที่เล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังฝ่ายเดรคเค่นยอมแพ้

โฟกัสของเรื่องราวในเล่มนี้ก็คือ ลูกสาวของอดีตผู้นำสูงสุดของฝ่ายเดรคเค่น อเรนก้าเป็นสาวน้อยที่ไม่มีอะไรเหมือนผู้เป็นบิดาเลย แน่ละเธอเป็นผู้หญิง อ่อนแอ สายตาสั้น เธอถูกกำหนดให้เป็นเพียงเบี้ยตัวนึงในเกมการเมืองของบิดา แต่แล้วสงครามที่สงบลงอย่างกระทันหันก็เปิดโอกาสให้กับเรนเป็นครั้งแรก

เธอมีอิสระที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้อง ถ้าเพียงแต่เธอสามารถหลบหนีการตามล่าจากคนทั่วทั้งจักรวาลที่ล้วนแต่มีจุด มุ่งหมายในการเอาเธอไปใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เธอไปเป็นสัญลักษณ์ในความพยายามก่อกบฎของฝ่ายเดรคเค่น หรือเอาตัวเธอไปลงโทษทรมานแทนที่บิดา (ที่บังอาจตายเร็วไปหน่อย)

แต่มีชายเพียงคนเดียวที่ต้องการเรนอย่างที่เธอเป็น เขาคือเอราล แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรเดรคเค่น และคือคนทรยศที่ล้มอาณาจักรของตัวเอง เพียงเพื่อจะปลดปล่อยเรนให้เป็นอิสระ (และแก้แค้นพ่อของเขาซึ่งเป็นแม่ทัพของเดรคเค่นในเวลาเดียวกัน) เอราลคือกุญแจสำคัญที่เดรคเค่นแพ้สงคราม แต่เมื่อสงครามจบสิ้น อาณาจักรสูญสลาย สิ่งที่เดียวที่เอราลต้องการก็คือเรน

เด็กสาวที่เขาได้มีโอกาสพบเพียงครั้งเดียว และก็เป็นเพียงแค่สบตาเดียวเท่านั้นที่เขาตัดสินใจจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอ

และเอราลก็รู้ถึงอันตรายที่ไล่ล่าเรนอยู่ เขารู้ว่าทุกฝ่ายต่างต้องการบางอย่างจากลูกสาวคนเดียวของอดีตผู้นำเดรคเค่น ดังนั้นเมื่อโอกาสเปิด หลังสงคราม เขาออกตามหาเธอทันที ด้วยข้อได้เปรียบที่มี เอราลหาตัวเรนเจออย่างรวดเร็ว แต่มันก็เกือบสายเกินไป เมื่อประกาศจับทั้งเขา และเธอออกมาแล้ว นั่นทำให้ทางเลือกของเอราลน้อยลงไปใหญ่ ทางออกเดียวที่เขาหาเจอก็คือ การไว้ใจอดีตกัปตันยานลักลอบขนของเถื่อนที่เป็นชาวพันธมิตร และเพื่อเป็นการไถ่บาปที่บิดาได้เคยกระทำลงไป เรนเลือกที่จะออกขนหา "สมบัติ" ที่เธอเท่านั้นจะเป็นผู้ค้นพบ

หนังสือเรื่องนี้เปิดเรื่องได้น่าอ่านมาก ๆ และแสดงความสามารถของซูซาน แกรนต์ในการวางพล็อต เพราะเล่มนี้เป็นการผูกเอาองค์ประกอบหลายอย่างที่ดูจะไม่ลงตัวในเล่มก่อน หน้า มาสรุปเป็นผลที่เหมาะเจาะ ราวกับว่าเธอวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้เสียอีก ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้เป็นการเล่าย้อน เรื่องราวในเล่มก่อนหน้า แต่ต่างมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายว่าทำไมเจเร็ดถึงช่วยเหลือเคียร่ได้อย่างไม่มีปัญหา นัก (ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นขัดใจเราใน My Favorite Earthling) หรือการต่อเนื่องเรื่องราวของตัวละครรองที่ทิ้งท้ายเอาไว้ใน Moonstruckที่ต่อเนื่องเรื่องของโบลิวาร์ซึ่งเป็นตัวละครรองในเล่มนั้นที่ สูญเสียความทรงจำไป

แต่ในทางกลับกัน การเกริ่นนำเรื่องราวของเล่มนี้ (ที่เกี่ยวเนื่องกับเล่มอื่น) แม้จะน่าสนใจ แต่ก็ดึงโฟกัสของเรื่องออกไปจากโรแมนซ์ ทำให้แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า หนังสือเรื่องนี้จะถือว่าเป็นโรแมนซ์ที่ดีได้ไหม มันเป็นหนังสือที่สนุก น่าอ่านมาก ๆ อันนี้จริงค่ะ แต่ในฐานะของโรแมนซ์ เราไม่แน่ใจนัก

เพราะต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องก่อนที่เรนและเอราลจึงได้พบกัน และมันเป็นการพบกันที่ง่ายดายโดยที่ไม่ต้องลุ้น เอราลรู้ใจตัวเองมานานแล้วว่า รักเรนแค่ไหน ในขณะเีดียวกันเรนเมื่อรู้ว่า เอราลต้องเสียสละมากเพียงใดเพื่อให้ได้อยู่กับเธอ (ในความสงบ ไม่ใช่สงคราม) เธอก็ตกหลุมรักเขาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพล็อตโรแมนซ์มันจึงไม่มีการลุ้น หรือต้องคิดมาก

เช่นเดียวกับ Moonstruck ที่เล่มนี้ก็ยังใช้ธีมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสงบหลังสงคราม ที่มันไม่ได้สงบอย่างที่คิด การที่สองชาติที่เป็นศัตรูกันมากกว่าพันปี จู่ ๆ จะบอกว่า ทุกอย่างจบสิ้น และเราจับมือเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้ง่ายหรอกค่ะ และแม็กซ์ก็ชอบเรื่องชุดนี้ (Borderland) ที่ตรงนี้แหละ เพราะมันสำรวจลงไปในความหมายของคำว่า "สันติภาพ" ที่ไม่ใช่แค่การปล่อยนกพิราบ หรือการเจรจาสงบสุข

มันเป็นเรื่องราวของการเดินทางเพื่อไปสู่ความเข้าใจกันในความแตกต่างระหว่าง ชนชาติ การเรียนรู้ว่า สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดก็คือมนุษย์ที่มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ความแตกต่างเป็นเพียงภาพลวงตา แม้ว่าในเล่มนี้ธีมเรื่องจะไม่ถึงกับเด่นชัดอย่างที่นำเสนอใน Moonstruck แต่นี่เป็นมุมมองที่เราคิดว่าน่าสนใจ และไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหน (โดยเฉพาะโรแมนซ์) เอามาเล่นเท่าไหรนัก เราจึงพอใจกับประเด็นนี้มากค่ะ

โดยรวมเป็นหนังสือที่อ่านแล้วสนุก น่าติดตามเกือบทั้งเล่ม แม้จะไม่ค่อยโรแมนซ์เท่าไหร (ตามความคิดแม็กซ์) แต่ก็นำเสนอประเด็นที่ไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยของแฟนแนวโรแมนซ์เท่าไหรนัก ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ดีค่ะ

คะแนนที่ 70

Friday, February 13, 2009

For the love of Rigah // Doreen de Salvo

มาเรื่องหนังสือกันดีกว่าค่ะ แม็กซ์เพิ่งอ่านหนังสือที่หนุกมากเล่มนึง ถ้าวัดตามมาตรฐานของอีบุ๊ค

แม็กซ์เป็นคนมีสองมาตรฐานค่ะ แม็กซ์มักคิดเสมอว่าคุณภาพของอีบุ๊คสู้หนังสือที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์จาก นิวยอร์คไม่ได้ (หรือจากแคนาดาสำหรับกรณีของฮาร์ลิควิน) ดังนั้นเวลาอ่านอีบุ๊คแม็กซ์จะมีความให้อภัยเป็นพิเศษ

และเรื่อง "เพื่อความรักของริกาธ์" ของดอรีน เดอซัลโวก็ถือว่าเป็นอีบุ๊คที่น่าประทับแม็กซ์มาก หนังสือที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่แม็กซ์เกลียด เรื่องของตัวละครที่เริ่มต้นด้วยการเป็นทาส และถูกซื้อไปเพื่อบำเรอความสุขของตัวละครอีกฝ่ายที่อยู่ในฐานะสูงกว่า การกระทำที่เต็มไปด้วยการทำร้ายจิตใจ

แม็กซ์เกลียดพล็อตพวกนี้มาก แม็กซ์ไม่ชอบความไม่เท่าเทียมกัน แต่ทำไมเราถึงชอบเรื่องนี้เหรอ

ไม่ใช่เพราะเขาเขียนได้ดี มีเหตุผลจนแม็กซ์ยอมรับได้หรอก แต่เป็นเพราะเป็นการสลับสถานะกันระหว่างตัวละคร

หนังสือฮาร์ลิควิน เพรสเซ่นที่เห็นดาษดื่น เรามักจะได้เห็นพระเอกรวยล้นฟ้า เห็นนางเอกและถูกใจ จึงทำทุกวิถีทางเอานางเอกไปเป็นของตัวเอง

เรื่องนี้ก็เช่นกัน เพราะแต่คนที่เห็นคือนางเอก ริกาธ์ซึ่งเป็นทายาทอันดับหนึ่งแห่งดวงดาวอันไกลโพ้นมองเห็นเจสัน ทาสชาวโลก และไม่ลังเลเลยที่จะซื้อตัวเขาเข้าไปยังบ้านของเธอ ด้วยจุดประสงค์ที่เรารู้กันอยู่

นางเอกผู้ซึ่งถูกฝึกมาให้ควบคุมความรู้สึก มองว่าความรักเป็นการแสดงความอ่อนแอ พบว่าตัวเองค่อยละลายไปกับเสน่ห์ของทาสหนุ่ม

แม็กซ์ชอบเรื่องอย่างนี้ค่ะ อ่านแล้วสะใจดี หนังสืออย่างงี้หายากค่ะ

เรื่องนี้ทำให้นึกถึงหนังสืออีกเรื่องนึงของดาร่า จอย เรื่อง "Ritual of Proof" ซึ่งเป็นเรื่องโปรดของแม็กซ์ ที่อาจไม่ถูกใจใครหลายคนที่ไม่ชอบเห็นนางเอกถือไพ่เหนือกว่าพระเอก

เรื่องนี้จบง่ายเกินไป แต่จะเอาอะไรมากกะอีบุ๊ค

Tuesday, February 10, 2009

Insufficient Mating Material // Rowena Cherry

วันนี้แม็กซ์มามาดใหม่ ไม่ได้พาดพิงหรือว่าใครหรอกนะ คราวนี้ได้แต่ว่าตัวเองที่ทำมายถึงได้โง่จัง ก็แหมอ่านหนังสือเล่มที่เพิ่งจบไปไม่รู้เรื่องเลยน่ะสิ

อ่านเล่มนี้แล้วเสียความมั่นใจในภาษาอังกฤษระดับสอบโทเฟิลได้ 630 โทอิกได้ 970 หมดสิคะ อ่าน Insufficient Mating Material ของโรแวนน่า เชอรี่ ไม่รู้เรื่องเลยล่ะ

หนังสือบ้าอะไรภาษาโคตรอ่านยาก อ่านไปกินพาราแก้ปวดหัวไป ทำเอาหนังสือที่น่าจะสนุกก็เลยไม่หนุก เพราะไม่รู้เรื่อง

ไม่เกิดอาการปวดหัวอ่านไม่ออกยังงี้นานมาก จนเมื่อเกิดก็เลยเริ่มเครียด "นี่กูโง่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"

ไม่อยากจะเชื่อ

ดังนั้นจึงไม่เชื่อ คิดว่าคนแต่งประหลาดใช้ภาษาต่างดาวดีกว่า ทำให้เราอ่านไปรู้เรื่อง โยนความผิดกันเข้าไป

หนังสือเรื่องนี้มันน่าจะสนุกนะ เพราะพล็อตเรื่องโดนเต็มใจ อดีตตัวร้ายในเล่มก่อนหน้าที่หาญกล้ามาแย่งชิงนางเอกกะพระเอก จนโดนพระเอกบังคับให้แต่งงานกับน้องสาวตัวเองเพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมือง เรื่องแสนจะน่าสนุก

แต่ก็ได้แค่น่าสนุกนะ เพราะหนึ่งอ่านไม่รู้เรื่องไปครึ่งเรื่องแล้ว อีกครึ่งหนึ่งที่พออ่านรู้เรื่องก็ไม่เข้าใจการกระทำของตัวละครว่ามันทำอะไร ของมัน

คำแนะนำสำหรับหนังสือเรื่องนี้ และเรื่องอื่นของคนแต่งคนนี้ โปรดหลีกเลี่ยงเป็นการดีค่ะ เว้นแต่อยากทดลองรับภาษาอังกฤษของตัวเองว่าเป็นยังไงบ้าง

สำหรับแม็กซ์สงสัยคงบอกลาเจ๊โรแวนน่าคนนี้แล้วล่ะค่ะ อ่านไปสองเล่ม เข้าใจได้ประมาณเล่มเดียว (อ่านรู้เรื่องเล่มละครึ่งเล่ม) เสียดายเงินจัง

My Favorite Earthing // Susan Grant

My Favorite Earthing ของซูซาน แกรนต์ (เจ้าแม่โรแมนซ์แนวนักบิน) เป็นส่วนประกอบสุดท้ายของภารกิจกู้โลกที่เคววิน ฟาร์สตาร์พยายามทำให้สำเร็จใน Your Planet or Mine?

ใน Your Planet or Mine? เคววิน แห่งฟาร์สตาร์ในวันเยาว์เดินทางมาสำเร็จโลกกับบิดานักวิทยาศาสตร์ของเขา เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้โลกเป็นถิ่นที่ตั้งใหม่ของประชากรแห่ง อาณาจักรพันธมิตร นั่นฟังดูดีสำหรับโลกใช่ไหม ในที่สุดหลังจากสงสัยมานานว่าเราอยู่คนเดียวในจักรวาลหรือเปล่า เราก็จะได้รับการติดต่อจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก คำตอบคือไม่ เพราะการตั้งถิ่นฐานใหม่ หมายถึงการอพยพประชากรของโลกทั้งหมดไปยังถิ่นอื่นที่อาจน่าพิศมัยน้อยกว่า โลกอันอุดมสมบูรณ์ของเรา

การเดินทางมาโลกครั้งแรกของเคววิน เขาได้พบกับจาน่า แจสเปอร์เด็กสาวที่ไม่ยอมพูด ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากเพื่อนของเด็กสองคนในเวลาเพียงสามวัน กลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของคนทั้งคู่ เพราะเมื่อเคววินเดินทางกลับไป เขาก็พบความจริงของภารกิจของบิดา เขารู้ว่าอาณาจักรของเขาต้องการยึดครองโลก ซึ่งการกระทำเช่นนั้นก็จะเป็นการทำร้ายเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่เขาพบว่าตัวเอง ไม่อาจลืมเลือน และนับจากวันนั้นเขาก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาโลกไว้ให้กับจาน่า

หลายปีผ่านไปจนถึงวันที่อาณาจักรพร้อมที่จะบุกโลก เคววินซึ่งได้กลายเป็นนายทหารชั้นสูงแห่งอาณาจักร เป็นผู้ชายถูกคาดหมายว่าจะกลายเป็นคู่สมรสของราชินีแห่งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ เขาทิ้งทุกอย่างเพื่อหนีมาโลก และพบกับจาน่าเพื่อเตือนเธอถึงการบุกรุกที่กำลังจะมาถึง

จุดเด่นที่สุดของ Your Planet or Mine? ก็คือความรักที่เคววินมีให้กับจาน่า คุณต้องลองอ่านเองถึงจะรู้ซึ้งไปถึงความลึกล้ำที่เขารู้สึก การที่เขาเป็นนายทหารใหญ่แห่งกองทัพพันธมิตรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นเพราะใฝ่หาความยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นเพราะเขารู้ว่าเขาต้องทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่รับรู้ถึงแผน การบุกรุกโลกได้ก่อนคนอื่น เพื่อที่จะได้เตือนจาน่าถึงภัยคุกคามที่กำลังมาถึง เขาไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่ส่วนตัว ทุกอย่างที่เขาเป็น ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อเด็กสาวชาวโลกที่เขาเจอเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน

อะไรจะซึ้งมากไปกว่านี้

ภารกิจของเคววินสำเร็จ เขาสามารถหลอกลวงกองทัพแห่งอาณาจักรพันธมิตรได้โลกมีกองทัพอันยิ่งใหญ่ แต่นั่นเป็นเพียงยุทธวิธีถ่วงเวลาเท่านั้น ใน My Favorite Earthling ก็คือบทสรุปของความพยายามรักษาโลกเอาไว้

พระเอกในเล่มนี้คือจาเร็ต แจสเปอร์พี่ชายของจาน่า อดีตนักบินเครื่องบินขับไล่ ที่กลายมาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คนที่ไม่ต้องการอะไรมากนอกจากใช้ชีวิตอย่างผู้ชายทั่วไป บทบาทที่เขาได้รับก็คือ การเป็นเครื่องบูชายันที่ถูกส่งไปเพื่อไปเป็นคู่ครองของราชินีแห่งอาณาจักร

การหลอกลวงที่เคววินสร้างขึ้นมีผลดีกว่าที่คิด เพราะนั่นทำให้อาณาจักรผู้รุกรานคิดว่า โลกมีกองทัพอันแข็งกร่าง และเกรงว่าหากไม่ทำให้โลกกลายเป็นพวกเดียวกัน โลกอาจจะเลือกไปเข้ากับพวกเดรคเคนซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายกว่า ของมีค่าอย่างเดียวที่อาณาจักรพันธมิตรมีก็คือราชินีของพวกเขา เคียร่า

การแต่งงานเพื่อการเมืองจึงเกิดขึ้น และจาเร็ดต้องเดินทางมากกว่าแสนปีแสงเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้หญิงที่ ขึ้นชื่อในเรื่องการใช้อาวุธทำร้ายผู้ชายที่เธอไม่ต้องการ

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่แม็กซ์ตั้งหน้ารอคอยอ่านมาตลอด และเมื่อได้ข่าวว่าหนังสือมาแล้ว ก็ถึงกับรีบไปเอา และอ่านจบภายในเวลาสามชั่วโมง อาจไม่ใช่หนังสือที่ดีที่สุดแห่งปี แต่ก็ไม่ผิดหวังกับการรอคอย ซึ่งคนที่รู้จักแม็กซ์คงบอกได้ว่านี่เป็นคำชมที่สูงมาก เพราะเมื่อความคาดหวังสูงขนาดนี้ แม็กซ์ยังไม่ผิดหวัง

แม็กซ์ชอบจาเร็ดกับบุคลิกที่ไม่ใช่ฮีโร่ของเขา (แต่เขาคือฮีโร่) กับการที่เขากล้ายอมรับกับตัวเองถึงความรักที่เขามอบให้ภรรยาคนที่เขาไม่ ต้องการ กับเคียร่าต้องใช้เวลามากหน่อยในการเข้าถึงตัวตนของเธอ แรกที่ปรากฎตัวเธอเป็นราชินี่ที่เอาแต่ใจตัวเอง มืดบอดกับความร้ายแรงของสถานการณ์ความเป็นไปในอาณาจักรของเธอเอง

ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อจาเร็ตถูกทำร้ายเกือบตาย เมื่อนั้นราชินีเคียร่าก็ปรากฎตัวขึ้น และแม็กซ์ชอบผู้หญิงคนนั้นค่ะ เธอเข้มแข็ง เด็ดขาด และเธอเชื่อใจสามีชาวโลกของเธอ

แม็กซ์อยากให้เล่มนี้ยาวกว่านะคะ เพราะเวลาเกือบครึ่งเรื่องหมดไปกับการปูพื้นเรื่องก่อนการแต่งงานระหว่างคน ทั้งสอง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนจำเป็นของเนื้อเรื่อง แต่แม็กซ์อยากอ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างจาเร็ตและเคียร่ามากกว่านี้ เพราะชอบตัวละครทั้งคู่

สำหรับแม็กซ์แล้ว เล่มนี้อาจจะเป็นงานที่ดีที่สุดของแกรนต์ที่แม็กซ์ได้อ่านนะคะ และแม็กซ์อ่านงานของเธอทุกเล่ม

Saturday, February 7, 2009

Victorious Star // Morgan Hawke

ไหน ๆ โรแมนซ์ก็กลายเป็นหนังสือลามกตามคำจำกัดความของพี่บาน (ใช้ชื่อเต็มไม่ได้ เดี๋ยวโดนฟ้องหมิ่นประมาท บ้านนี้เมืองนี้ยิ่งเป็นของท่านอยู่ด้วย) ไปแล้ว แม็กซ์ขอใช้พื้นที่พูดถึงหนังสือลามกที่มันมกสุดสุดไปเลยดีกว่า

คำเตือน หนังสือดั่งต่อไปนี้ห้ามปรากฏกายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ หาไม่แล้วอาจจะทำให้มีคนติดคุก และพี่บานจะต้องทำงานเหนื่อยเกินไป เนื่องจากต้องติดต่อนักข่าวล่วงหน้า

ก่อนอื่นคงต้องบอกก่อนว่า ไม่ว่าพี่บานจะบอกยังไง แม็กซ์ก็ไม่เคยอ่านหนังสือลามกของแท้สักที เพราะเคยอ่านแล้วมันไม่เร้าใจเอาเลย มันต้องมีความรักมาผสมบ้าง อารมณ์มันถึงจะบรรเจิด ดังนั้นหนังสือที่จะพูดถึงจึงเป็นเรื่องที่มีโรแมนซ์บ้าง แต่ความฮ็อต เอ็กซ์ เซ็กส์ เสียว อาจทำให้พี่บานขวัญกระเจิง (แต่ก็คงยาก เพราะคาดว่าพี่บานอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก เนื่องจากเรียนแต่วิชารีดไถ ความรู้อย่างอื่นมีจำกัด)

Victorious Star ของ มอร์แกน ฮอร์ค เล่มนี้เป็นเรื่องที่ทำเอาแม็กซ์ขนาดที่นึกว่าตัวเองเชี่ยวแล้วนะในเรื่อง เสียว (ในหนังสือนะค้า ชีวิตจริงยังผุดผ่องเป็นยองใย เพราะไม่มีใครเอา) อ่านแล้วก็ยังอึ้ง หลังหายอึ้งก็อุทานต่อว่า อุแม่เจ้า มันขนาดนี้เลยเหรอ

คิดเอาแล้วกันว่าแม็กซ์ที่โชกโชนยังร้องอย่างนี้ พี่บานจะร้องขนาดไหน

เรื่องราวของนักนำทางสาวผู้ มีความสามารถลือเลื่องนามวิกทอเรีย ที่โดนเกณฑ์ (แกมบังคับ) ให้มาทำงานให้กับยานอวกาศของกัปตันสุดหล่อ แต่รสนิยมประหลาด แต่ในยานอวกาศลำนี้มีกฎข้อบังคับที่ดูไปก็คล้ายกับกัปตันเรือโดยสาร /โจรสลัด ในนิยายแนวย้อนยุคอยู่เหมือนกัน ตรงที่นางเอกที่เป็นสาวน้อยไร้เดียงสาต้องยอมเอาตัวทอดกายให้กัปตัน

แต่ที่ทำให้ทำให้เรื่องนี้ฮ็อตติดเรตก็เพราะว่ากัปปิตันมีต้นหนคู่ใจอีกคน ที่ไม่ว่ามีของอะไรก็ต้องแบ่งกันใช้

งานนี้ก็เลยเป็นชายสองหญิงหนึ่ง

นั่นยังไม่ถึงกับทำให้แม็กซ์ ทึ่งได้หรอก ถ้าไม่นับว่าต้นหนไม่ใช่มนุษย์ โอเคหน้าตาเหมือน แต่อวัยวะบางอย่าง โดยเฉพาะของสำคัญ (เดากันเองนะ) มันไม่เหมือนมนุษย์นะสิ ถ้าคุณเคยอ่านโลร่า ลีย์แล้วคิดว่าพิศดารแล้ว คุณอ่านเรื่องนี้ คุณก็ตาค้าง

เล่มนี้มีเซ็กส์ทุกชนิดที่คุณจะคิดออก หรือบางอย่างที่คุณก็อาจจะคิดไม่ออกก็จะได้รู้ได้เห็นกันในเล่มนี้ล่ะ

คนไม่ชอบฉากเอ็กซ์ หรือพี่บานที่ศีลธรรมสูงไม่ควรอ่าน (สำหรับคนที่ไม่ชอบฉากเอ็กซ์) และควรยึด (สำหรับพี่บาน) แต่ก็คงยึดยาก เพราะเล่มนี้สั่งซื้อยาก เนื่องจากเป็นของสนพ.ขนาดเล็กที่กระทั่งในเมกาเองก็ยังหายาก

แต่คนที่ชอบ หรืออยากรู้ว่ามันมีอะไรกันแน่ แนะนำให้หาซื้อในอินเตอร์เน็ต (หรือจะโหลดมาอ่านก็ไม่ว่ากัน แต่ไม่ต้องบอกแม็กซ์หรอกนะ) มาอ่านกันได้

คะแนนที่ 73

Friday, January 23, 2009

Electra Galaxy's Mr. Interstellar Feller // Candace Sams

หนังสือเล่มนี้เป็นพรินต์บุ๊คเล่มแรกของแคนเดซ แซมส์ แต่มันไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่เธอเขียนหรอกนะคะ แคนเดซเป็นนักเขียนอีบุ๊คให้กับหลายสนพ. แต่แม็กซ์ก็ไม่ได้ซื้อเล่มนี้เพราะติดใจฝีมือการเขียนของเธอหรอกค่ะ (เพราะยังไม่เคยอ่านงานของเธอมาก่อน)

ความจริงก็คือ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมสั่งหนังสือเล่มนี้มา รู้ตัวอีกทีร้านหนังสือก็โทรมาบอกว่าเข้าร้านแล้ว

แต่ก็ต้องขอบอกว่า ไม่เสียดายเงินหรอกนะคะ แม้หนังสือชื่อยาวโคตรเล่มนี้คุณภาพอาจจะไม่ยาวเหมือนชื่อ แต่แม็กซ์ก็คิดว่า อ่านได้โดยไม่ผิดหวังนะคะ

Electra Galaxy's Mr. Interstellar Feller ของแคนเดซ แซมส์

หนังสือเล่มนี้แม็กซ์แยกประเภทเป็นแนวพารานอมอล แต่ประเภทที่ถูกต้องแท้จริงคือ Futuristic มากกว่าค่ะ แต่เนื่องจากแม็กซ์ไม่ได้แยกประเภทไว้ ก็เลยจัดอย่างงี้แล้วกัน ตามชื่อแนว เล่มนี้เกิดขึ้นในโลกอนาคต ในเวลาที่โลกมนุษย์ของเราติดต่อกับต่างดาวได้แล้ว

สำหรับคนที่ไม่ชอบการประกวดนางงาม การใช้พล็อตเรื่องการประกวดชายงามดูน่าสนใจดีค่ะ (แม็กซ์ชอบเรื่องที่เอาตัวละครผู้ชายมาอยู่ในสภานการณ์ที่ต้องน่าอับอายเสมอ ) อย่างชื่อเรื่อง ฉากเบื้องหลังพล็อตเรื่องเล่มนี้ก็คือ การประกวดชายงามที่มีชื่อการแข่งขันว่า Mr. Interstellar Feller ที่มีคุณอิเล็คตร้า แกแล็คซี่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ สถานที่จัดการประกวดก็คือโลกมนุษย์ของเรา โดยมีเหล่าตัวแทนผู้เข้าประกวดจากดาวต่าง ๆ ทั่วจักรวาล

เคียร์ ทราสพระเอกของเราเป็นตัวแทนที่มาจากดาวโอเชียนัส ดาวที่เย่อหยิ่งและไม่เคยส่งตัวแทนเข้าประกวด แต่คราวนี้มาเพราะเคียร์เป็นตำรวจที่มาสืบคดี และเบาะแสเดียวที่มีก็คือ คนร้ายอาศัยช่องทางการประกวดเป็นเส้นทางลับลอบนำอาวุธเข้ามายังโลก

ซาแกน คาร์เตอร์เป็นตำรวจหญิงคนเก่งแห่งโลก เธอถูกส่งมาเป็นพี่เลี้ยงเคียร์ให้อยู่ในกรอบ โดยปลอมตัวมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขา

สิ่งที่แม็กซ์ชอบมาก ๆ ในเล่มนี้ก็คือ ความฉลาดของตัวละคร เพราะพล็อตเรื่องในเล่มนี้ทั้งพระเอกและนางเอกต่างมีแผนหลอกกันไปหลอกกันมา หลายเรื่อง แต่อีกฝ่ายก็ต่างรู้ทันกันตลอด แม็กซ์ถือว่านี่เป็นจุดเด่นของเล่มนี้เลยค่ะ

แต่ที่ผิดหวัง (ไม่มากนัก) ก็คือ ฉากที่เซ็ตมาน่าจะถูกเอามาใช้ในการสร้างเสียงหัวเราะให้มากกว่านี้ เพราะการวางฉากหลังของเรื่องให้อยู่ในการประกวดชายงาม แม็กซ์คิดว่ามีมุขตลกหลายอย่างที่น่าจะเอามาเล่นได้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่นัก นอกจากนี้แม็กซ์ยังอยากเห็นการใช้ตัวละครที่มักถูกมองว่ามีด้านเดียว อย่างพวกผู้ชายที่มาประกวด แม็กซ์อยากให้พวกนั้นมีด้านที่ลึกกว่าที่แสดงในเล่ม แม็กซ์ไม่เชื่อในเรื่องที่ว่า คนเรามีด้านเดียว นางงามต้องโง่ หรือรักเด็ก มันลำเอียงเกินไป

โดยรวมเป็นหนังสือที่อ่านได้สนุกค่ะ คะแนนที่ 67

Wednesday, January 21, 2009

Undercover // Lauren Dane

วันนี้บลอกมาแปลกหน่อยนะคะ เพราะจะมีรีวิวฉบับภาษาอังกฤษ และภาษาไทยมาพร้อมกัน เนื่องจากเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แม็กซ์โชคดีพอที่จะได้รางวัลเป็นหนังสือ ARC (หรือหนังสือที่ออกมาก่อนหนังสือเล่มจริง เพื่อส่งให้นักวิจารณ์ได้อ่านกันก่อน) ของลอเรน เดนมา เราก็ต้องรีวิวเล่มนี้เป็นภาษาอังกฤษด้วย

Undercover by Lauren Dane

แม็กซ์เริ่มเขียนบทรีวิวด้วยภาษาัอังกฤษนะคะ ดังนั้นถ้าภาษาไทยดูแปลก (หรือภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรื่อง) ก็ต้องขอโทษด้วยแล้วกัน

เริ่มด้วยฉบับภาษาัอังกฤษก่อนแล้วกัน

Back in October, I am luckily enough to receive an ARC from one of my favorite author especially this book is the one I am looking forward to read for quite some time, maybe since she announced the sales to Berkley.

The author, Lauren Dane is not a new author (she maybe a ‘new to you’ author since I’ve never seen her book in Thailand). She wrote a lot of wonderful e-books for Ellora’s Cave and Samhain.

Sera Ayers never thought she would meet Ash Walker again so when she was order to be a part of team to infiltrate into the enemy camp, the first answer was no. She could not work with the man who abandoned her in a very painful way. But Sera had no choice. The mission was too important and she was the only person suitable for the job.

The plan seemed easy, just a covert operation in which Sera went undercover as a concubine but she could never be Ash’s. She rejected his offer to be his mistress ten years ago when he thought she was not good enough to be his wife. But the mission must be done so Sera will belong to Brandt, another team member. What she did not expect was she would fall again and this time not only to Ash but also to Brandt.

Undercover is an erotic futuristic romance and a bit departure from her paranormal storyline, which usually set in contemporary setting. This book set in the future world and what a world it is. What I think is the most fascinated is the completeness of this world. And I am really glad to know that there would be another book set in the same world because this world is too rich to use only for one book. While most of the story focuses on the covert mission, the depth of characters and the emotional roller coaster, which signify Ms. Dane’s talent is also obvious. I would say this is not just another ménage romance, which floating around in the market. The different was the characters. They are unique and have an interesting back story. When I finished the book, it is like I know them by heart and care for them to found a happy ending.

The only problem with this book for me is the past between Ash and Sera. There is an explanation for the abandonment, of why he left her to marry another woman. It is a good reason but not enough for me. It may be my personality and history that I cannot accept his reason. I found that Ash is not groveling enough and Sera is more forgiving than I am. There are time when I wished she just take off with Brandt and left Ash with regret of what it could be.

In total this book is a very good debut (if you called that) for Ms. Dane with Berkley. For those who like the story hot with enough plots to keep you up all night, you should read this one. I’m not telling this is the best erotic romance I ever read but it is better than a lot of books I read this year.

Grade B

และนี่คือฉบับภาษาไทย

หนังสือเล่มนี้แม็กซ์ค่อนข้างรอที่จะได้อ่านนะคะ จะว่าไปก็ตั้งแต่มีข่าวว่าลอเรนได้เซ็นต์สัญญาเขียนหนังสือให้กับสนพ.เบิร์คเลย์แล้วล่ะ สำหรับนักเขียน ลอเรน เดนไม่ใช่นักเขียนใหม่หรอกนะคะ แต่เธออาจฟังดูไม่คุ้นหูนักอ่านในเมืองไทยนัก เพราะแม็กซ์ยังไม่เคยเห็นหนังสือของเธอขายในเมืองไทยเลย เธอเป็นหนึ่งในนักเขียนที่เขียนหนังสือให้กับสนพ.อีลอร่า และซอว์อินที่ได้ดีได้สัญญาเขียนให้สนพ.ที่นิวยอร์ค

มาเข้าพล็อตเรื่องกัน เซร่า เอเยอร์สไม่เคยคิดว่าเธอจะมีโอกาสได้เจอกับ แอช วอร์คเกอร์อีกครั้ง จนกระทั่งเธอได้รับคำสั่งให้เข้าร่วมงานกับเขาในการแทรกซึมเข้าไปในค่ายของฝ่ายศักตรู ดังนั้นคำตอบแรกของเธอเมื่อได้รับคำสั่งก็คือ ไม่ เธอไม่อาจทำงานร่วมกับผู้ชายที่ทิ้งเธอไปอย่างเจ็บปวดที่สุด แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก ภารกิจนี้สำคัญมาก และเธอคือคนเดียวที่เหมาะสม

แผนการดูง่ายมาก ก็แค่การปลอมตัวที่เซร่าต้องปลอมเป็นชู้รักของแอช แต่เธอเคยปฏิเสธข้อเสนออันเดียวกันนี้เมื่อสิบปีก่อน ตอนที่แอชไม่ยอมแต่งงานกับเธอ เขาเลือกผู้หญิงคนอื่น และขอให้เธอเป็นเพียงเมียน้อย แต่ภารกิจก็ยังต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปราบรื่น เซร่าเลือกที่จะเป็นผู้หญิงของแบรนท์ สมาชิกอีกคนนึงในทีม แต่สิ่งที่เธอไม่ได้คาดไว้ก็คือ เธอจะตกหลุมรักอีกครั้ง และครั้งนี้ไม่เฉพาะแอช แต่เป็นแบนท์ด้วย

หนังสือเล่มนี้เป็นแนวอีโรติค โรแมนซ์ยุคอนาคต และแตกต่างไปจากแนวพารานอมอลที่ลอเรนเขียนอยู่เป็นประจำพอสมควร เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ในยุคปัจจุบันที่เราคุ้นเคยกัน ในเล่มนี้เธอสร้างโลคอนาคตขึ้นมา และเป็นโลกที่น่าทึ่ง สิ่งที่แม็กซ์ประทับใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากที่สุดก็คงจะเป็นความสมบูรณ์แบบของโลกที่ถูกสร้างขึ้น และเราก็ดีใจมาก ๆ ที่ได้รู้ว่า จะมีหนังสืออย่างน้อยอีกหนึ่งเล่มที่อยู่ในโลกที่ถูกสร้างขึ้นนี้ และแม้ว่าเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ แต่ความลึกของตัวละคร และอารมณ์ในเรื่อง ซึ่งเป็นความสามารถที่โดดเด่นอยู่แล้วของลอเรนก็ยังมีอย่างครบถ้วน

เราจึงสามารถพูดได้ว่า หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่เป็นเรื่องโรแมนซ์แนวเราสามคนอีกเล่มที่ขายกันดาษดื่นในตลาด ความแตกต่างที่เด่นชัดก็คือตัวละครที่มีความพิเศษ และมีภูมิหลังที่น่าสนใจ ซึ่งทำให้เราเมื่ออ่านจบรู้สึกเหมือนรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี และหวังให้พวกเขามีความสุขสมหวังจริง ๆ

ปัญหาเดียวที่แม็กซ์มีกับเรื่องนี้ก็คือ เรื่องราวในอดีตระหว่างแอช และเซร่า มันมีคำอธิบายว่าทำไมเขาจึงทิ้งเธอไปแต่งงานกับผู้หญิงอื่น มันเป็นเหตุผลที่ดีนะ แต่ไม่เพียงพอสำหรับเรา อาจเป็นเพราะนิสัย หรือประสบการณ์ของแม็กซ์เองก็ได้นะ แต่เราไม่อาจยอมรับเหตุผลของเขาได้ เรารู้สึกว่าแอชง้อเซร่าไม่พอเลยในเล่มนี้ และนางเอกก็เป็นผู้หญิงที่ดีกว่าที่เราเป็น (ที่ยอมให้อภัยง่ายไปหน่อย) เชื่อไหมว่ามีบางช่วงเหมือนกันนะที่แม็กซ์อยากให้นางเอกคู่กับแบรนท์ตามลำพัง และทิ้งให้แอชเสียใจกับสิ่งที่ควรจะเป็น

โดยรวมแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีนะ สำหรับเล่มแรกของลอเรน และสนพ.เบิร์คเลย์ สำหรับคนที่เรื่องที่ร้อนแรงที่มีพล็อตเรื่องที่น่าสนใจ ก็ไม่น่าพลาดเล่มนี้ เราไม่ได้กำลังจะบอกว่านี่เป็นอีโรติคโรแมนซ์ที่ดีที่สุดที่เราเคยอ่าน เพราะมันไม่ใช่ แต่ก็ดีกว่าหลายเล่มที่เราได้อ่านในปีนี้

คะแนนที่ B

Tuesday, January 20, 2009

Alpha // Catherine Asaro

เมื่อวานทำหน้าที่เป็นลูกที่ดีค่ะ พาม่ามี้ไปช็อปปิ้ง เลยได้ไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง และเพราะเวลามีเหลือเยอะ เราก็เลยถือโอกาสเดินสำรวจหนังสือไปทั้งร้าน แล้วก็ได้เจอกับเล่มนี้เข้า

หนังสือของนักเขียนที่ชื่อว่า แคธเทอรีน อาซาโร่ ซึ่งเป็นหนังสือแนววิทยาศาสตร์ไซไฟที่มีดีกรีจบปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์ และทำวิจัยเรื่องทฤษฎีควอมตั้ม เราอ่านหนังสือของนักเขียนคนนี้ไปแล้วบ้างค่ะ แต่ยอมรับว่าไม่ทุกเล่ม และก็เฉพาะชุดสโกเลียนเท่านั้นเอง เธอไม่ใช่นักเขียนโรแมนซ์ แต่เป็นคนที่เขียนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกได้ดีมาก ๆ ดังนั้นพอเราเห็นหนังสือเล่มนี้ที่แต่งโดยเธออยู่บนชั้น ก็เลยหยิบขึ้นมาพลิกดู และด้วยประโยคเพียงประโยคเดียวที่เราอ่านในหน้าสุดท้ายของเรื่อง แม็กซ์ควักเิิงิน (ความจริงคือบัตรเครดิตแหละ) จ่ายเงิน และชวนแม่กลับบ้าน เพราะเกิดอาการอยากอ่านเต็มที

สำหรับคนที่อยากรู้ประโยคที่ซื้อใจแม็กซ์ได้เต็ม ๆ มันเป็นฉากตอนใกล้จบเรื่อง "Your age matters to me, Thomas, only in that it means I won't have you for long..."

<หลายคนคงงงว่ามันซึ้งตรงไหน มันไม่ใช่ความซึ้งหรอกนะคะ แต่มันคือทุกอย่างที่อธิบายความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกในเรื่องนี้เลย ล่ะ>

Alpha ของแคธเทอรีน อาซาโร่

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Sunrise Alley ซึ่งเป็นเรื่องราวในโลกอนาคตอันใกล้ ซึ่งคนที่ยังไม่เคยอ่านเล่มแรกในชุด (Sunrise Alley) ก็ไม่น่ามีปัญหาในการทำความเข้าใจเล่มนี้หรอกนะคะ เพราะแม็กซ์เองก็ยังไม่ได้อ่าน แต่ก็รู้เรื่องดี ปัญหาเดียวก็คือ มันอาจจะสปอยล์เล่มแรกจนหมด ทำให้คุณไม่มีความอยากอ่านเล่มแรกไปเลยก็ได้ (อาการนี้เกิดกะแม็กซ์ค่ะ เพราะเริ่มคิดว่าเล่มแรกไม่น่าสนใจเลย)

ในโลกอนาคตอันใกล้ของเรา (เวลาในเรื่องคือปี 2032) เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก หุ่นยนต์ไม่ใช่แค่สติปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) อีกต่อไป หุ่นยนต์เริ่มมีพัฒนาการและมีความรู้สึก พวกนั้นถูกเรียกว่า EI (Evolving Intelligence) นั่นคือ หุ่นยนต์มีอิสระทางความคิด (Free will) เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์เริ่มบางลงทุกที

และผลของการพัฒนาเทคโนโลยีอันสุดยอดของชาร์รอน ซึ่งเป็นมหาวายร้ายใหญ่ของโลกที่ตอนนี้ถูกปราบลงไปแล้ว (เป็นเหตุการณ์ในเล่มแรกของชุด) สิ่งเดียวที่หลงเหลือจากอาณาจักรอันใหญ่โตของเขาก็คือ หุ่นยนต์ที่ชื่อว่า อัลฟ่า

อัลฟ่าเป็นมือขวาของชาร์รอน เป็นสติปัญญาประดิษฐ์ที่ทำทุกอยากตามคำสั่งที่ชาร์รอนทิ้งไว้ เธอเป็นหุ่นยนต์ที่มีลักษณะของผู้หญิงวัยสามสิบปี สูงหกฟุต และเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เลือดเย็น และปฏิบัติตามคำสั่ง แม้ว่าชาร์รอนจะตายไปแล้วก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่า มีชุดคำสั่งใดหลงเหลืออยู่ในสมองประดิษฐ์ของเธอ และคนคนเดียวที่ดูเหมือนจะสือสารกับเธอรู้เรื่องก็คือ ท่านนายพลโธมัส วาร์ริ่งตัน

โธมัสเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ช่วยกวาดล้างชาร์รอน เขาเป็นผู้ควบคุมตัวอัลฟ่าเอาไว้ แต่เขาไม่อาจทำตามคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่กดดันให้เขาทำลายอัลฟ่าได้ เธอดูเหมือนมนุษย์มากเกินไป และเขาต้องการรู้ความลับที่ชาร์รอนทิ้งเอาไว้

แต่ด้วยความผิดพลาดบางอย่าง อัลฟ่าแหกคุกหนีออกไปได้ และเธอมุ่งมั่นที่จะจับตัวโธมัสไปเป็นตัวประกัน ความพยายามหลายครั้งเกิดขึ้น และเธอก็ทำสำเร็จ เธอพาตัวโธมัสไปยังสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง เพื่อทำตามแผนการที่ชุดคำสั่งสุดท้ายที่ชาร์รอนทิ้งไว้ในสมองเธอ

คงเพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์นะคะ ความรักระหว่างตัวเอกในเรื่องจึงแปลกและไม่เหมือนใคร คุณคงไม่มีโอกาสมากนักหรอกในการอ่านหนังสือที่พระเอกอายุเจ็ดสิบสองปี และนางเอกเป็นหุ่นแอนดรอยท์ แต่คุณได้ทั้งหมดนั่นในหนังสือเล่มนี้

และมันวิเศษสุด

โธมัสเป็นพระเอกแบบที่แม็กซ์กรี๊ดสลบ อดีตนักบินผ่านศึก ผู้ที่ฉลาดพอจะเข้าใจความซับซ้อนของเทคโนโลยี จนได้เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยความมั่นคงทางด้านเทคโนโลยี พระเอกที่หัวใจวายสามครั้งให้คนอ่านเห็นในเรื่อง แต่เขายังเป็นฮีโร่แบบที่ไม่เวอร์เลยสักนิด

ส่วนอัลฟ่า เธอเป็นนางเอกที่มีบุคลิกแบบที่แม็กซ์ชอบอยู่แล้ว หญิงสาวที่เริ่มต้นจากการเป็นเพียงหุ่นยนต์ เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่เกิดจากชุดคำสั่งทำงาน เป็นหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบ เป็นมือขวาของตัวร้ายสุดชั่ว ในเล่มนี้คนอ่านไม่ได้เข้าไปมองเห็นความคิดของอัลฟ่าหรอกนะคะ เพราะเรื่องเกือบทั้งหมดเล่าเรื่องผ่านมุมมมองของโธมัส แต่นั่นไม่เป็นปัญหาเลยสักนิด เพราะการกระทำของอัลฟ่าชัดเจนมาก โดยเฉพาะเมื่อเธอตัดสินใจได้ว่า เธอต้องการโธมัส เธอก็เป็นนางเอกที่ได้ใจแม็กซ์ไปเต็ม ๆ เช่นกัน

มันไม่ง่ายนักหรอกนะคะที่เราจะยอมรับว่า นางเอกของเราเป็นหุ่นยนต์ แต่สิ่งที่คนแต่งทำได้เหนือคาดก็คือ อัลฟ่าไม่ได้กลายเป็นมนุษย์ชั่วข้ามคืน เพราะจนกระทั่งหน้าสุดท้าย เรายังได้ความรู้สึกถึงความ "แตกต่าง" ของเธออยู่ แต่เรายอมรับความแตกนั้นได้ และเชื่อมั่นในความเป็น "มนุษย์" ของเธอที่ปรากฎ

นอกจากนี้แ้ล้ว ประเด็นเรื่องเส้นแบ่งระหว่างความมนุษย์ที่ถูกยกขึ้นมาพูดในเรื่องก็น่าสนใจ ลองคิดดูนะคะ ปัจจุบันมีการนำอวัยวะเทียมเข้าไปใช้ในร่างกายมนุษย์มากขึ้น แล้วนึกถึงในโลกแห่งอนาคตเมื่อเทคโนโลยีเจริญไปมากขึ้น สิ่งแปลกปลอมในตัวมนุษย์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น อย่างในเรื่องเริ่มมีเทคโนโลยีนาโนที่ช่วยรักษาบาดแผลในร่างกายอย่าง อัตโนมัติ (ทำให้โธมัสที่อายุเจ็ดสิบสองยังดูกระฉับกระเฉงเหมือนคนอายุห้าสิบ) มนุษย์เหล่านั้นยังคงเป็นมนุษย์อยู่ แล้วสำหรับปัญญาประดิษฐ์ที่เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเองล่ะ พวกเขามีสิทธิที่จะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ไหม พวกเขามีสิทธิในการใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ไหม มันเป็นประเด็นในด้านปรัชญาพอสมควร

เล่มนี้เป็นหนังสือที่เราอ่านจบได้เร็วมาก ๆ เล่มนึงเลยค่ะ

คะแนนที่ 70

Made for Two Champions // Madison Hayes

ปกติแม็กซ์ไม่ค่อยรีวิวอีบุ๊คหรอกนะคะ ไม่ใช่ว่าไม่อ่านหรอกนะคะ แต่เพราะเรายังคงมีอคติที่คิดอยู่เสมอว่า คุณภาพของหนังสือที่ผลิตเป็นอีบุ๊คก่อน (ที่จะเอามาพิมพ์ขายเป็นพรินต์บุ๊ค) มักจะมีคุณภาพสู้กับหนังสือพรินต์บุ๊คแบบดั้งเดิมไม่ได้

อีกอย่างซึ่งเ็ป็นเหตุผลสำคัญที่สุด เพราะเราเองก็ไม่ค่อยจะซื้ออีบุ๊คมาอ่านเท่าไหรนัก ส่วนใหญ่ที่ได้มาก็ล้วนแต่ด้วยวิธีการที่ผิดกม. ไม่ได้เสียเงินให้คนแต่งเขาหรอกนะ ดังนั้นอ่านฟรีแล้ว จะยังมาเขียนรีวิวด่าเขาอีก ก็รู้สึกทุเรศตัวเองไปน่ะค่ะ (เราคิดเสมอนะคะว่า อ่านฟรีไม่น่าพูดมาก)

แต่เล่มนี้เป็นข้อยกเว้นค่ะ เพราะแม้ตั้งต้นจะได้มาอย่างไม่ได้ลงทุน แต่พออ่านจบไปแล้วสนุกได้ใจ เราก็ทำหน้าที่นักอ่านที่ดี ด้วยการเข้าไปซื้อฉบับเสียเงินเรียบร้อยแล้วค่ะ (เราเป็นอย่างนี้นะคะ ถ้าอ่านอีบุ๊คเล่มไหนสนุก ก็จะตามเข้าไปซื้อทีหลัง เพื่อเป็นการแสดงการสนับสนุนคนแต่ง ให้เขาได้ค่าลิขสิทธิ์ จะได้มีกำลังเขียนต่อให้เราได้อ่านกัน) ดังนั้นก็เลยคิดว่าตัวเองก็น่าจะมีสิทธิเขียนรีวิวเล่มนี้สักหน่อย

Made for two champions ของเมดิสัน เฮยส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด ที่เราก็ไม่รู้จะเรียกว่าชุดอะไรดี แต่ทุกเล่มขึ้นต้นชื่อเรื่องด้วยคำว่า "Made for..." และเป็นเรื่องแนวเราสามคน พระเอกสอง และนางเอกหนึ่ง เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกยุคอนาคต ที่มนุษย์ออกไปท่องอวกาศ และค้นพบโลกใหม่ ๆ ข้างนอกนั่นมากมาย ตัวละครในเรื่องเกี่ยวพันกันไปกันมา แต่ก็ไม่ได้มีความซับซ้อนทางพล็อตขนาดว่าต้องนั่งอ่านเรียงกันทีละเล่มหรอก นะคะ

เล่มนี้เป็นเรื่องราวของราชินียาริ แห่งดาวอีโยน่าที่ถึงเวลาต้องเลือกคู่ครองเสียที ประเพณีของดาวดวงนี้ในการเลือกคู่ให้กับราชินีก็คือการประลองยุทธ์ระหว่าง ชายหนุ่มทั้งหลาย และก็มีชายสองคนที่ปรารถนาจะได้เป็นคนเคียงข้างราชินียาริเหลือเกิน

คนนึงคือแคมป์ นายทหารในกองทัพอีโยน่า คนท้องถิ่นที่ใฝ่ฝันอยากเป็นคู่ของยาริมาเกือบตลอดชีวิต แคมป์ฝึกฝนตัวเองจนมีความเชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้ที่ต้องใช้ในการประลอง เป็นตัวเก็งอันดับหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ทำให้ใครผิดหวังเมื่อเขาผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเิลิศจนได้ แต่คนที่อยู่เผชิญหน้าเขาในสนามประลองอีกฝั่งกลับเป็นคนที่ทุกคนแปลกใจ

เพราะเขาคือแม็ทช์ นายทหารชาวโลกที่มาประจำการบนดาวอีโยน่า แม็ทช์เห็นยาริครั้งแรกก่อนการประลองเริ่มขึ้น แต่ตัดสินใจว่าเขาต้องการเธอ และแม้จะไม่มีความสามารถที่จำเป็นในการประลองเลยก็ตาม แม็ทช์ก็ผ่านมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศ

ผู้ชายสองคนที่รักผู้หญิงคนเดียวกัน ซึ่งถ้าไม่ใช่นิยายแนวอีโรติค โรแมนซ์ มันก็คงจะลงเอยด้วยดีไม่ได้หรอกนะคะ แต่คงไม่ต้องชี้โพลงให้กระต่ายกันหรอกนะคะ่ว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องนี้จะจบลงเช่นไร

ไม่ได้แก้ตัว หรือหาข้ออ้างด้วยตัวเองนะคะ เพราะเราไม่ใช่คนที่ต้องปิดบังความชอบส่วนตัวอยู่แล้ว แม็กซ์ไม่ได้ชอบเล่มนี้เพราะเป็นพล็อตชนิดเราสามคน (ไม่เหมือนใครบางคนที่โคตรชอบ แต่ปากก็ปฏิเสธอยู่นั่นแหละ) เหตุผลที่ชอบเล่มนี้เป็นเพราะแม็ทช์ค่ะ

แม็ทช์เป็นพระเอกอย่างที่เราอยากอ่าน ผู้ชายที่ไม่ใช่คนดีนัก อาจจะติดเลวด้วยซ้ำ เพราะการที่เขาชนะการประลองมาได้เรื่อย ๆ ก็เพราะเขาโกง โกงทุกครั้งที่ประลอง ด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา เรียกว่าถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล เขารู้ว่าเขารักยาริ และพร้อมจะทำทุกอย่างเพียงให้ได้เธอ และในเมื่อเขาไม่ได้เตรียมพร้อมเพื่อกาประลอง (เพราะไม่เคยเจอกับนางเอกมาก่อน) มันก็สายเกินกว่าที่จะใช้วิธีการที่ถูกต้อง แต่เขาก็ปล่อยเธอไปกับชายคนอื่นไม่ได้ การโกงจึงเป็นหนทางเดียว

และเขาก็โกงได้น่ารักมาก

ทั้งแม็ทช์และแคมป์เป็นตัวละครที่มีแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว คนนึงเต็มไปด้วยเกียรติ คนนึงไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่ทั้งคู่ประกอบกันเป็นกำลังที่ขาดไม่ได้สำหรับยาริ พวกเขาเป็นผู้คุ้มครองที่เธอต้องการในตำแหน่งราชินี แคมป์เป็นคนที่ประชากรในดวงดาวของเธอยอมรับ เพราะเขาเป็นคนท้องถิ่น ในขณะที่แม็ทช์เป็นคนที่เธอต้องการในการติดต่อกับดาวอื่นนอกโลก เพราะเป็นคนที่ทำงานในกองกำลังพิทักษ์อวกาศ

พล็อตเรื่องนี้ไม่มีอะไรโดดเด่น ก็เหมือนอย่างแนวอีโรติค โรแมนซ์ทั่วไปที่ทุกเส้นทางนำมาสู่ฉากเซ็กส์ ซึ่งเล่มนี้ก็ฮ็อตได้ใจเลยล่ะ และก็เว้าซื่อ ๆ ล่ะนะ คุณภาพของเล่มนี้ก็ยังเทียบกับพรินต์บุ๊คไม่ได้อยู่ดี ถ้าไม่ใช่เพราะคาแร็คเตอร์ของแม็ทช์ เล่มนี้มันก็คงไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าเล่มอื่น

แต่แค่ตัวละครตัวเดียว มันก็ทำให้แม็กซ์เทใจให้กับเล่มนี้ได้ไปเยอะเลยล่ะค่ะ

คะแนน (ชนิดไม่เป็นกลางนัก เพราะกรี๊ดแม็ทช์สลบ) ที่ 73

Island Heat // Susan Kreaney

ช่วงนี้อารมณ์ออกแนวไม่อยากอ่านหนังสือสนุกค่ะ ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างแม็กซ์ไหมนะคะ แต่ก็มีบางช่วงในชีวิตเหมือนกันที่เราไม่อยากอ่านอะไรที่สนุกถูกใจ ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราเพิ่งจบจากการอ่านหนังสือที่สนุกมาก ๆ ลง เพราะเรามักมีความคิดว่า โอกาสที่จะเจอหนังสือที่สนุกพอกับเล่มที่จบไป ย่อมหาได้ยากมาก ดังนั้นถ้าเอาเล่มที่เรา (คิดว่า) สนุกมาอ่าน ก็จะทำให้เสียของ เพราะนอกจากจะเอาไปเปรียบเทียบกับเล่มที่จบไปก่อน (ซึ่งเราคิดว่าสุดยอด) เรายังมีมาตรฐานสูงเกินควรอีกด้วย

อีกอย่างตอนนี้แม็กซ์กำลังรอคอยหนังสือเล่ม (โอเครอสองเล่ม) อย่างอยากอ่านสุดสุด ทำให้เราเลือกที่จะหยิบหนังสือที่ไม่น่าสนใจนักมาอ่าน เพื่อที่จะได้วางมันทันทีที่เราได้เล่มที่โคตรอยากอ่านมาในครอบครอง

ทั้งหมดนั่นคือเหตุผลที่เราเลือกเอาเรื่อง Island Heat หนังสือเก่าเก็บหลายปีเล่มนี้มาอ่าน ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกสนุก หรืออยากอ่านแม้แต่น้อย

Island Heat ของซูซาน เคียนี่ย์

ก่อนอื่นคงต้องแก้ตัวแทนหนังสือเล่มนี้สักเล็กน้อยนะคะ แม็กซ์ไม่ได้คิดว่ามันเลวร้ายอะไรมากมายนักหรอก เพียงแต่อารมณ์ของแม็กซ์ที่หายใจเข้าก็เป็นลอร์ดอีสเตอร์บรูค หายใจออกก็เป็นไรด์สตรอม แม็กซ์ย่อมไม่อาจมีสมาธิเพียงพอที่จะสนุกสนานอะไรไปกับเล่มนี้ได้หรอกนะ

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุดเรื่องราวของชาวดาวรามาที่เดิน ทางมายังโลกเพื่อค้นหาเกลือ และวางแผนใช้มันปลดแอกตัวเองจากการเป็นทาส และถึงจะเป็นพล็อตแนวนอกโลกต่างดาว แต่เหตุการณ์ในเรื่องนี้ทั้งเล่มเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ยุคปัจจุบันของเรานี่ แหละ มีแค่พระเอกกะตัวร้ายเท่านั้นที่เป็นต่างดาว

ยานอวกาศของเคด อาร์เชอร์ถูกคู่ปรับคนสำคัญอย่างเชอมาล อาร์เชอร์ (ถ้าสงสัยเชอมาลเป็นพี่ชายของเคด) ยิงตกจากท้องฟ้า แต่เคดก็สามารถดีดตัวเองออกมาสู่ความปลอดภัยได้สำเร็จ และเขาร่วงหล่นบนเกาะกลางมหาสมุทราที่ชื่อว่าฮาเวน ซึ่งมีชาน่า เวสตัน อดีตดาราฮอลีวู้ดชื่อดังเป็นเจ้าของ

เมื่อได้พบกัน เคดเล่าความเป็นมาทั้งหมด และวัตถุประสงค์ของเขาในการเดินทางมายังโลกให้ชาน่าฟัง และเธอก็เชื่อ นั่นเพราะว่าเพื่อนของเธอซึ่งเป็นหมอดูพลังจิตเคยทำนายการมาของเคดไว้แล้ว (ปัญญาอ่อนที่สุด อันนี้ความเห็นของแม็กซ์นะคะ)

เคดซึ่งมาจากดาวรามา เขาในฐานะของลูกคนรอง ๆ เขาเป็นเพียงทาสอำนวยความสะดวกกับกับชนชั้นปกครองที่เรียกตัวเองว่า เฟิร์ส (หรือมาจากเฟิร์สบอร์น หรือลูกคนโตนั่นเอง) พวกของเคดเป็นเพียงทาสรับใช้ และถูกควบคุมโดยพลังจิตอันเหนือกว่าของเฟิร์สเพราะพวกเฟิร์สมีสิทธิในเกลือ ที่อยู่บนดาวรามา คนอื่น ๆ ไม่มีสิทธิในเกลือเหล่านั้น และเกลือนี่เองที่สร้างความแตกต่างระหว่างเฟิร์สและคนอื่น ๆ บนดาว เคดจึงเดินทางมายังโลกเืพื่อสร้างประตูระหว่างมิติ และวางแผนจะนำเกลือจากบนโลกส่งกลับไปที่รามา เพื่อให้คนของเขามีเกลือมากพอที่จะซ่องสุมกำลัง และก่อการกบฎต่อเฟิร์ส

ทว่าการมาของเคดถูกรับรู้โดยเชอมาลก่อนแล้ว เชอมาลจึงเดินทางมายังโลกก่อนหน้าเคดถึงสองปี เพื่อเตรียมตัวกำจัดเคด (ซึ่งแม็กซ์ำก็ไม่เข้าใจว่า ถ้ารู้ก่อนขนาดนี้ทำไมถึงไม่ส่งคนมามากกว่านี้ ทั้งที่ภารกิจของเคดสำคัญขนาดทำลายพวกเฟิร์สได้เลย แต่ดันส่งเชอมาลมาคนเดียว) นอกจากนี้แล้ว อย่างที่บอก การมาของเคดถูกทำนายไว้ล่วงหน้าโดยหมอดูพลังจิตซึ่งเป็นเืพื่อนสนิทของชาน่า ที่นอกจากจะทำนายการมาของเคดแ้ล้ว ยังบอกอีกด้วยว่า ชาน่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายแผนการของเคด มิฉะนั้นโลกจะพินาศ

ชาน่าจึงเชื่อในเรื่องราวของเคดอย่างหมดใจ แม้จะลังเลว่า ตนเองควรจะต้องทำลายแผนการของเคดไหม ในเมื่อเธอเองก็เชื่อในสิ่งที่เคดกำลังทำอยู่ ทั้งคู่เดินทางออกจากเกาะ เพื่อออกตามหาชิ้นส่วนที่จะนำมาใช้ในการสร้างประตูระหว่างมิติ ที่ตกหล่นกระจายไปทั่วโลกตอนที่เคดดีดตัวออกจากยานอวกาศ ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยหนีการตามล่าของเชอมาล แถมยังต้องสู้กับเสียงเรียกร้องระหว่างกันอีกต่างหาก

พล็อตเรื่องนี้เป็นพล็อตมาตรฐานของเรื่องแนวพารานอมอลไซไฟ ค่ะ แต่แม็กซ์ไม่ชอบองค์ประกอบหลายอย่างในเรื่อง เริ่มตั้งแต่หมอดูพลังจิตที่เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าหมด เข้ามาวุ่นวาย เราไม่คิดว่าจะต้องจำเป็นต้องมีบทของเจ้าหล่อนด้วยซ้ำ มันดูงี่เง่า และทำให้เรื่องไร้ทิศทาง และทำให้ชาน่าดูปัญญาอ่อนสุดสุดอีกต่างหาก ในขณะเดียวกันเชอมาลก็เ็ป็นผู้ร้ายที่เลว เลวจนแม็กซ์ทนความเลวไม่ได้

นอกจากนางเอกที่ไร้เดียงสาจนโง่ ก็ผู้ร้ายที่เลวอย่างไร้เหตุผลที่แหละที่แม็กซ์ทนไม่ได้ เชอมาลเลวจนไม่มีคำอธิบาย เพราะนอกจากจะเป็นพวกเฟิร์สที่ชั่ว ยังซาดิสต์ชอบทำร้ายผู้หญิง ความคิดต่ำ สกปรก โสโครก อ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกกลัวความชั่วของเขาจะมาปนเปื้อนของเราด้วยมาก ที่แย่ก็คือ ไม่มีคำอธิบายความเลวของเชอมาล ไม่มีเลย

เรื่องเปิดประเด็นว่าเขาเป็นพี่ชายของเคด แต่ก็แค่นั้น ราวกับทำเหมือนว่า คนที่เกิดเป็นเฟิร์สต้องชั่วโดยสันดาน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แม็กซ์ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด เราไม่เชื่อว่าใครจะเลวเพียงเพราะดีเอ็นเอของเขา ไม่มีการพูดถึงภูมิหลังของทั้งเคด และเชอมาล ราวกับพวกเขาไม่เคยรู้จักกัน เคดเกิดมาดี เพราะไม่ใช่เฟิร์ส ในขณะที่เชอมาลเลวเพราะเป็นเฟิร์ส

นั่นไม่ใช่ตัวละครแบบที่แม็กซ์ชอบหรอกนะ

หนังสือเรื่องนี้ฮ็อตติดดาวใช้ได้เลยล่ะ แต่น่าเสียดายที่ปลุกอารมณ์ของเราไม่ขึ้นน่ะ เพราะเราไม่รู้สึกว่า "อิน" ไปกับตัวละครเลยสักนิดเดียว อย่างที่บอก มันอาจเป็นความผิดของแม็กซ์ก็ได้ เพราะจิตใจเรามันเตลิดไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้

คะแนนที่ 57