Showing posts with label Alexis Morgan. Show all posts
Showing posts with label Alexis Morgan. Show all posts

Saturday, February 7, 2009

Presented by friend

แม็กซ์เป็นลูกคนเดียว ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้บ้าหนังสือขนาดนี้ เพราะหนังสือเป็นกิจกรรมอีกอย่างนอกจากการดูทีวี ที่ทำคนเดียวตามลำพังได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความแม็กซ์ไม่มีเพื่อนหรอกนะ ถึงจะร้าย แต่ก็ยังมีคนตาใกล้บอด หูเกือบหนวกหลายคนอาสามาเป็นเพื่อนค่ะ (ไม่ได้ว่าเพื่อนหรอกนะ เพียงแต่บางครั้งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ทำไมยังมีใครคบ ทั้งที่เรานิสัยก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหรนัก)

และที่สำคัญเพื่อนร่วมอุดมการณ์ด้วยกันเรื่อง หนังสือ ถือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด เพราะการเริ่มต้นรู้จักกันอาจเป็นเพราะคอหนังสือเดียวกัน แต่มิตรภาพก็ขยายตัวไปจนไกลเกินกว่านั้นมาก

หนังสือดีดีหลายเล่ม ที่กลายเป็นหนังสือในดวงใจ เล่มที่แม็กซ์อาจจะไม่มีโอกาสค้นพบด้วยตัวเอง ก็ถูกแนะนำให้รู้จักโดยเหล่าเพื่อนทั้งหลาย

เจดี ร็อบบ์นักเขียนที่แม็กซ์บอกปัดไม่อ่านหลังจากอ่านเล่มแรกเรื่อง Naked in Death จบ ไป แม็กซ์ไม่ชอบที่นางเอกแข็งกร้าว และความรักที่ดูจะมาจากไหนก็ไม่รู้ สิ่งที่แม็กซ์ไม่รู้ก็คือ ตอนนั้นแม็กซ์ไม่คุ้นเคยกับการอ่านเรื่องต่อเนื่องโดยมีพระเอกนางเอกคู่เดิม ประเด็นมันจะไม่จบในเล่มเดียว แม็กซ์ยังเอาประสบการณ์ที่คุ้นเคยของตัวเองมาเป็นมาตรวัด ซึ่งถ้าไม่ได้เพื่อนที่รักมากคนนึงคะยั้นคะยอให้อ่าน ถึงขนาดซื้อหนังสือในชุดนั้นส่งมาให้แม็กซ์อีกสี่เล่ม แม็กซ์ก็คงพลาดหนังสือชุดที่ดีจนไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนมาบรรยายได้เลย แม็กซ์ไม่ต้องอ่านชุดนี้ถึงสี่เล่มหรอกค่ะก่อนจะหลงรักมันอย่างสุดหัวใจ แค่เล่มสองเท่านั้นเอง เจดีก็ได้สาวกชนิดมอบกายถวายตัวอย่างแม็กซ์ไปแล้ว

มาร์ชา แคนแฮมเป็นนักเขียนอีกคนที่แม็กซ์เด็กเกินกว่าจะชื่นชมงานของเธอได้อย่าง เต็มที่ หนังสือเล่มแรกของเธอแม็กซ์อ่านในยามที่ตัวเองเด็กเกินไป เกินกว่าจะเข้าใจพลังของนางเอกที่เข้มแข็ง เวลาผ่าน แม็กซ์เปลี่ยนแปลง แต่ประสบการณ์ที่เชื่อในขณะนั้นว่ามาร์ชาเขียนนางเอกแข็งกร้าว (คำว่าเข้มแข็ง และแข็งกร้าวห่างไกลกันมากนะคะ) ทำให้ไม่กล้าจับงานของเธอมาอ่านเลย จนกระทั่งก็เพื่อนอีกนั่นแหละที่บอกว่า นิสัยอย่างเมย์ต้องชอบงานของมาร์ชาแน่เลย และมันก็จริง

แล้วยังดาเนียล ฮาร์มอนอีกล่ะ นักเขียนที่ไม่ดังเลย และปัจจุบันก็เลิกเขียนไปแล้วด้วยซ้ำ แต่แม็กซ์ค้นพบงานระดับมาสเตอร์พีชของเธอ เพราะเพื่อนคนนึงไม่ลดละในการตามหางานเก่าของเธอในอดีต จนทำให้แม็กซ์ฉุกคิดมาว่า นักเขียนคนนี้ต้องมีอะไรดีแน่ และแม็กซ์ก็โชคดีจะตามหางานของเธอมาได้เกือบครบ และได้เจอกับนักเขียนที่ดีมากที่สุดอีกคนนึง นักเขียนที่อาจจะไม่มีใครรู้จักเลยด้วยซ้ำในเมืองไทย

แล้วยังมีอีลอร่าส เคฟอีกล่ะ สำนักพิมพ์อีบุ๊คที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกไซเบอร์ ที่แม็กซ์ภูมิใจกล้าพูดได้ว่ารู้จักตั้งแต่สมัยก่อตั้งใหม่ ยุคที่มีแค่หนังสือของเจด แบล็คขายอยู่ห้าหกเล่มนั่นอีกล่ะ แม็กซ์ไม่ได้ค้นพบด้วยตัวเองหรอกนะ แต่เป็นเพราะคำวิจารณ์ของเพื่อนคนนึงที่กระตุ้นต่อมอยากอ่านให้เกิด จนกล้าใช้บัตรเครดิตซื้อของจากอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรก

เพื่อนนำเสนอสิ่งที่ดีในโลกหนังสือให้กับแม็ก ซ์มากมาย และล่าสุดก็มาถึงหนังสือชุดแนวพารานอมอลที่ไม่ถึงกับใหม่นัก เพราะออกมาแล้ว 3 เล่ม แต่ก็น่าติดตามอย่างยิ่ง

หนังสือชุดที่เล่าเรื่องของนักรบที่ไม่มีวันตาย กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าแพลลาดิน ตามชื่ออัศวินในสมัยพระเจ้าชาร์ลเลอมังค์ แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย

อะไรคือแพลลาดิน

พวกเขาก็เป็นมนุษย์ทั่วไปอย่างเรานี่แหละ แต่ด้วยยีนส์บางอย่างในตัว ทำให้เขาตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องเมื่อเกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก

ทำไมน่ะเหรอ

เพราะการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกนำไปสู่การเปิด ประตูระหว่างมิติ ระหว่างโลกมนุษย์ และโลกอื่น ที่แม้กระทั่งอ่านมาสามเล่มแล้ว เราก็ยังไม่รู้ว่าโลกนั้นเป็นยังไง รู้เพียงแต่ว่าสภาพของมันคงต้องเลวร้ายน่าดู เพราะพลเมืองแห่งโลกอื่น พยายามทำทุกอย่างเพื่อหนีออกมาจากมัน แม้ว่าการมาถึงโลกมนุษย์จะจบลงด้วยความตายให้กับคมดาบของเหล่าแพลลาดินนี่ เอง

แพลลาดินถูกกำหนดมาในพันธุกรรมให้ต่อสู้กับพวก โลกอื่น เพื่อปกป้องโลกของเราเอาไว้ เพราะเมื่อพวกโลกอื่นก้าวเท้าเข้ามาในบรรยากาศของโลกเรา พวกนั้นจะเสียสติและควบคุมไม่ได้ ส่วนพวกที่สามารถปรับตัวเข้ากับโลกมนุษย์ได้ ก็กลายเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อมของโลกมนุษย์ นั่นเพราะบางอย่างในตัวคนจากโลกอื่นทำให้สมดุลทางธรรมชาติของเราเสียไป ดังนั้นแพลลาดินจึงไม่มีทางเลือกนอกจากกำจัดพวกโลกอื่นให้หมดสิ้น

คุณสมบัติสำคัญของแพลลาดินก็คือ พวกเขาฆ่าไม่ตาย ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ไม่มีวันตาย เพียงแต่พวกเขาจะสามารถฟื้นจากความตายได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้ง และถ้าเขาตายมากครั้งเกินไป สติของพวกเขาจะสูญสิ้น ทำให้กลายสภาพกลายเป็นเหมือนคนจากโลกอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้ายก็ต้องถูกฆ่าโดยคนที่พวกเขาพยายามปกป้องนั่นเอง

แม็กซ์อ่านพารานอมอลมามากนะคะ และคิดว่าพบเจอมาหมดเกือบทุกอย่างแล้ว หนังสือชุดนี้ก็ออกขายตั้งแต่ปีก่อน ซึ่งแม็กซ์ซื้อมา แต่ไม่มีความอยากอ่าน เพราะไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่าสนใจใหม่เลย

และก็เพื่อนนั่นแหละที่ดึงความสนใจแม็กซ์มาถึงเรื่องชุดนี้

แพลลาดินอาจจะยังไม่ใช่หนังสือแนวพารานอมอ ลอันดับหนึ่งในใจแม็กซ์ในขณะนี้ นั่นต้องยกให้แบล็กเด็กเกอร์ แต่จากสามเล่มที่ได้อ่าน อเล็กซิส มอร์แกนคนแต่งทำให้มันน่าสนใจยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ

จากเล่มแรกที่เล่าเรื่องของเดฟลิน หัวหน้ากลุ่มแพลลาดินแห่งเมืองซีแอตเติ้ลที่พบรักกับหมอผู้ดูแลรักษาเขา ไปจนถึงบารัคคนจากโลกอื่นที่ใช้ความเงียบปนเศร้าพิชิตหัวใจของแม็กซ์ และนางเอกในเรื่อง

ชุดนี้มาแรงค่ะ ในความเห็นของแม็กซ์

Dark Defender // Alexis Morgan

หนังสือเล่มที่สองในชุดแพลลาดิน เล่าเรื่องของตัวละครตามสูตรสำเร็จหนังสือชุด ซึ่งจะต้องมี

- หัว หน้าใหญ่ทีเป็นผู้นำกลุ่ม ซึ่งถ้าเรื่องของเขาไม่ถูกเล่าเป็นคนแรก ก็จะถูกเล่มเป็นเล่มท้าย ๆ ในชุด (อย่างที่เดฟลินเป็นเล่มแรกในชุดนี้ และว่าเรธเป็นเล่มแรกในชุดแบล็กเด็กเกอร์ หรืออย่างที่แฟนหนังสือต้องรอคอยเรื่องราวของแอชรอน และมาลาไค)

- แบดบอย สมาชิกในกลุ่มที่มีเสน่ห์เหลือเฟือ เป็นเสือผู้หญิง สาวตามกันเกรียว หน้าตาดีกว่าปกติ (เมื่อปกติแปลว่าหล่อมาอยู่แล้ว)

- ทรมานเหลือเกิน สมาชิกที่มีอดีตอันแสนเจ็บปวด เคยโดนทรยศอย่างสาหัส จนมองโลกในแง่ร้ายสุดสุด

- อัจฉริยะ ทางคอมพิวเตอร์ สมาชิกที่มีระดับไอคิวเฉียดเทพเจ้า เก่งกาจด้านอิเล็กทรอนิคเป็นที่สุด แต่ดูหลุดโลก หน้าตาหล่อ แต่ชอบทำผมกระเซิง

- อันตราย สะบัด ตัวละครที่ดูภายนอกแล้วเป็นกึ่งผู้ร้ายกลายร่างมา แต่หัวใจพวกนี้ทำด้วยทอง เพราะดีโคตร ในเล่มก่อนหน้าที่เขาจะเป็นพระเอก จะมีเสียงเล่าลือถึงพฤติกรรมเถื่อนโหดในอดีต แต่เราก็จะรู้ความจริงในเล่มของเขาว่าไม่เป็นความจริงเลย และเล่มหลังจากเจอนางเอกแล้ว จะกลายเป็นตัวละครขี้เล่น น่ารัก ชีวิตจะโสภายิ่งกว่าสภาพรเสียอีก บางครั้งตัวละครแนวนี้ก็จะถูกรวมกับกลุ่มทรมานเหลือเกิน เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้กับคนอื่นมากยิ่งขึ้น จะได้บีบหัวใจเยอะ ๆ

แล้วเบลคพระเอกของ ผู้ป้องกันมืด นี่ล่ะ เป็นแบบไหน

แม็กซ์จัดให้อยู่ในกลุ่มสุดท้ายนะ เพราะในเล่มแรก (Dark Protector) เบลคเป็นตัวละครที่โดดเด่น เพราะเป็นแพลลาดินที่อยู่ในขอบแห่งความเป็นมนุษย์ ทุกคนรู้ว่า ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นก่อนที่เบลคจะสูญเสียความเป็นมนุษย์หมดไป และจะต้องถูกกำจัดโดยแฮนเดอร์เลอร์ผู้ดูแลเขา

เบลคก็รู้ความจริงนี้ดี แต่ก่อนที่เขาจะตาย เขาขอใช้เวลาที่เหลือเพื่อปกป้องเบรนน่า หญิงสาวที่กุมหัวใจเขาไว้ตั้งแต่เมื่อบิดาของเธอเก็บเขามาเลี้ยง เบลคเป็นเด็กข้างถนน เขาไม่รู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของตนเป็นอะไร แต่พ่อของเบรนน่าแนะนำให้เขารู้จักกับแพลลาดิน มองภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้เขา ทำให้เขาเป็นมากกว่าเด็กจรจัด แต่เขารู้ว่าแพลลาดินทุกคนมีเวลาอยู่อย่างจำกัด พวกเขาอาจฆ่าไม่ตาย แต่ทุกครั้งที่พวกเขาตาย ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาจะหมดลงเรื่อย ในที่สุดพวกเขาก็ต้องถูกกำจัดโดยกลุ่มคนที่พวกเขาใช้ชิวิตทั้งชีวิตปก ป้องอยู่ และเวลาของเบลคก็เข้าใกล้จุดนั้นเต็มที

เรื่องนี้แทบจะต่อเนื่องกับเล่มก่อน เมื่อเดฟลิน (พระเอกเล่มก่อน) สืบรู้ว่ามีหนอนบ่อนไส้ในรีเจนท์ (รีเจนท์คืออะไร ก็กลับไปอ่านบลอกก่อนหน้าแล้วกันค่ะ) เขาจึงให้เบลคสืบติดตามต่อ ซึ่งเบลครู้ดีว่ามีเพียงพ่อของเบรนน่าเพียงคนเดียวเท่านั้นในกลุ่มรีเจนท์ ที่เขาเชื่อใจได้ แต่แล้วการติดต่อของเขาก็นำไปสู่การลอบสังหารพ่อของหญิงที่เขารัก

ซึ่งนั่นบังคับให้เบลคต้องกลับไปใกล้ชิดกับหญิงสาวที่เขาใช้เวลาทั้งชีวิตหลีกหนี เพื่อปกป้องเธอ

แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มแรก อาจเพราะแม็กซ์รู้สึกได้ถึงความรักที่มีของทั้งคู่อย่างชัดเจน และเช่นเดียวกัน พระนางในเรื่อง แม้จะคิดหาเหตุผลร้อยแปดถึงความไม่เหมาะสมของกันและกัน ก็ไม่เคยหมดศรัทธาในความรัก พวกเขาไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ โดยเบรนน่าที่กล้าพอที่จะเอื้อมมือไปรั้งตัวผู้ชายที่เธอรัก (และรักเธอ) เอาไว้

และเช่นเดียวกัน หนังสือเล่มนี้อาจอยู่ในชุดของการต่อสู้ระหว่างแพลลาดินและคนจากโลกอื่น แต่ผู้ร้ายตัวจริงกลับไม่ใช่คนนอกโลกของเราเลย กลับเป็นมนุษย์ด้วยกันนี่แหละ

คะแนนที่ 73 ค่ะ (บลอกหน้าจะเป็นเล่มที่แม็กซ์ชอบที่สุดแล้วล่ะ)

Dark Protector // Alexis Morgan

"ผู้พิทักษ์มืด" (ไม่รู้จะแปลว่าอะไรดีแล้ว) ของอเล็กซิส มอร์แกน อาจไม่ใช่เรื่องที่สนุกที่สุดในชุดแพลลาดิน อาจจะไม่ใช่เล่มเปิดตัวหนังสือชุดที่น่าสนใจที่สุด แต่ก็ดีพอจะทำให้แม็กซ์ติดตามอ่านต่อไปยังเล่มสองได้

ในเล่มนี้คนอ่านถูกแนะนำให้รู้จักกับหน่วยนักรบ ที่มีชื่อว่าแพลลาดิน (เพื่อประหยัดเวลา โปรดอ่านบลอกก่อนหน้าแล้วกันนะ ว่าแพลลาดินคืออะไร) และหัวหน้าหน่วยประจำซีแอตเติ้ลของพวกเขาที่ชื่อ เดฟลิน เบน

ในฉากแรกพวกเราได้รับรู้ถึงความพิเศษของแพลลาดิน เมื่อเดฟลินซึ่งตายในการต่อสู้กับคนจากโลกอื่นถูกนำตัวมาหน่วยพยาบาล ส่งให้กับดร. ลอเรน ยังค์ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ดูแลเขา

ในโลกแห่งแพลลาดิน นอกจากเหล่านักรบแพลลาดินแล้ว ยังมีหน่วยงานที่เรียกว่าแฮนเดอร์เลอร์ซึ่งเป็นกลุ่มแพทย์ที่ดูแลอาการของแพ ลลาดินที่บาดเจ็บ รวมทั้งเป็นคนตัดสินชะตากรรมความเป็นตายของแพลลาดินด้วย เมื่อใดก็ตามที่แพลลาดินถูกตัดสินว่า หมดสิ้นความเป็นมนุษย์และมีลักษณะใกล้เคียงกับคนจากโลกอื่นมากถึงจุดหนึ่ง พวกเขาจะเป็นผู้ลงมือสังหารแพลลาดินด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังมีรีเจนท์ซึ่งเป็นหน่วยบังคับบัญชาซึ่งทำการตัดสินใจว่าจะส่งแพ ลลาดินไปรบที่ใดบ้าง ทั้งแฮนเดอร์เลอร์ และรีเจนท์เป็นมนุษย์ธรรมดา

เนื้อเรื่องดำเนินไปเร็ว เพียงไม่นานหลังจากที่ฟื้นจากความตาย เดฟลินก็รู้ว่า ความตายของเขาไม่ได้เกิดจากน้ำมือของคนโลกอื่น หากแต่เป็นมนุษย์ธรรมดา พวกที่เขาใช้ชีวิตปกป้องมาตลอด มีการทรยศเกิดขึ้นในหมู่แพลลาดิน และเดฟลินเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ต้องถูกกำจัด เพราะเกรงว่าเขาจะสืบทราบความลับบางอย่าง (ที่แม้กระทั่งเล่มสามในชุดแล้ว ก็ยังไม่เปิดเผยทั้งหมด)

เรื่องนี้อาจจะถูกมองว่าเป็นแนวแอ๊คชั่น แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องโรแมนซ์ล้วน ๆ เป็นเรื่องราวความรักระหว่างแพลลาดินและหมอผู้ดูแลเขา

แม็กซ์ชอบที่ทั้งคู่ไม่ยอมให้ความไม่เหมาะสม เพราะไม่เคยมีแพลลาดินคนใดมีความสัมพันธ์กับแฮนเดอร์เลอร์ มาเป็นอุปสรรคของกันและกัน

ประเด็นที่อาจดูน่าอึดอัดไปบ้าง ก็คงเป็นบรรดาความลับ และคุณสมบัติหลายอย่างของเหล่าแพลลาดิน และคนจากโลกอื่นไม่ได้ถูกบรรยายอย่างละเอียดในเรื่อง ซึ่งน่าจะขัดใจแม็กซ์นะ แต่กลับไม่มีผลเท่าที่คิด อาจเพราะแม็กซ์เก็บสต็อคหนังสือเล่มนี้แล้วถึงสามเล่ม ถึงได้เริ่มอ่าน ความไม่เข้าใจหลายอย่างที่มีจึงถูกอธิบายในเล่มต่อมาได้

ธีมหลักที่แม็กซ์คิดว่า เป็นจุดแข็งของเรื่องนี้ก็คือ ตัวละคร แม้ว่าเรื่องจะดูไม่มีอะไรใหม่ แต่ตัวละครทั้งพระเอกและนางเอกเป็นคนชนิดที่แม็กซ์คิดว่าเหมาะสมที่จะเป็น ตัวเอก ไม่ใช่ว่าพวกเขามีเกียรติสูงส่งหรอกนะคะ แต่เพราะพวกเขาไม่เคยเลิกเชื่อมั่นในความรัก แม้ว่าจะดูไม่มีความหวังเลยก็ตาม พระเอกอาจไม่แน่ใจว่า เขาคู่ควรกับนางเอก แต่เดฟลินก็ไม่เคยเลือกที่จะเดินจากนางเอกไป ในขณะเดียวกันลอเรนอาจไม่เชื่อในความรักที่เดฟลินมีต่อเธอ แต่เธอก็ยังยืนหยัดอยู่ข้างเขา

คะแนนที่ 70 ค่ะ (แล้วมันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ในเล่มต่อไปค่ะ ติดตามอ่านกันแล้วกัน)

In Darkness Reborn // Alexis Morgan

แล้วก็มาถึงเล่มล่าสุดในชุดแพลลาดิน เล่มที่ทำให้แม็กซ์ไม่ผิดหวังเลยกับการอ่านหนังสือชุดนี้อย่างมาราธอนติดกันหลายเล่ม

แล้วก็ไม่สงสัยด้วยว่า ทำไมหลังจากหนังสือเล่มแรกในชุดออกมาแล้วครบปี เพื่อนที่รักของแม็กซ์ถึงเพิ่งโทรศัพท์มาบอกให้แม็กซ์รีบอ่านชุดนี้เสียที

ก็แหมพระเอกมันตรงสเป็คเราเลยนี่ค้า ผู้ชายโดดเดี่ยว นัยน์ตาเศร้า ถูกสังคมรังเกียจ ต้องอดทนต่อการเหยียดยาม แต่ก็มีศักดิ์ศรีพอที่จะกล้าสู้ในยามจำเป็น (นึกถึงเชลยศักดิ์ยังไงยังงั้นเลย)

ในเล่มนี้ คนอ่านจะได้เห็นอีกมุมมองนึงในสงครามระหว่างแพลลาดินและคนจากโลกอื่น เพราะบารัคพระเอกในเรื่องไม่ใช่แพลลาดิน แต่เป็นคนจากโลกอื่นที่ข้ามมาโลกมนุษย์ได้สำเร็จ เหตุผลเดียวที่เขาไม่ถูกแพลลาดินฆ่าตาย เป็นเพราะเมื่อตอนที่เขาข้ามมานั้น เขาได้เสี่ยงตายช่วยชีวิตลอเรนเอาไว้ และนั่นก็มากพอที่เดฟลินจะให้ความคุ้มครองเขา

แต่ความคุ้มครองไม่ได้หมายถึงการยอมรับ เขายังเป็นคนนอกที่ถูกรังเกียจ ไม่มีใครต้องการ เขาต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีทางเลือก บารัคเป็นตัวละครที่เตือนให้แม็กซ์นึกถึงพระเอกอีกคนที่ไม่ค่อยได้เห็นใน หน้าโรแมนซ์นัก อย่างโรเบิร์ต คาร์โรเวย์ พระเอกของเรื่อง Englands Perfect Hero ของซูซาน อิน็อค

ความเงียบสงบความเคลื่อนไหว และเป็นเสน่ห์ที่เกินจะห้ามใจได้ แม็กซ์พบว่าตัวเองตกหลุมรักบารัคขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าทั้งเล่ม คนอ่านแทบจะไม่ได้รู้ความเป็นมาของเขาเลย

เรารู้แค่บารัคข้ามมายังโลกมนุษย์เพราะหวังที่จะ ตายภายใต้คมดาบของแพลลาดิน บางอย่างทำให้เขาทนอยู่ในโลกของตัวเองไม่ได้ แต่เมื่อแพลลาดินปฏิเสธที่จะฆ่าเขา เขาก็เริ่มต้นสร้างชีวิตของตัวเองที่นี่อย่างช้า ๆ ท่ามกลางความเกียจชัง

บารัคไม่ใช่พระเอกไปประเภทศักดิ์ศรีค้ำสมอง เขาไม่ได้ปล่อยให้ศักดิ์ศรีมีค่าเหนือสามัญสำนึกทั่วไป เขาอดทนจนถึงจุดหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าความอดทนของเขาจะไม่มีที่สิ้นสุด เขาเลือกสนามรบของเขาเอง เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่อยู่ท่ามกลางศัตรู

แม็กซ์ชอบวิธีที่อเล็กซิสเขียน ความยอมรับที่บารัคได้รับจากเหล่าแพลลาดินไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน มันใช้เวลา และมันเป็นการเดินทางที่เจ็บปวดสำหรับเขา โดยเฉพาะเมื่อเขาตกหลุมรักน้องสาวของแพลลาดิน หญิงสาวที่ไม่กล้าจะเปิดเผยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้คนอื่นรับรู้

นี่อาจเป็นนิยายเพียงเล่มเดียวก็ได้ ที่แม็กซ์รักพระเอกแม้จะไม่รู้จักเขาเลย คำว่า รู้จัก ในความหมายของแม็กซ์ก็คือ ประวัติความเป็นมา ความสามารถพิเศษของเขา เรื่องเหล่านั้น แม้กระทั่งจบเรื่องก็ยังคงเป็นปริศนา เรารู้ว่าบารัคมีความสามารถในการทำนายแผ่นดินไหว รู้ว่าเขาทำให้วัตถุประหลาดสีฟ้าเรืองแสงได้ แต่ไม่รู้ถึงความหมายของมัน เราพอเดาได้ว่า บารัคคงเป็นคนสำคัญในโลกอื่น แต่เราไม่แน่ใจว่า เขาเป็นใครกันแน่ เราพอรู้ว่ามีบางอย่างกดดันจนเขาต้องหนีมาตายเอาดาบหน้า แต่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ความไม่รู้เกี่ยวกับบารัคช่างมากมาย แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความชอบในหนังสือเล่มนี้ของแม็กซ์ลดทอนลงเลย

เพราะอะไรน่ะเหรอ

นั่นเพราะบารัคในปัจจุบันเพียงพออยู่แล้ว โอเคล่ะ (พูดอังกฤษสำเนียงสิงคโปร์) มันคงจะดีถ้าแม็กซ์ได้รู้ภูมิหลังของเขาอย่างละเอียด แต่คนแต่งก็เก่งพอจะทำให้ภูมิหลังที่แม้จะลางเลือกเพียงพอที่จะทำให้แม็กซ์ เข้าใจตัวตนของบารัคในปัจจุบัน

แม็กซ์ชอบผู้ชายที่เขาเป็น และนั่นก็พอแล้ว

คะแนนที่ 83 ค่ะ

Tuesday, January 20, 2009

Dark Warrior Unleashed // Alexis Morgan

แม็กซ์ค่อนข้างชอบหนังสือของอเล็กซิส มอร์แกนนะคะ แม้จะไม่ถึงขนาดทำให้กรี๊ดสลบไปกับเรื่องราวอะไร แต่โลกพารอนอมอลที่เธอสร้างไว้กับหนังสือชุดพาราดินก็น่าสนใจดีค่ะ

และด้วยความที่เป็นนักเขียนที่ฉลาด อเล็กซิสก็เลยไม่ยอมหยุดตัวเองไว้กับการเขียนหนังสือชุดเดียว ทั้งที่ชุดพาราดินยังไม่ลงเอยจบ เธอก็เิริ่มต้นหนังสือชุดแนวพารานอมอลใหม่ กับชุด The Talions เรื่องราวของมนุษย์ที่มียีนพิเศษกว่าคนอื่นซึ่งทำให้คนพวกนี้สามารถซึมซับ อารมณ์จากมนุษย์คนอื่นมาใช้เป็นพลังงานได้

เราดองเล่มนี้อยู่หลายเดือนค่ะ หลังจากซื้อ ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ แค่ไม่ค่อยรู้สึกอยากอ่าน จนกระทั่งช่วงสุดสัปดาห์นี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีหยิบขึ้นมาอ่าน

Dark Warrior Unleashed ของอเล็กซิส มอร์แกน

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด The Talions ที่เล่าเรื่องของกลุ่มมนุษย์ที่คล้ายกะคนธรรมดาอย่างเรานี่แหละ แต่เป็นกลุ่มที่มียีนบางอย่างพิเศษทำให้พวกเขาสามารถซึมซับอารมณ์ของมนุษย์ เพื่อมาใช้เป็นพลังงาน คนกลุ่มนี้สืบเชื้อสายมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ในแถบสแกนดิเนเวีย หรือดินแดนอันเป็นถิ่นกำเนิดของพวกไวกิ้งนั่นเอง

โดยทั่วไปแล้วคนกลุ่มนี้ที่เรียกตัวเองว่า คิธ (Kyth) ก็เหมือนมนุษย์เรานี่แหละ ไม่ได้มีอายุยืนเป็นอมตะ ส่วนใหญ่พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่จะมีคิธบางกลุ่มที่พิเศษเหนือคนอื่น คนกลุ่มนี้สามารถกักเก็บอารมณ์ของมนุษย์มาใช้เป็นพลังงาน และทำให้พวกเขามีอายุยืนยาวผิดมนุษย์

และเพราะความต้องการอารมณ์จากคนอื่น อารมณ์ที่รุนแรงซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากความรู้สึกทางด้านมืด ความหวาดกลัว ตกใจ และความเศร้า ทำให้มีคิธหลายคนที่ฝืนกฎ กลายเป็นพวกนอกรีต ออกทำร้ายมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เพื่อให้พวกนั้นเกิดอารมณ์เพื่อตนเองจะได้เสพ เป็นพลังงาน ซึ่งเมือเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น กลุ่มคิธที่เรียกตัวเองว่า The Talions (ทาลอน) ก็จะถูกเรียกมาเพื่อจัดการ

ทาลอนเป็นคิธที่มีความสามารถพิเศษ พวกเขากักเก็บอารมณ์ใช้เป็นพลังงานทำให้มีอายุยืนยาว แต่ไม่มีใครที่แข็งแกร่งเกินไปกว่าเรนัลฟ์ ธอร์เซ่นอีกแล้ว เขามีอายุนับพันปี และทำหน้าที่ทาลอนมาอย่างยาวนาน แต่การเป็นทาลอนนั้นกัดกินจิตวิญญาณ เพราะมันหมายถึงพวกเขาต้องซึมซับอารมณ์ของพวกนอกรีตมาเป็นของตัวเอง พลังงานทางด้านมืดที่หลอกล่อทาลอนให้ก้าวสู่ความมืด

เรนัลฟ์ถูกเรียกตัวมาเพื่อกำจัดคิธที่นอกรีตโดยจูดิธ ซึ่งเป็นผู้นำของเหล่าคิธ เธอสั่งให้เขาทำงานร่วมกับทาลอนอีกคน แต่ทั้งเรนัลฟ์และแซนเดอร์ต่างไม่ลงรอยกัน แซนเดอร์ไม่เชื่อว่าเรนัลฟ์จะยังคงรักษาความดีไว้ได้ หลังจากใช้เวลานานนับพันปีซึมซับอารมณ์ด้านมืดจากคนที่กำจัด แซนเดอร์ไม่ไว้ใจว่าเรนัลฟ์จะทำหน้าที่ได้ โดยเฉพาะเมื่อการตามล่านำพวกเขาไปสู่ เคอร์รี่ โลแกน หญิงสาวผู้ที่ไม่รู้ตัวเองเลยว่า เธอก็เป็นหนึ่งในคิธ และกำลังจะกลายเป็นเป้าหมายของคิธนอกรีต

เรื่องนี้อ่านง่าย ๆ สบาย ๆ ค่ะ พล็อตไม่ซับซ้อนมากมายอะไร กระทั่งในส่วนของพารานอมอลก็เล่าเรื่องได้เป็นลำดับดี ปัญหาก็คือ เรารู้สึกว่าพล็อตพารานอมอลมันง่ายไปหน่อยน่ะค่ะ ดูไม่น่าค้นหา และไม่น่าสนใจ แต่ถ้าคิดในมุมกลับกัน ก็เป็นได้ว่าคนแต่งเรียนรู้จากการเขียนหนังสือชุดพาราดิน ที่เธอเปิดพล็อตไว้อย่างซับซ้อน แต่ไม่สามารถอธิบายปริศนาทุกอย่างได้หมดในเล่มเดียว (ทำให้การอ่านเล่มหนึ่งในชุดพาราดินน่าหงุดหงิดมาก เพราะอ่านแล้วก็สงสัยโน่นสงสัยนี่ไปหมด) ในชุดนี้ไม่มีเหตุการณ์อย่างนั้นค่ะ แม็กซ์คิดว่า มันน่าจะมีอะไรที่ซับซ้อนมากไปกว่านี้ เพียงแต่ยังไมไ่ด้เปิดเผยออกมาเท่านั้น

ถ้าจะว่าแม็กซ์เป็นคนเรื่องมาก ก็ว่าได้นะคะ เพราะเคยติไปว่าพาราิดินแทงกั๊กไว้เยอะ ไม่เล่าอะไรเลย ทุกอย่างทิ้งไว้ให้คนอ่านสงสัยอย่างเดียว แต่ในเล่มนี้เราก็รู้สึกว่าพล็อตมันแบ็คทูเบสิกมากไปอีกแหละ พวกคิธก็ไม่เห็นจะมีความพิเศษอะไรเหนือธรรมชาติมากนัก เลยรู้สึกว่าไม่เห็นจะน่าสนใจ

เราชอบในแง่ของตัวละคร ที่มีความชัดเจน โดยเฉพาะเคอร์รี่นางเอก ที่เราชอบมากที่แสดงความเชื่อมั่นในตัวเรนัลฟ์อย่างไม่โลเล โดยเฉพาะเมื่อแซนเดอร์ซึ่งเข้าใจจริง ๆ ว่าเรนัลฟ์กำลังจะเดินสู่ด้านมืด เตือนเธอหลายครั้ง เธอก็ยังคงรักษาคุณสมบัติของนางเอกที่ดีด้วยการรอฟังคำพูดจากพระเอกก่อนที่ จะด่วนตัดสินใจอะไรไป

อีกประเด็นนึงที่เรามีปัญหาก็คือตัวผู้ร้าย แม็กซ์ไม่คิดว่าเป็นการสปอยล์หรอกนะที่จะบอกว่าหนึ่งในคนทรยศก็คือเพื่อน สนิทของแซนเดอร์ และเป็นทาลอนเช่นกัน (จะสปอยล์ได้ยังไงในเมื่อมันบอกตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง) ปัญหาของเราก็คือ ผู้ร้ายมันเลวมาก เลวแบบไม่ปิดบัง ไม่มีแผน ประมาณว่า กูเลวโว้ย เลวตรงไปตรงมามาก เลวขนาดที่เราสงสัยว่าทำไมไม่มีใครดูออกเลยวะว่ามันเลว เพิ่งมารู้ตอนมันเบื่อที่จะทำชั่วแบบปกปิด (คือมันก็ชั่วของมันมาตลอดแหละ เพียงแต่ไม่ได้ทำอย่างเปิดเผย) ทำไมทั้งแซนเดอร์ และจูดิธซึ่งเรื่องก็บอกไว้ว่าเป็นผู้นำคิธมานับพันปีถึงได้โง่ขนาดนี้ (พระเอกไม่เกี่ยว เพราะเขาไม่ค่อยได้คลุกคลีกับทาลอนคนอื่น ไม่เก็ตจึงไม่ถือว่าโง่)

โดยรวม เล่มนี้อ่านได้สบาย ไม่ต้องคิดมาก ถือเป็นเล่มเปิดชุดที่โอเค เพราะเราคงจะซื้อเล่มสองในชุดมาอ่านต่อล่ะค่ะ (ออกราวเดือนกรกฎาคมปีหน้า) อาจจะไม่ทำให้เราตื่นเต้นด้วยความอยากอ่านได้ แต่ก็คงหยิบมาอ่านอย่างไม่ยากเย็นนัก คะแนนเล่มนี้ที่ 70