Showing posts with label Anne Stuart. Show all posts
Showing posts with label Anne Stuart. Show all posts

Friday, February 13, 2009

Black Ice // Anne Stuart

Cold as Ice ของ Anne Stuart เป็นหนังสือที่เราเฝ้ารอว่าจะได้อ่านตั้งแต่แรกที่รู้ว่าคนแต่งกล้าที่จะ เขียนเรื่องราวของปีเตอร์ เจนเซ่นสายลับร่วมขบวนการเดียวกับบาสเตียน พระเอกอีกคนนึงที่เราชอบมากจากเรื่องน้ำแข็งดำ

ก่อนที่จะเริ่มอ่านเล่มนี้ เราก็ถือฤกษ์งามยามดีค้นหนังสือเรื่อง Black Ice มาอีกเสียอีกหนึ่งรอบ เพื่อทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับปีเตอร์ และกลับไปเยี่ยมเยียนพระเอกที่ใจดำ (ที่ได้ใจเรา) คนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์โรแมนซ์

เราคงไม่กรี๊ดเรื่องหนาวยังกับน้ำแข็งนี่มากถ้าเราไม่ได้อ่านอ่านเรื่อง น้ำแข็งดำมาก่อน คนที่รู้จักเรา หรืออ่านบลอกมานานคงพอเดาได้ถึงสเป็คของพระเอกในอุดมคติของเรา (ขอย้ำว่าเป็นพระเอกในอุดมคติ เพราะชีวิตจริงม่ายเอาม่ายเอา) จะต้องเป็นคนชั่ว (เน้นว่าชั่ว ไม่ใช่เลวธรรมดา) มาก่อน หรือเป็นคนที่มีความเป็นมนุษย์มากชนิดมีทั้งข้อดีและเสีย ส่วนใหญ่มักจะเป็นเสีย แต่สุดท้ายก็ยอมจะเป็นคนดีที่สุดเท่าที่เขาเป็นได้เพื่อนางเอก

คงไม่ต้องบอกว่าหนังที่เราชอบมากที่สุดเรื่องนึงก็คือ As good as it get ที่มีพระเอกที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดเล่น แต่เขาเล่นได้ซึ้งกินใจ คนที่ดูไม่รู้ว่าจะจำฉากที่เขาพูดกับนางเอกได้หรือเปล่า ที่เขาบอกว่า "การอยู่กับนางเอกทำให้เขาอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ดีกว่าที่เขาสามารถเป็นได้"

พระเอกของแอน สจ๊วตมักให้ความรู้สึกนี้แก่เรา เพราะเวลาเลวพวกเขาก็เลวได้ใจ ที่เราชอบเพราะเขาเลวโดยไม่มีการแบ่งแยก เลวกับทุกคน ไม่ใช่ทำนิสัยห่วยใส่นางเอก แต่ทำตัวเป็นพ่อพระกับนางอิจฉา พระเอกของแอนเลวกระทั่งผู้ร้ายยังขยาด

กลับมาที่บาสเตียนพระเอกแห่ง Black Ice เขาไม่ใช่พระเอกที่เลวที่สุด หรือโรคจิตที่สุดที่แอนเคยเขียน แต่เขาก็เป็นที่น่าจดจำได้จากฉากที่ (หลายคนเรียกว่า) การข่มขืนนางเอก หรือฉากที่ปล่อยให้นางเอกโดนคนร้ายทำทารุณจนเกือบตาย

แค่เล่าอาจจะไม่เข้าใจว่าทำมาย ยายแม็กซ์นี่ถึงได้สับสนตัวเองหลงชอบพอไอ้บ้าพวกนี้ แม็กซ์ก็จะขอตอบว่า ลองไปอ่านดูสักเล่มแล้วจะเข้าใจ เพราะสำหรับแอน สจ๊วตแล้วไม่มีทางสายกลาง ถ้าคุณชอบงานของเธอ คุณก็ชอบช้อบชอบ แต่ถ้าคุณเกลียด คุณจะเกลียดด้วยทุกสิ่งที่มีในชีวิตของคุณ

เราเป็นพวกชอบค่ะ ฉะนั้นทนเอาหน่อยแล้วกันเวลาเราชื่นชมพระเอกของแอน สจ๊วต

แบล็กไอซ์เป็นเรื่องแนวสายลับซ่อนเงื่อนหักหลัง นางเอกเป็นล่ามที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เธอรับงานไปเป็นล่ามให้กับการประชุมแห่งหนึ่งโดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นการ เจรจาเพื่อค้าอาวุธ แค่ก้าวแรกของเธอก็เท่ากับการเซ็นต์คำสั่งฆ่าตัวเองแล้ว

หยุดก่อน พระเอกไปไหน

พระเอกของเราก็เป็นสายลับ (ถามได้) ที่ปลอมตัวเข้าไปในการประชุม ฉากหน้าเขาคือบาสเตียน (นามสกุลอ่านไม่ออกโว้ย) นักค้าอาวุธชื่อดัง แต่พระเอกของเราไม่ใช่เจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยนางเอก เขาใช้ชีวิตไปกับการหลอกลวง ทำความเลวเพื่อพยุงความดีเสียจนเขาแยกไม่ออกอีกแล้วว่าอะไรคือความดี

เมื่อสถานการณ์บังคับบาสเตียนเลือกที่จะปล่อยให้โคลอี้ถูกทรมาน เขาไม่ยอมเข้าแทรกแซงเพราะอาจทำให้งานที่ได้รับมอบหมายมาพังลงได้

เราชอบเรื่องนี้เพราะคาแร็กเตอร์ของพระเอก

เลิกงานแล้ว กลับบ้านก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาบลอกต่อ

Black Ice (ภาคต่อ)

ไม่ใช่หนังกำลังภายในที่ต้องมีหลายภาคกว่าจะจบ แต่เป็นเพราะความไม่ต้องการเสียเปรียบที่ทำงานทำให้เราต้องหยุดเขียนบลอค กลางคัน ปิดเครื่องคอม แล้วเผ่นกลับบ้าน

หลังจากกินข้าวท้องอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาคร่ำครวญหาบาสเตียนอีกรอบ

ต่อจากที่เขียนไว้เลยแล้วกัน

เราชอบเรื่องนี้เพราะคาแร็กเตอร์ของพระเอก ที่เป็นแนวแอน สจ๊วตของแท้ เลวจนกระทั่งถึงตอนสำคัญที่สุด แล้วเขาก็พิสูจน์ได้ว่า เมื่อเขาเลวเขาก็เลวก็เลวได้ใจ แต่เมื่อเขาดี เขาก็ดีใจหาย

ในเวลาที่สำคัญที่สุดบาสเตียนเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อโคลอี้ สำหรับผู้ชายที่เห็นแก่ตัวมาตลอดชีวิต นี่เป็นฉากที่เราอ่านกี่รอบก็ไม่รู้เบื่อ

วกกลับมาถึงหนังสือที่ทำให้เรากลับมาอ่านแบล็กไอซ์อีกรอบ เล่มใหม่ล่าสุดในชุดสายลับสุดโหดของแอน สจ๊วต (เราเติมสุดโหดไปเอง) เรื่องนี้พระเอกคือปีเตอร์ เจนเซ่น และเหมือนอย่างชื่อเรื่องเย็นชาดุจน้ำแข็ง ปีเตอร์ก็เย็นชามากพอที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้งานบรรลุได้

ก็ไหนบอกว่ายังไม่ได้อ่านโคลแอสไอซ์เลยนี่ แล้วรู้ได้ยังไงว่าปีเตอร์ทำอะไร

ก็แหมนี่เป็นหนังสือชุดน้าค้า ก็ต้องมีเรื่องมาบ้างดิ และปีเตอร์เป็นพระเอกที่ถูกเปิดตัวได้เด็ดที่สุดแล้ว เราไม่คิดว่าจะมีหนังสือเล่มไหนเปิดตัวพระเอกในเล่มถัดไปเช่นนี้

สนใจล่ะสิว่าปีเตอร์มายังไง

เขาปรากฎกายครั้งแรกในหน้าหนังสือด้วยการเป็นสายลับในองค์กรเดียวกับบา สเตียน (น่าเบื่อ) ที่ปลอมตัวเป็นสายลับเพื่อแทรกซึมเข้าไปในการเจรจาเพื่อซื้อขายอาวุธแห่ง เดียวกับที่บาสเตียนปลอมตัวเข้าไป (มีอะไรใหม่เหรอ) ด้วยการแฝงกายเข้าไปเป็นคู่รักของนักค้าอาวุธคนหนึ่ง (เนี่ยนะแปลก)

ที่น่าสนใจก็คือนักค้าอาวุธที่ปีเตอร์ต้องตีสนิทยอมเป็นชู้รักนั้นเป็นผู้ชาย

ปีเตอร์ แจนเซ่นผู้ชายที่เย็นชาเสียจนควบคุมตัวเองให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้านั่นทำให้งานสำเร็จ

โอ้ ตัวละครในฝันของแม็กซ์

อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ

Cold as Ice // Anne Stuart

เคยมีบ้างไหมที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับคุณ ที่ความอยากอ่านหนังสือมีมากขนาดที่คุณไม่ยอมเสียเวลาห่อปกหนังสือ ทำให้เวลาอ่านต้องใช้ความพยายามที่มากกว่าปกติในการระวังไม่ให้หนังสือยับ แต่ถึงกระนั้นคุณก็ยังหยุดตัวเองไม่ได้

เคยไหมที่ความอยากอ่านหนังสือทำให้คุณเข้าไปดูหนังพระเอกโง่ภาคล่าสุด ที่แม้จะมีฉากเปลือยทั้งร่างของพระเอกหุ่นงาม แต่หน้าเหี่ยวก็ไม่อาจทำให้สมองของคุณละความสนใจไปจากตัวละครที่ได้อ่าน (อยากรู้ละสิว่าเรื่องอะไร)

เราเกริ่นนำถึงความน่าสนใจของปีเตอร์ เจนเซ่น สายลับผู้แสนเยือกเย็นของเดอะคอมมิทตี องค์กรลับพิทักษ์โลก คนที่ความเย็นชาในหัวใจทำให้เขาไม่เคยทำงานพลาด ไม่เคยมีการกระทำใดที่เขาคิดว่าน่าสะอิดสะเอียนเกินกว่าจะทำ

ก่อนอื่นพูดถึงความเบี่ยงเบนทางเพศที่หลายคนกำลังสงสัยว่าปีเตอร์มี มีการพูดถึงประเด็นนี้อย่างแจ้ง (นางเอกถึงกับพูดว่าปีเตอร์เป็นนักฆ่าไบเซ็กส์ชั่ล ซึ่งปีเตอร์ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง) และเรายืนยันจากการอ่านว่าปีเตอร์ไม่มีความเบี่ยงเบนไปทางผู้ชายเด็ดขาด

ใช่เขาสามารถนอนกับผู้ชายได้ ถ้าจำเป็น

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาเป็นไบเซ็กส์ชั่ล นั่นเป็นเพียงการแสดงว่าปีเตอร์เย็นชาเพียงไร และเขามองว่าเซ็กส์เป็นอาวุธ ที่ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้

จนกระทั่งในภารกิจที่ทำให้ต้องพบกับทนายความสาวที่มองโลกด้วยสายตาเย็นชาไม่ แพ้กัน เจเนวีฟเคยเป็นนักอุดมคติต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ก่อนจะพบว่าการกระทำของเธอไม่ได้สร้างความแตกต่างให้กับโลกบูดเบี้ยวใบนี้ เลย เธอจึงเปลี่ยนมาบูชาเงินตรา และหนึ่งในงานที่เธอได้รับมอบหมายก็คือ นำเอาเอกสารไปให้เพลย์บอยหนุ่มรูปงาม อภิมหาเศรษฐีเซ็นต์ชื่อที่เรือยอร์ชหรูหราของเขา

แฮรี่เป็นตัวละครที่ควรจะเป็นพระเอก เขามีทำอย่างในฝันของพระเอกหนังสือโรแมนซ์ เขาร่ำรวยเป็นอภิมหาเศรษฐี เขาหล่อเหล่าชนิดที่ต้องเหลียวหลังมอง เขาเป็นเพลย์บอยรูปงามที่ถ้าเรื่องนี้เป็นหนังสือโรแมนซ์สูตรสำเร็จก็จะต้อง ตกหลุมรักนางเอกตั้งแต่แรกเห็น

แต่นี่เป็นหนังสือของแอน สจ๊วต ดังนั้นชีวิตของเจเนวีฟจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เธอไม่มีทางตกหลุมรักคนที่ดูจะเหมาะสมอย่างแฮรี่ แต่กลับเป็นผู้ช่วยคนสนิทของเขาที่ชื่อปีเตอร์ เจนเซ่น

โดยหารู้ไม่ เธอตกไปอยู่กลางสถานการณ์ล่อแหลม ปีเตอร์เพิ่งได้รับคำสั่งให้ลอบสังหารแฮรี่คนที่ถูกสงสัยว่ากำลังจะสร้าง หายนะให้กับโลก และเจเนวีฟอยู่ผิดที่ผิดทาง และจะต้องโดยกำจัดไปด้วย เพื่อไม่ให้มีพยาน

ตลอดครึ่งเล่มแรกปีเตอร์ต้องตัดสินใจถึงวิธีการฆ่านางเอก การกระทำที่เขาเสียใจ แต่ต้องกระทำ ปีเตอร์ไม่เคยขัดคำสั่ง

แน่ะละเป็นเพราะโรแมนซ์ ดูเหมือนปีเตอร์จะไม่อาจทำได้

ถ้าคุณคาดหวังเรื่องโรแมนซ์ชนิดเด็กชายพบเด็กสาว ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน และอยู่กันอย่างมีความสุขไปตลอดชีวิต ขอความกรุณาอย่าอ่านเรื่องนี้เลย คุณไม่แกร่งพอจะเผชิญหน้ากับความรักสไตล์แอน สจ๊วตหรอก (ซึ่งก็ไม่ผิดอะไรหรอก เพียงแต่ว่าคุณไม่เหมาะกับงานของแอน สจ๊วตเท่านั้น)

อันที่จริงแม็กซ์ว่าปีเตอร์โหดน้อยกว่าบาสเตียนมาก นางเอกเรื่องนี้ไม่ถูกปล่อยให้โดนทรมาน เขารู้ตัวเร็วกว่าบาสเตียนถึงความรู้สึกที่เขามีให้กับเจเนวีฟ

ถ้าคุณเคยอ่านแบล็กไอซ์ ไม่ต้องสงสัยเลยคุณจะชอบเรื่องนี้อย่างสุดหัวใจ ถ้าคุณเป็นแฟนงานของแอน สจ๊วต คุณจะหยิบหนังสือเรื่องนี้ขึ้นหิ้งแล้วจุดธูปไหว้สัปดาห์ละหลายรอบ

และแม็กซ์เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

เรื่องนี้ไม่ผิดหวังเลย แม้ว่าจะรู้สึกตะหงิดนิดหน่อยตรงความสัมพันธ์ระหว่างบาสเตียนกะปีเตอร์ เพราะตอนเราอ่านเรื่องแบล็กไอซ์ เราไม่รู้สึกว่าสองคนเป็นเพื่อนที่ดีกันขนาดนี้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสุขของคนที่มีรสนิยมประหลาดอย่างเราด้อยลงไปเลย

สรุปว่าถ้าคุณไม่กลัวจะอ่านเรื่องที่แตกต่าง อยากทดสอบตัวเองว่าเป็นคนประหลาดอย่างแม็กซ์รึเปล่า ลองซื้อเรื่องนี้มาอ่าน แล้วคุณจะรู้

ขออย่างเดียวถ้าไม่ชอบไม่ต้องบอกแม็กซ์แล้วกัน เพราะแม็กซ์รักปีเตอร์ไปสุดหัวใจแล้ว

Tuesday, February 10, 2009

Ice Blue // Anne Stuart

แม็กซ์หายหน้าไปหลายวันนี่ไม่ใช่เพราะขี้เกียจเขียนบลอกหรอกนะคะ เพียงแต่ลาภลอยมาชนเข้าตูม ก็เลยได้รับเลือกให้ไปประชุมที่ฟิลิปปินส์ค่ะ เรื่องฟิลิปปินส์นี่มีเรื่องเล่าเยอะค่ะ แต่ยังไม่อยากเล่าน่ะ

อยากพูดถึงเรื่องน้ำแข็งสีฟ้าก่อนน่ะ อ่านจบมาตั้งสามวันแล้ว ยังไม่ได้พูดถึงเลย Ice Blue เล่มนี้เป็นเล่มสามในชุดของนักเขียนที่ผีเข้ายอมมาเขียนหนังสือชุดในที่สุด หลังจากไม่อยากทำมานานเป็นยี่สิบสามสิบปี (นอกจาก Cat's paw นะ)

และมันเป็นชุดที่สนุกอะไรอย่างนี้

เล่มนี้อาจสู้สองเล่มแรกไม่ได้ แต่พอทากะเกิดอาการหื่นขึ้น ก็ไล่คะแนนตีทันขึ้นมาเกือบทันที

พระเอกเรื่องนี้เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ที่ออกมาอย่างเท่ห์ และแปลกกว่าพระเอกคนอื่น แต่ในเวลาเดียวกันก็สมจริง ส่วนหนึ่งคงเพราะแอน สจ๊วตคนแต่งเป็นแฟนเพลงร็อคญี่ปุ่น ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ตัวละครของเธอมีลักษณะหลายส่วนก็อปปี้มาจากนักร้องชื่อ ดังหลายคน

ทากาชิ โอเบียน ชื่อก็บอกว่าเป็นลูกครึ่ง ที่มีภูมิหลังซับซ้อน (ขนาดที่อ่านจบเรื่องแล้วแม็กซ์ก็ยังไม่แน่ใจว่า มันเป็นยังไงกันแน่) สายลับหน่วยปฏิบัติการขององค์กรลับ (ที่ยังไม่มีใครรู้ว่า มันเป็นยังไงกันแน่) สายลับที่เก่งที่สุดของหน่วยงาน (หลังจากบาสเตียน และปีเตอร์ซึ่งเป็นสายลับที่เก่งที่สุดของหน่วยงานเช่นกัน และเป็นพระเอกในเล่มหนึ่งและสอง) ถูกส่งมาหยุดยั้งแผนการทำลายโลกของลัทธิที่เลียนแบบมาจากลัทธิโอมที่วาง ระเบิดแก๊สซารินในรถไฟใต้ดินของญี่ปุ่นเมื่อหลายปีก่อน

และเหมือนกะหนังสือชุดนี้ทุกเล่ม นางเอกก็ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างช่วยไม่ได้ และก็เหมือนกะเล่มอื่นในชุด ที่พระเอกใช้เวลาครึ่งแรกของเรื่องคิดว่าจะทำยังไงถึงจะฆ่านางเอกได้ หลังจากอ่านมาสองเล่มด้วยพล็อตที่ใกล้กัน อาการเซ็งจึงบังเกิดกะแม๊กซ์ เพราะเล่มนี้ทากะก็นั่งคิด นอนคิด ขับรถคิดอยู่เกือบตลอดเวลาว่า เขาฆ่าซัมเมอร์ได้ แต่แน่ล่ะ พระเอกของเราจะทำได้ยังไง

ทำไมซัมเมอร์ต้องตาย นั่นก็เพราะในความทรงจำของเธอ มีที่ซ่อนสถานที่พิเศษสุดที่เจ้าลัทธิจะใช้ทำพิธีเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของ วันสิ้นโลก ไม่ใช่แนวพาราฯหรอกนะ แต่เป็นความเชื่อของลัทธิว่าถ้าทำพิธีนี้แล้ว ก็เริ่มต้องปล่อยอาวุธเชื้อโรคเพื่อฆ่าคนทั่วโลกได้ ดังนั้นซัมเมอร์ที่เป็นเพียงคนเดียวที่รู้จักที่ตั้ง จึงควรเสียสละตัวเองยอมตายก่อนความลับนี้จะรั่วไหลไป

และเหมือนพระเอกทุกเล่มในชุด ทากะทำไม่ลง เขาตกหลุมรักเธอ นั่นเป็นส่วนดีที่สุดของเรื่อง เมื่อเห็นพระเอกเย็นชา เหี้ยมหลงรักนางเอก แม้จะปากแข็ง ใจแข็งไม่ยอมรับ แต่คนอ่าน (อย่างแม๊กซ์) ก็รู้ทันน้า

ตอนจบห้วนไปหน่อย ทำให้นึกถึงงานเก่า ๆ ของแอน ที่ชอบจบอย่างนี้ แต่คาดว่าอาจจะได้เห็นชีวิตของทากะและซัมเมอร์ต่อไปในเล่มอื่น ๆ จึงไม่ทำลายอรรถรสเท่าไหรนักหรอก

สำหรับแฟนหนังสือของแอน สจ๊วต ก็คงต้องบอกว่า ไปหามาอ่านกันเถอะ ไม่เสียเวลาหรอก อาจไม่สนุกเท่ากะสองเล่มแรก แต่ก็คุ้มค่า ส่วนคนที่ไม่เคยอ่านแอน สจ๊วต เอาเล่มนี้เป็นเล่มแรกก็ดีนะ เพราะพระเอกไม่เหี้ยมเท่าไหร ไม่ต้องทำใจอะไรมากมายนัก แต่ถ้าคุณเป็นคนอย่างแม็กซ์ที่ชอบของแปลก ก็คงบอกว่า ปีเตอร์ แมดเซ่น (หรือเจนเซ่น) เป็นพระเอกที่สุดยอด

แล้วอะไรเป็นส่วนที่ดีที่สุดของเรื่องล่ะ

ไม่ใช่รีโน่ ญาติของทากะที่โผล่มาแบบขโมยซีน (ที่กะว่าคู่กะจิล น้องสาวนางเอกแหง) แต่เป็นตอนใกล้จบเรื่องที่สุดที่รักของแม็กซ์ (จะใครซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ปีเตอร์) ปรากฎกายเพื่อกอบกู้สถานการณ์

ขออำภัยที่ไม่กรี๊ดพระเอก แต่ไม่ใช่ว่าทากะไม่เท่ห์นะ แต่เพราะบังเอิญมีเพื่อนชื่อนี้พอดี เวลาอ่านก็เลยนึกหน้าญี่ปุ่นหน้าตี๋คนนั้นไป ก็เลยกรี๊ดไม่ค่อยออกเท่าไหร

Sunday, February 8, 2009

บทส่งท้ายเรื่อง Black Ice

หลายคนที่ได้อ่านเรื่อง BI แล้วคงสงสัยว่า แม็กซ์พูดถึงอะไร ก็เรื่องนี้มันไม่มีบทส่งท้ายนี่นา แต่อีกหลายคนก็คงจะพอเคยรู้มาบ้างแล้วล่ะว่า แอน สจ๊วตคนแต่งถูกขอร้องโดยแฟนหนังสือให้เขียนบทส่งท้ายของเรื่องนี้หน่อย เพราะมันจบห้วนไปนิดนึง หลายคนอยากรู้ว่าบาสเตียนและโคลอี้จะเป็นยังไง จะอยู่กันยังไง

แม็กซ์ลิงค์เว็บเพจนี้มาจากเว็บไซด์ All about romance ค่ะ

http://www.likesbooks.com/blackiceepilogue.html

ไม่ถึงกับเป็นเรื่องราวอะไรหรอกนะคะ เป็นเพียงการเล่าเรื่องต่อมาหลังจากเหตุการณ์ยิงสนั่นลั่นทุ่งในตอนจบของเรื่องเท่านั้นเอง

Saturday, February 7, 2009

The Unfortunate Miss Fortunes // An Anthology

แม็กซ์ชอบชื่อหนังสือเรื่อง The Unfortunate Miss Fortune มาก ค่ะ เป็นชื่อหนังสือที่ตั้งได้ถูกใจแม็กซ์มาก ทำให้เรื่องดูน่าสนใจมาก และเมื่อเล่มนี้เขียนโดยนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมากถึงสามคนด้วยกัน ก็ยิ่งทำให้เล่มนี้เป็นเล่มที่พลาดไม่ได้เลย

แต่ก็เหมือนหนังสืออีกหลายเล่มที่แม็กซ์คาดหวัง แม็กซ์ผิดหวัง อาจเพราะหวังไว้สูงเกินไป และเช่นเดียวกับหนังสือที่ร่วมมือกันเขียนหลายคน ความไม่ต่อเนื่องในเรื่องราว และวิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันของแต่ละนักเขียนทำให้การอ่านสะดุดไม่ต่อ เนื่องนัก

นักเขียนทั้งสามคน เจนนิเฟอร์ ครุยซี่, แอน สจ๊วต, และเอลีน ไดร์เยอร์เป็นนักเขียนที่แม็กซ์ติดตามผลงานมานานแล้ว แต่ทั้งสามคนมีสไตล์การเขียนเรื่องที่แตกต่างกันอย่างมาก

เจนนิเฟอร์ ครุยซี่เป็นเจ้าแม่แห่งการเล่าเรื่องไม่เป็นเรื่อง นั่นคือเธอสามารถทำให้พล็อตเรื่องที่ไร้สาระอย่างที่สุดกลายเป็นหนังสือแสน สนุกขึ้นมาได้ ภาษาของเธอฉลาด ทันคน และแยบยล ตัวละครของเธอดูเป็นคนที่ประหลาดที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็น่ารักได้อย่างที่สุดด้วย

แอน สจ๊วตเป็นนักเขียนไม่กี่คนที่กล้าเล่าเรื่องราวจากด้านมืด ตัวละครของเธอจะอยู่บนขอบเหว การกระทำบางอย่างของพวกเขาอาจหมิ่นเหม่ศีลธรรม แต่แอนอาจเป็นนักเขียนคนเดียวที่ทำให้เราส่งเสียงเชียร์เหล่าตัวเอกที่ พฤติกรรมอาจจะไม่ใช่พระเอกนัก

ส่วนเอลีน ไดร์เยอร์เป็นคนที่อยู่ตรงกลางของนักเขียนทั้งสองคน เรื่องราวของเธอจะเน้นไปด้านชีวิต แต่ยังไม่ลืมมุขตลกที่สอดแทรกในเรื่อง

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสั้นที่เขียนโดยนักเขียน สามคน แต่เป็นเรื่องราวของสามพี่น้องที่เล่าเรื่องโดยนักเขียนแต่ละคน ผสมผสานกันไปเป็นหนึ่งเดียวในเรื่อง

The three Fortune sisters of Salems Fork have a few problems, like the supernatural powers they havent quite mastered yetDees a shapeshifter, Lizzie transmutes things, and Mares psychokineticand their Aunt Xan whos clearly up to no good. But one fine Friday morning they each meet a manMare gets twoand after that their lives are full of outraged owls, purple bunnies, libido spells, and beds that go bump in the night (on the ceiling).

สามสาวพี่น้องผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ หลบหนีจากน้าผู้ร้ายกาจหลังจากการตายของพ่อแม่เป็นเวลากว่า 11 ปี แล้ววันนึงผู้ชายสามคน (อาจจะพอบอกได้ว่า 4 คนก็ได้) ก็เดินเข้ามาในชีวิตพวกเธอ พวกเขาเป็น รักแท้ ที่น้าของเธอส่งมาให้

เดียเดร หรือดี พี่สาวคนโตผู้มีความสามารถในการแปลงร่าง เล่าเรื่องโดยเอลีน ไดร์เยอร์ ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นเรื่องที่อ่อนที่สุดในชุด เราถูกบอกว่าเธอเป็นคนเข้มแข็ง เป็นหลักยึดในครอบครัว เป็นคนที่พาน้องหนีออกมาจากอันตราย แต่ในเรื่องเราเกือบจะไม่ได้เห็นความแข็งแกร่งของดีเลย ความรักของเธอที่มีต่อแดนนี่ เจมส์ก็เหมือนอ่านนิยายรักนักศึกษา เพราะมันเบาบาง และไม่น่าเชื่อ

ลิซซี่ น้องคนกลาง ที่สามารถแปลงสภาพของได้ ถูกถ่ายทอดโดยแอน สจ๊วต นี่เป็นตัวละครที่เราชอบเรื่องของเธอที่สุด แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ดี ถ้าเทียบกับมาตรฐานของแอนนะคะ อาจเพราะแอนต้องเขียนร่วมกับนักเขียนที่ขึ้นชื่อในการเขียนเรื่องที่เต็มไป ด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้เรื่องราวที่เธอเล่าขาดองค์ประกอบหลักที่ทำให้งานของเธอโดดเด่น ความอึดอัดในบรรยากาศ (แปลมาจากคำว่า Edgy ค่ะ ไม่รู้ว่าแปลไทยถูกไหม แต่นี่เป็นคำที่เราต้องการใช้) เราไม่ได้ความรู้สึกนี้เลย ทุกอย่างดูมันสบาย ๆ ผ่อนคลายไปเสียหมด แต่อย่างน้อยความรักระหว่างลิซซี่และพ่อมดผู้ทรงอำนาจ ที่เดินทางมาเพื่อควบคุมเธออย่างเอลริคก็ยังน่าสนใจ ทำให้แม็กซ์อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าแอนเขียนเรื่องของลิซซี่คนเดียวทั้งเล่ม เรื่องนี้จะน่าสนใจมากขนาดไหน

น้องนุชสุดท้องอย่างแมร์เป็นตัวละครในแนวถนัดของ เจนนิเฟอร์ ครุยซี่ สาวน้อยวัยยี่สิบสามที่รักอิสระ และทำอะไรไม่เป็นโล้เป็นพาย แมร์ปฏิเสธที่จะเรียนมหาวิทยาลัย พอใจกับการทำงานในร้านวิดีโอ และไม่ยอมที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง รักแท้ของเธอมาพร้อมกันสองคน หนึ่งคือรองประธานบริษัทวีดีโอที่เธอทำงานอยู่ ชายหนุ่มที่หน้าตาเหมือนจู๊ด ลอว์ แต่มีความลับที่น่าขำมากกว่านั้นมาก และแครชเด็กหนุ่มในอดีตที่เคยเดินออกจากชีวิตของแมร์มาก่อน แต่คราวนี้เขากลับมา เพื่อเธออีกครั้ง

และอีกเช่นกันที่เจนนิเฟอร์ดูเหมือนจะจำกัดตัว เอง อารมณ์ขันที่เธอโดดเด่นดูเฝือดไปชอบกล อาจเป็นเพราะเธอต้องปรับสไตล์ และภาษาให้เข้ากับนักเขียนอีกสองคนที่เหลือ

อีกอย่างที่แม็กซ์ไม่ชอบมาก ก็คือ ในเล่มนี้คนอ่านจะไม่เห็นมุมมองของพระเอกเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นโรแมนซ์ในยุค 2000 แล้วนะ ถ้าไม่ใช่เรื่องที่เล่าโดยใช้คำว่า ฉัน แม็กซ์ก็อยากรู้ว่า ผู้ชายในเรื่องคิดอะไรกันบ้าง และนี่แหละอาจเป็นเหตุผลใหญ่ที่เรื่องนี้ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร

คะแนนที่ 57

Ice Storm // Anne Stuart

เริ่มด้วยรีวิวก่อนแล้วกันค่ะ แม็กซ์อ่านเรื่อง Ice Storm ของแอน สจ๊วตจบไปตั้งแต่วันศุกร์ เป็นหนังสือน่าอ่านตลอดทั้งเรื่อง แทบจะไม่มีช่วงไหนหย่อน หรือไม่น่าติดตามเลย

นางเอกเรื่องนี้คือ มาดาม แลมเบิร์ต ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับที่เป็นแกนของเรื่องชุดไอซ์ สำหรับคนที่อ่านเรื่องชุดนี้มาก่อนก็คงพอรู้กันว่า มาดาม แลมเบิร์ตเป็นผู้หญิงที่ดูอายุไม่ออก เธออาจจะอายุตั้งแต่ 30 ไปจนถึง 60 ความงามแบบคลาสิกที่ไม่ลมเลือนไปตามกาลเวลา

ในเล่มนี้แอนแสดงถึงด้านที่แย่ของการที่เจ้าหน้าในหน่วยล้วนพบผู้หญิงที่พวก เขารัก และทิ้งงานด้านนี้ เริ่มตั้งแต่บาสเตียนที่เกษียณตัวเองอย่างถาวร ปีเตอร์ที่ไม่ต้องการทำงานภาคสนามอีกต่อไป ส่วนทากะก็วุ่นวายกับภรรยาและครอบครัวในญี่ปุ่นอยู่ ดังนั้นมาดาม แลมเบิร์ตหรืออิซาเบลจึงพบว่าหน่วยงานของเธอขาดสายลับอย่างรุนแรง

และเมื่องานชิ้นสำคัญวิ่งเข้ามา นั่นคือการไปรับตัวและช่วยเหลือโจเชพ เซราฟินซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายตัวสำคัญ อิซาเบลต้องฝืนความรู้สึกและต้องทำหน้าที่ปกป้องชายคนนี้ ทั้งที่ตัวเองอยากจะฆ่าเขาเต็มกลืน (แต่ทำไม่ได้ เพราะเซราฟินมีข้อมูลสำคัญอยู่เพียบ)

การเดินทางที่นำให้เธอต้องกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตอีกครั้งนึง

นั่นเพราะเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน อิซาเบลคิดว่าเซราฟินเป็นคนคนแรกที่เธอลงมือฆ่า แต่เขารอดมาได้

อย่างที่นักวิจารณ์หลายสายพูด พระเอกเล่มนี้ถือว่ามืดอยู่ในระดับสเกลที่สูงทีเดียวของแอน และถ้าเทียบว่าเธอเป็นเจ้าแม่ที่เขียนพระเอกมืดอยู่แล้ว นี่คงบอกอะไรได้มาก

หลายครั้งที่ระหว่างอ่านหนังสือเล่มนี้ แม้ว่าแม็กซ์จะอ่านออกอยู่แล้วว่าแท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นยังไง ยังอดรู้สึกตำหนิการกระทำของพระเอกไม่ได้ หลายครั้งที่แม็กซ์รู้สึกว่าเขาเลวเกินไปหน่อย

แต่นั่นไม่ใช่จุดที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าเป็นข้อด้อยของเล่มนี้หรอกนะคะ ข้อด้อยก็คือ อิซาเบลที่มองไม่เห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้า แม็กซ์เชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาด ดังนั้นในเมื่อแม็กซ์ยังมองออกว่แท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นยังไง ทำไมอิซาเบลถึงมองไม่ออก

พูดถึงข้อด้อยไปแล้ว ขอพูดถึงข้อดีบ้าง ข้อดีที่ไม่เกี่ยวอะไรกับอิซาเบลและเซราฟินเลย หลายคนคงรู้ว่าแม็กซ์ตกหลุมรักปีเตอร์ แมดเสนอย่างสุดหัวใจ ตั้งแต่ในโคลแอสไอซ์ และในเล่มนี้บทของเขาก็เพียบ และที่สำคัญแอนแสดงให้แม็กซ์เห็นด้านที่อ่อนโยนของปีเตอร์

แม็กซ์ชอบมาที่แอนบรรยายว่า ปีเตอร์ไม่มีความรู้สึกใดใด นอกจากที่เขามีให้กับเจเนวีฟภรรยา

คะแนนที่ 73 สำหรับอิซาเบล และเซราฟิน แล้วก็เต็มร้อยสำหรับการที่แม็กซ์ได้เห็นปีเตอร์อีกครั้งหนึ่ง

Saturday, January 31, 2009

Fire and Ice // Anne Stuart

หนังสือเล่มสุดท้ายในชุด The Committee หรือชุดไอซ์ (แม็กซ์เรียกเอง) ของแอน สจ๊วต ซึ่งแม็กซ์บอกได้เลยว่าเป็นชุดที่น่าอ่านมากสำหรับแฟนหนังสือที่ต้องการอะไร มากกว่าพระเอกรวย หล่อ เริ่ด เชิด หยิ่ง เพราะพระเอกของแอน สจ๊วตทุกคนไม่ใช่ผู้ชายที่ง่ายในการยอมรับ

แต่หลังจากอ่านไปสักพักนึง คุณก็จะพบว่า ตัวเองตกหลุมรักพวกเขาไปอย่างรุนแรง

พวกเขาไม่ใช่คนดีพร้อม ไม่ใช่คนเลวชั่ว แม้พฤติกรรมหลายอย่างอาจจะดูชี้ไปในทางนั้น แต่คนอ่านก็จะรู้ได้เสมอว่า มันมีบางอย่างดีงามอยู่ในตัวพวกเขา ความดีงามที่นางเอกในเรื่องเท่านั้นที่สามารถดึงมันออกมาได้

และใน Fire and Ice ก็ไม่แตกต่างกันนัก

แม้ว่ารีโนจะไม่ใช่พระเอกที่สุดขอบนัก (หากคิดตามมาตรฐานของแอน) เขาเป็นหลานยากูซ่าใหญ่ในญี่ปุ่น คนที่เพิ่งถูกส่งตัวออกนอกประเทศหลังจากก่อเรื่องโดยปู่ของเขา รีโนหวังจะเป็นหนึ่งในสายลับที่ทำงานให้กับ The Committee ตามรอยญาติผู้พี่ แต่ไม่ทันได้ผ่านพ้นช่วงฝึก องค์กรที่เขาหวังทำงานด้วยก็เกิดปัญหา ทั้งหมดที่เล่าไม่ใช่สิ่งที่เกิดในเล่มนี้ หากแต่เป็น Ice Storm หนังสือเล่มก่อนหน้า แต่ที่ต้องเล่าก็เพื่ออธิบายว่าทำไมคนที่เป็นสายลับให้กับองค์กรลับระดับโลก กลับมีบุคลิกที่โดดเด่น และนิสัยที่ไม่น่าจะเป็นสายลับ

และด้วยปัญหาที่เกิดขึ้น นักฆ่าถูกส่งออกไปตามฆ่าบรรดาสายลับของเดอะ คอมมิตตี และหนึ่งในเป้าหมายก็คือทากะ ญาติผู้พี่ของรีโน่ ทากะพาซัมเมอร์ภรรยาหนีไปซ่อนตัว (พวกเขาเป็นพระเอกนางเอกในเรื่อง Ice Blue) เรื่องก็คือ จิลลี่ น้องสาวของซัมเมอร์ไม่รู้ และเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อพบกับพี่สาว และนั่นทำให้เธอกลายเป็นเป้าหมายใหญ่ของบรรดานักฆ่า

รีโน่ซึ่งทราบเรื่องนี้จึงรีบเดินทางกลับญี่ปุ่น ขัดคำสั่งของปู่ที่เป็นเจ้าพ่อ เพื่อปกป้องจิลลี่ นั่นก็เพราะเมื่อสองปีก่อน เขามีโอกาสได้พบกับเธอสั้น ๆ และไม่อาจลบเธอออกไปจากใจได้

หนังสือเล่มนี้เข้าสูตรในชุดไอซ์ทุกอย่าง พระเอกนางเอกที่จำใจต้องหนีไปด้วยกัน เผชิญหน้ากับศัตรูที่ตามล้างตามฆ่าอย่างไม่หยุด พระเอกที่ปากแข็งทั้งที่การกระทำทุกอย่างของเขาก็เพื่อนางเอกทั้งนั้น ในเล่มนี้แม็กซ์ว่า รีโน่อ่อนกว่าพระเอกคนอื่น ๆ ในชุดเดียวกันเยอะ และนั่นเป็นเสน่ห์ของเขา ปากก็ปฏิเสธว่าจิลลี่ไม่มีความสำคัญ แต่ดูจากการกระทำแล้วกัน

ส่วนจิลลี่ถ้าไม่คิดถึงปัจจัยที่ว่าเธออายุแค่ยี่สิบเอ็ดปี ก็มีหลายฉากเหมือนกันนะที่แม็กซ์อยากจะเบิดกระโหลกหล่อนหลายรอบ ไม่ว่าจะเป็นการทะเลอทะล่าวิ่งหนีไปจากรีโน่ ทั้งที่รู้ว่ามีมือสังหารนับสิบจ้องจับเธอไปเป็นตัวประกัน (และเธอก็โดน เสียเวลาพระเอกมาช่วยอีก) แต่อย่างน้อยเธอก็ฉลาดพอจะรู้ตัวว่าตัวเองโง่ อันนี้เป็นคุณสมบัติที่แม็กซ์ให้อภัยเธอนะ

และที่สำคัญจิลลี่ฉลาดในเรื่องสำคัญที่สุด นั่นคือ เธอเป็นคนบอกรีโน่เองว่า เขารักเธอ เธอดูออกจากการกระทำ ไม่ว่าหนุ่มพังค์ปากแข็งจะปฏิเสธยังไง เธอก็มั่นใจในความจริงข้อนี้

ด้วยอาการปากแข็งของรีโน่ ก็เลยทำให้เล่มนี้มีหลายฉากที่โดนใจแม็กซ์ เพราะปากอาจจบอกว่า ไม่รัก ไม่สนใจ แต่เขายอมตัดผมยาวที่ไว้มานานเพื่อประชดสังคมอย่างง่ายดาย ด้วยความคิดที่ว่า "Only for you, Ji-chan" Ji-chan เป็นชื่อที่เขาเรียกจิลลี่

แล้วยังช่วงเวลาที่เขาคิดว่าตัวเองอาจจะไม่รอดอีกล่ะ เมื่อเขาหันไปบอกเธอว่า "Did I ever told you that I can't live without you"

และเมื่อเขาบ่นถึงช่วงเวลาสามสัปดาห์ที่ทั้งสองแยกจากกัน (เพราะรีโน่ดื้อเกินกว่าจะยอมรับความจริงว่าเขารักเธอ) "I haven't had sex in three weeks, not since you left, and I'm not the kind of man who goes without sex easily. You need to let me go and try to save your life, because otherwise I won't be able to keep my hands off you"

ด้วยอายุของตัวเอก (รีโน่ยี่สิบเจ็ด ส่วนจิลลี่ ยี่สิบเอ็ด) หนังสือเล่มนี้ไม่เรื่องของผู้ใหญ่ แม็กซ์ไม่ได้หมายความว่ามันเลวร้ายนะ แต่การกระทำหลายอย่างของทั้งรีโน่ และจิลลี่ยังมีความเป็นเด็ก และนั่นเป็นเสน่ห์ของพวกเขา แม็กซ์ยกย่องแอน สจ๊วตที่เขียนแล้วให้ความรู้สึกของความรักแรก (และรักแท้) ของคนที่คิดว่าตัวเองเด็กเกินกว่าจะพบรัก (ในอายุแค่นี้)

แม็กซ์ถือว่าเป็นการปิดชุดอย่างสวยงามค่ะ แม้แน่นอนว่าเล่มนี้จะไม่อาจเทียบเท่ากับ Black Ice หรือปีเตอร์สุดที่รักของแม็กซ์ใน Cold as Ice ได้ก็ตาม

คะแนนที่ 77

ป.ล. สำหรับคนที่สนใจ อยากอ่านเหตุการณ์ตอนที่รีโน่และจิลลี่เจอกันครั้งแรก (และปิ๊งกัน) ก็หาอ่านได้ตามลิงค์นี้ค่ะ (แม็กซ์ลิงค์ให้ไปที่เว็บของแอน สจ๊วตนะคะ ไม่ได้ตรงไปที่เรื่องสั้น ให้เกียรติเจ้าของบทประพันธ์เขาหน่อย)