Showing posts with label Joey W. Hill. Show all posts
Showing posts with label Joey W. Hill. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

A Vampire's Claim // Joey W. Hill

โจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์เป็นนักเขียนนิยายแนวพารานอมอลอีโรติคโรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด (อย่างน้อยก็ในเวลานี้) และก็เป็นโชคดีของแม็กซ์มาก ๆ ที่ปีนี้มีหนังสือใหม่ของเธอออกมาหลายเรื่อง

เราชอบงานของโจอี้ไม่ใช่เพราะว่ามันวาบหวาม (แม้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น) แต่เป็นที่อารมณ์ในเรื่องของเธอมันท่วมท้นและรุนแรง แม้กระทั่งเรื่องนี้ที่แม็กซ์รู้สึกว่า เป็นเรื่องที่อาจจะเบาที่สุดที่เธอเขียนมาให้กับเบิร์กเลย์แล้วนะคะ มันก็ยังมีช่วงเวลาที่แม็กซ์สัมผัสถึงเบาะบางของตัวละครได้

A Vampire's Claim ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มทีสามในชุดแวมไพร์ที่เริ่มต้นด้วยหนังสือคู่สองเล่ม (The Vampire Queen's Servant และ Mark of the Vampire Queen) แต่ในลำดับการเล่าเรื่องนี้ เหตุการณ์ในหนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าสองเล่มแรกค่ะ เล่าเรื่องราวของตัวละครที่มีบทบาทใน MOVQ และเล่มนี้เล่าเหตุการณ์ย้อนไปตั้งแต่ต้นในออสเตรเลียยุคปีค.ศ. 1953

เดฟลินหนุ่มชาวออสซี่ที่เดินเข้าไปในบาร์ คาดหวังว่าจะเจอผู้หญิงสักคนที่จะช่วยให้ค่ำคืนอันยาวนานสั้นลงมาบ้าง หลังจากที่เขาสูญเสียภรรยาและลูกชายไปกับการฆาตกรรม เดฟก็กลายเป็นคนไร้รัง เขากลายไปเป็นทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อสู้กับญี่ปุ่นเพื่อปกป้องออสเตรเลีย เพราะความรุนแรงเป็นทางออกเดียวที่เขาค้นพบ จากนั้นเดฟก็ใช้ชีวิตร่อนเร่ รับจ้างทำงานอยู่ในดินแดนที่เรียกกันว่าเอาท์แบ็ค (ซึ่งเป็นบริเวณตอนกลางของประเทสออสเตรเลียที่เป็นทะเลทราย และแห้งแล้ง) เดฟไม่ใช่คนที่มีความศิวิไลซ์นัก ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยจะเชื่อตัวเองเหมือนกันที่หญิงสาวที่ดูมีชาติตระกูล และเป็นผู้ดีมาก ๆ อย่างเลดี้ดาเนียล่า เดินตรงเข้ามาหาเขา และอย่างไม่ปิดบังนัก บอกว่าต้องการเขา

ตามสไตล์เรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์นะคะที่ทั้งคู่จบลงกันบนเตียงอย่างรวดเร็ว แต่เดฟก็ต้องพบกับความแปลกใจเมื่อเลดี้แดนนี่ (หรือเลดี้ดีอย่างที่คนอื่นเรียก) ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา เธอเป็นแวมไพร์ แต่นั่นไม่สำคัญเลย เพราะสิ่งที่เขาได้รับจากเธอมันคุ้มค่ากับเลือดที่เธอดื่มจากเขา

ในเช้าวันรุ่งขึ้น เดฟตื่นขึ้นมาตามลำพัง พร้อมกับจดหมายที่แดนนีทิ้งเอาไว้ ชักชวนให้เขาไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานที่สถานีเลี้ยงแกะของเธอ ซึ่งเขาก็ไม่มั่นใจนักว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่จะเข้าไปพัวพันกับเธอมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเป็นแวมไพร์ที่ทำให้เดฟถอยหนี แต่เป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตหลังจากที่ภรรยาและลูกตายลง เดฟเริ่มรู้สึกผูกพันกับใครสักคน

และความผูกพันอันนี้ก็มากพอที่จะทำให้เดฟรีบบึ่งไปช่วยแดนนี่ เมื่อเขารู้ว่าแวมไพร์คู่ปรับวางแผนลอบทำร้ายเธออยู่ เดฟไปทันเวลาและช่วยชีวิตแดนนี่เอาไว้ได้ และดูเหมือนชีวิตของเขาจะเข้าไปพัวพันกับเธออย่างขาดกันไม่ได้

แม้ฉากเซ็กส์ในเรื่องจะเป็นแนว BDSM ตามแนวเรื่องชุดแวมไพร์ของโจอี้ แต่มันแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างจาค็อบและลิสซ่า (จากเรื่องคู่ Vampire Queen) เพราะแดนนี่ไม่ใช่แวมไพร์ในโลกยุคเก่าที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียม เธอเป็นแวมไพร์อายุน้อย แต่มีอิทธิพลสูงเนื่องจากชาติกำเนิด เธอเป็นเด็กที่เกิดจากแวมไพร์สองคน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย ยิ่งไปกว่านั้น มารดาของเธอเพิ่งตายลง ทำให้แดนนี่กลายเป็นทายาทอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในเอ้าท์แบ็ค อาณาจักรอันเป็นที่หมายปองของหลายคน

ในทางนึง หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องของการเมืองอย่างยิ่ง การแย่งอำนาจระหว่างแวมไพร์คนอื่น และแดนนี่ ผู้ซึ่งปฏิเสธอำนาจมาตลอด เธอเพียงแค่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบในเอ้าท์แบ็ค แต่กาลเวลาก็พิสูจน์ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าแดนนี่ต้องการมีชีวิตรอด เธอก็ต้องเล่นการเมืองของแวมไพร์ให้เป็น และเดฟก็เป็นองค์ประกอบที่เธอไม่อาจขาดเขาได้ ในขณะเดียวกันแดนนี่ก็แข็งแกร่งพอที่จะเอาตัวรอดในสังคมแวมไพร์อันโหดเหี้ยม ได้ด้วยตัวเอง ฉากที่เธอกำจัดคู่ปรับซึ่งเป็นศัตรูเก่า แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแดนนี่ก็สามารถทำในสิ่งที่จำเป็นได้ แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะรังเกียจทางเลือกที่เธอทำ แต่เธอรู้ว่าต้องทำ

ในทางนึงแดนนี่ยังเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ เธอเป็นแวมไพร์ที่อายุน้อย (แค่สองร้อยกว่าปี) และไม่ต้องการเล่นเกมแย่งอำนาจกับแวมไพร์ผู้ถวิลหามัน แดนนี่เคยเลือกที่จะหนีไปจากการเผชิญหน้า และพบว่ามันไม่ใช่ทางออก ครั้งนี้เธอกลับมาเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต โดยไม่ลังเลว่าจะต้องเีสี่ยงชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ยังแสดงความไร้เดียงสาที่คิดว่า เธอเป็นเพียงคนเดียวที่จะแก้ไขทุกอย่างให้ถูกต้องได้ แม็กซ์ชอบความไม่สมบูรณ์แบบของคาแร็คเตอร์ค่ะ

แม็กซ์ชอบความสัมพันธ์ระหว่างแดนนี่ และเดฟ มันเป็นความรักชนิดที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาในการอธิบาย เราพบว่าทั้งสองคือส่วนที่ขาดระหว่างกัน เดฟในตัวตนก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาและลูก คงไม่ใช่คนที่เหมาะจะเป็นคนรับใช้ของเลดี้ดี แต่เดฟที่ผ่านความสูญเสีย จนแทบจะไม่แคร์อะไรในชีวิตแล้ว การได้ทำหน้าที่เป็นคนรับใช้ (ซึ่งเป็นตำแหน่งเสมือนคนสนิทที่สุดของแวมไพร์คนนั้น) ได้ดูแลแดนนี่ มันกลายเป็นเป้าหมายในชีวิตที่เดฟกำลังต้องการ

ในแง่นึงความรักระหว่างแดนนี่และเดฟไม่ใช่เรื่องต้องห้ามมากเท่าที่ลิสซ่า และจาค็อบต้องเผชิญ (การที่แวมไพร์แคร์ความรู้สึกของคนรับใช้ของตัวเองมากเกินไป ถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ และต้องห้ามในสังคมแวมไพร์) นั่นเพราะแดนนี่เป็นแวมไพร์ที่อยู่ในซีกโลกที่ไม่ได้เป็นจุดสนใจ และฐานะของแดนนี่เองก็ไม่ใช่ราชินีแห่งแวมไพร์เหมือนอย่างลิสซ่า (ซึ่งมีความคาดหวังมากกว่า) และเพราะว่าเป็นเรื่องราวความรักระหว่างแวมไพร์และข้ารับใช้ของเธอ ตอนจบของเรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นไปแบบอนุรักษ์นิยมนะคะ ไม่มีการแต่งงานในโบสถ์ ไม่มีการแสดงความยินดีในความรักของทั้งสอง แต่มันเป็นฉากจบที่แม็กซ์พอใจ

เช่นเดียวกับงานเกื่อบทุกเรื่องของโจอี้ ที่ตัวละครรองมีความน่าสนใจมาก ๆ และดูจากข้อมูลในเว็บไซด์ของเธอแล้ว เธอก็ยังมีแผนที่จะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครอีกหลายตัวที่มีบทในเล่ม นี้ ซึ่งเราชอบค่ะ

สนุกอย่างที่คาดค่ะ ในด้านอารมณ์อาจจะไม่ถึงกับทำให้แม็กซ์ร้องไห้ (เหมือนกับเล่มอื่น ๆ ของเธอที่เราเคยอ่านมา) แต่มันก็เป็นประสบการณ์การอ่านที่ประทับใจ และคุ้มค่า

คะแนนที่ 85

Tuesday, February 10, 2009

จับฉ่ายหนังสือ

ถือเป็นการเก็บตกหนังสือที่ได้อ่านในช่วงที่ผ่านมาแล้วกันค่ะ มีหลายเรื่องหลายแนว หนุกบ้างไม่หนุกบ้างปนกันไป

1. Bound by Marriage ของนรินี ซิงค์ นักเขียนชื่อคล้ายคนไทย แต่ต้องสงสัย (โดยแม็กซ์) ว่าจะเป็นคนที่มีเชื้อสายอินเดีย หนังสือที่อ่านอ่านไปต้องพลิกกลับมาดูหน้าปกอีกรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ฮา ร์ลิควิน เพรสเซ่น เพราะพล็อตเรื่องมันเหมือนยังกะแกะ เรื่องราวที่นางเอกตกลงแต่งงานกับพระเอกเพื่อแลกกับการที่เขาจะช่วยเธอรักษา ไร่อันเป็นสมบัติสำคัญของตระกูลเอาไว้ได้ พระเอกที่ใจแข็งต่อความรัก และเย็นชา ยกเว้นในห้องนอน พล็อตอาจจะเหมือนนะคะ แต่แม็กซ์ชอบวิธีการเขียนและการดำเนินเรื่องของนักแต่งคนนี้ เน่าแต่มีเครื่องกรองอากาศค่ะ อากาศก็เลยบริสุทธิ์ เป็นหนังสือเล่มสั้นหนาเพียง 180 กว่าหน้า อ่านแป๊บเดียวจบค่ะ อ่านแล้วเลยทำให้ชอบงานของนักเขียนคนนี้ค่ะ แต่คิดแล้วอาจจะช้าไปสักหน่อย เพราะมีเพื่อนหลายคนรายงานมานานแล้วล่ะค่ะว่าคนนี้ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ของวง การเลยทีเดียว

2. I'm in no moon for love ของราเชล กิ๊บสัน หนังสือที่แม็กซ์อาจจะชอบมากถ้าได้อ่านสักเมื่อห้าปีก่อน แต่ ณ เวลานี้ แม็กซ์เปลี๋ยนไป เกรดของเรื่องก็เลยอยู่แค่ในระดับกลางทั้งที่มีองค์ประกอบทุกอย่างครบที่จะ เป็นหนังสือที่ดีมากได้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะสูตรสำเร็จมากเกินไปรึเปล่า ก็เลยทำให้เกรดไม่สูงอย่างที่คิด จุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือการให้ความสนใจกับตัวพระเอกเป็นหลัก หนังสือโรแมนซ์ส่วนใหญ่จะเน้นที่นางเอก และทุกอย่างเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับนางเอก แต่เล่มนี้เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่คนอ่านได้รู้จักพระเอกดีกว่านางเอกค่ะ เรื่องราวการค้นพบตัวเองของเซบาสเตียนนักข่าวชื่อดังที่เดินทางไปแล้วทั่ว โลก ที่สุดท้ายก็กลับมาบ้านเพื่อทำความรู้จักกับพ่อของตัวเองที่ห่างเหินกันไป นาน และในเวลาเดียวกันเขาก็ได้พบกับแคลร์ที่เคยเป็นเพื่อนในวัยเด็ก ซึ่งบัดนี้กลายมาเป็นนักเขียนนิยายโรแมนซ์ไปแล้ว แต่แคลร์ก็ยังไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเรื่องความรัก เธอเพิ่งเดินไปพบคู่หมั้นของเธอมีอะไรกะช่างซ่อมซึ่งเป็นผู้ชายอีกคน ไม่ต้องสงสัยว่าแคลร์ช็อคหนัก และในวันรุ่งขึ้นก็ตื่นมาพบว่าตัวเองอยู่บนเตียงเดียวกับเซบาสเตียน หนังสืออาจเริ่มต้นด้วยพล็อตแนว One night stand แต่ความรักของเซบาสเตียนและแคลร์ต้องใช้เวลา ความรักที่พัฒนาขึ้นไปเรื่อย ความรู้สึกผูกพักที่ลึกซึ้งมากขึ้น

3. Arousing Suspicion ของแมเรี่ยน สติลลิงค์ หนังสือที่ได้เกรดเอจากออลอะเบ้าท์โรแมนซ์ ซึ่งเป็นเว็บไซด์ชื่อดัง แต่ใครจะรู้บ้างว่าก่อนที่แมเรี่ยนจะกลายมาเป็นนักเขียน เธอเป็นหนึ่งในนักวิจารณ์หนังสือที่ทำงานให้กับเว็บไซด์แห่งนั้น ดังนั้นคงไม่แปลกถ้าแม็กซ์จะบอกว่า ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าไหรหรอกนะกับเกรดที่เห็น แต่ส่วนตัวแม็กซ์ก็ขอบอกว่า มันไม่ใช่เอสำหรับแม็กซ์ ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ อยู่ในระดับทีอ่านได้ จนกระทั่งฉากที่นางเอกไปเผชิญหน้ากะสามีเก่าแล้วโดนข่มขู่ นางเอกไม่มีความเข้มแข็งอะไรแม้แต่อ่าน ทำให้การอ่านนับจากนักดิ่งลงเหว หนังสือแนวสืบสวนที่นางเอกเป็นนักทำนายความฝันซึ่งเข้าไปพัวพันกับการ ฆาตกรรมหลายศพ ที่เธอตกเป็นเป้าหมายของฆาตกรโหดนั้น ตัวจริงของฆาตกรเมื่อเฉลยไม่เป็นที่น่าแปลกใจด้วยซ้ำ ปริศนาไม่ลึกลับหรือต้องคาดเดาอะไร จะมีที่น่าสนใจอยู่บ้างก็คงเป็นอีธานพี่ชายของพระเอกที่ปรากฎตัวในฐานะเจ้า ของบริษัทนักสืบเอกชนชื่อดังและร่ำรวย พร้อมด้วยอดีตอันลึกลับ

4. Dangerous Games ของโลร่า ลีย์ เป็นอีกเล่มที่แม็กซ์คาดหวังไว้ไม่น้อย ก็พระเอกเป็นทหารหน่วยซีล หนังสือจากปลายปากกาของนักเขียนที่การันตีความฮ็อต พล็อตเรื่องแนวโรแมนติกสืบสวน คนอ่านจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก แต่สรุปว่า ต้องการอีกเยอะค่ะ เพราะนอกจากเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเซ็กซ์แล้ว แทบจะไม่มีอะไรเลย อ่านแล้วอึ้งในความมั่วของคนแต่ง ที่อยู่ดีดีก็เอาทหารหน่วยซีลไปทำงานให้กับหน่วยปราบปราบยาเสพติด ทำยังกะว่าจะร่วมมือกันได้ง่าย ๆ แล้วยังเรื่องบังเอิญสารพัดที่เกิดในเรื่องนั่นอีก เริ่มตั้งแต่เจ้านายนางเอกติดต่อให้พระเอกเข้าไปร่วมกลุ่มทำงาน เมื่อพระเอกปฏิเสธโอกาสจึงมาถึงนางเอกซึ่งบังเอิญเป็นน้องสาวของเพื่อนสนิท ที่สุดของพระเอก และที่น่าเกลียดต่อก็คือ เมื่อพระเอกรู้ว่านางเอกซึ่งเป็นตำรวจ เป็นตำรวจนะ มาทำงานเสี่ยงอันตรายก็ไปสั่งให้เจ้านายนางเอกดึงตัวนางเอกออกจากคดี แล้วตัวพระเอกจะเข้าไปทำแทน ซึ่งเจ้านายนางเอกก็ตกลง มันอะไรกันวะ โคตรมั่วเลย เรื่องราวความมั่ว (เพราะไม่หาข้อมูล) ก็ดำเนินต่อไป เมื่อแม้จะรู้ว่าคนร้ายรู้แล้วว่านางเอกเป็นสายตำรวจปลอมตัวไป ก็ยังไม่คิดจะเอาตัวนางเอกออกไปคุ้มกัน ยังปล่อยให้ปลอมตัว (ที่ทุกคนรู้แล้วว่านางเอกเป็นตำรวจ) โดยคิดเอาเองว่าผู้ร้ายจะต้องหาทางแก้แค้นนางเอกเป็นแน่ ซึ่งนี่ไม่ใช่พฤติกรรมปกติของผู้ร้ายที่หวังจะประสบความสำเร็จในอาชีพหรอกนะ แต่เนื่องจากเป็นพระเอกก็แน่นอนย่อมคาดการณ์ถูก ทั้งที่โอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างนั้นแทบจะเป็นศูนย์ สรุปว่าเรื่องนี้นอกจากเซ็กซ์แล้วก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย (แต่แค่นั้นก็มากเกินพอสำหรับหลายคนแล้วล่ะ)

5. Mistress of Redemption ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์ เลือกเล่มนี้มาอ่านเพราะโฆษณาตั้งแต่ต้นว่าพระเอกเล่มนี้เป็นผู้ร้ายชนิดที่ ร้ายมาก ๆ ในเล่มอื่น ร้ายขนาดที่คนแต่งเองยังไม่คิดว่าจะทำให้เขากลับมาเป็นพระเอกได้ และเมื่ออ่านจบก็ขอบอกว่าพฤติกรรมในอดีตของพระเอกรายนี้ร้ายสมราคมค่ะ ร้ายกว่าที่คิดเยอะมาก ร้ายจนขนาดที่ถ้ารู้มาก่อนล่วงหน้า แม็กซ์ก็คงเลือกจะไม่อ่านเล่มนี้ (แต่กว่าจะรู้ก็เกือบจบเรื่องแล้วแหละ) แต่อาจเพราะเนื้อเรื่อง พอถึงจุดความเลวที่แม็กซ์คิดว่าตัวเองไม่น่าจะยอมรับได้ แม็กซ์กลับปล่อยวางมันและอ่านต่อจนจบเรื่อง หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับทุกคน และแม็กซ์ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเหมาะกับใครหรือเปล่า ทั้งพระเอกและนางเอกในเรื่องไม่ใช่มนุษย์ชนิดที่คุณอยากจะพบเจอในชีวิต แต่เรื่องราวของพวกเขาก็คงความน่าสนใจ จุดที่แม็กซ์ไม่ชอบและคิดว่าเป็นข้อด้อยที่สุดของเรื่องก็คือการเลือกทำให้ เรื่องนี้กลายเป็นแนวพารานอมอลไป การเอานรกเข้ามามีบทบาทในเรื่องอาจเป็นทางออกที่ดีในการไถ่บาปให้ตัวเอก แต่มันกลับมาเป็นหาทางออกที่ด้อยด้วยปัญญาไปสักหน่อย แม็กซ์ชอบเรื่องราวที่ตัวละครเรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองด้วยปัญญาของ ตนมากกว่า อาจเป็นเพราะความคิดพื้นฐานของแม็กซ์ที่เป็นศาสนาพุทธที่คิดว่าทุกอย่าง บรรลุได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่การไถ่บาปกับพระเจ้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ผิดหวังค่ะ และแม็กซ์ก็รับเอาโจอี้เข้าเป็นหนึ่งในนักเขียนที่น่าติดตาม และทำให้หนังสือที่กำลังจะออกใหม่ของเธอกลางปีนี้เรื่อง The Vampire Queen's Servant ดูน่าสนใจขึ้นมาอย่างมาก

Sunday, February 8, 2009

The Vampire Queen's Servant // Joey W. Hill

ก่อนจะรีวิวคงต้องเริ่มต้นด้วยคำเตือน (ที่หลายคนอ่านแล้ว อาจจะรีบวิ่งไปที่ร้านหนังสือแล้วซื้อมาอ่านบ้าง) ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกับทุกคนหรอกนะ

แน่นอนไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี อันที่จริงแม็กซ์แถมให้อีกสามปีเลยว่าไม่เหมาะกับเด็กอายุ 21 ปีด้วย เด็กใสไร้เดียงสาไม่ควรอ่านอะไรอย่างหนังสือเล่มนี้หรอก

ไม่เหมาะกับแฟนหนังสือที่ชอบนางเอกเป็นสาวน้อยวัยใส ไร้ราคี เพราะนางเอกของเราเป็นแวมไพร์อายุพันปี และเซ็กส์เป็นเรื่องปกติมากในสังคมแวมไพร์

ไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อน หรือชอบเรื่องราวความรักที่เป็นรูปแบบที่คุ้นเคยในหนังสือโรแมนซ์เล่มอื่น เพราะเล่มนี้นำเสนอความรักที่แตกต่าง เมื่อนางเอกบอกกับพระเอกว่า "อย่าคิดว่าการที่เธอบอกรักเขา จะทำให้เธอโหดร้ายกับเขาน้อยลง"

และไม่เหมาะกับคนที่ชอบหนังสือแนวพระเอกโหดที่ทำร้ายจิตใจนางเอกจน ร้องไห้ตาบวมแล้วสุดท้ายก็มาสารภาพรักในหน้าสุดท้าย เพราะเรื่องนี้เป็นนางเอกต่างหากที่เป็นฝ่ายกระทำ แต่พระเอกของแม็กซ์ไม่ร้องไห้หรอกนะ แค่แขนหัก

โอเคจบคำเตือน เราก็มาว่ากันถึงหนังสือเล่มที่แม็กซ์รอคอยอยากอ่านมาหลายเดือนเล่มนี้กันได้สักที

"คนรับใช้ของราชินีแวมไพร์" ก็เป็นหนังสืออย่างที่ชื่อเรื่องบอกใบ้ ชื่อเรื่องที่ส่งสัญญาณว่าเล่มนี้ต้องเป็นแนว BDSM ที่พระเอกตกเป็นเบี้ยล่าง ก็เขาเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เสนอตัวเข้ามาเป็นคนรับใช้แก่นางเอกซึ่งเป็นแวมไพ ร์ แถมไม่ใช่แวมไพร์ทั่วไปอีกด้วย เธอดำรงตำแหน่งราชินีแห่งแวมไพร์ ฐานันดรของเธออาจจะไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเธอเป็นหัวหน้าใหญ่ของเหล่า แวมไพร์ เพราะเธอถูกเปรียบเทียบว่าเป็นราวกับราชวงค์ของประเทศอังกฤษกับรัฐสภา ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือสภาแวมไพร์ แต่เพราะอายุที่เยอะ พลังอำนาจอันเปี่ยมล้น เธอจึงเป็นแวมไพร์ที่ทุกคนต้องให้ความนับถือ

จาค็อบ กรีนเจอกับเลดี้เอลิซ่าเมื่อสองปีก่อน ตอนที่เขาติดตามพี่ชายซึ่งเป็นนักล่าแวมไพร์ไปล่าแวมไพร์นอกคอกท แม้กระทั่งพี่ชายของเขาก็ยังเตือนให้จาค็อบอยู่ห่างจากหญิงสาวคนนี้ แต่เขาไม่เคยลืมเธอไปได้ จนกระทั่งหนึ่งปีต่อมาเขาก็ติดต่อกับโธมัส อดีตคนรับใช้ของเธอซึ่งบัดนี้ถูกเนรเทศออกไปอยู่ที่มาดริก และเขาก็ถูกชัดจูงเข้าไปสู่โลกที่แตกต่าง เพื่อฝึกเป็นคนรับใช้ของแวมไพร์

อะไรคือคนรับใช้ของแวมไพร์

ฐานะของคนรับใช้ของแวมไพร์ก็ไม่ต่างอะไรจากทาส พวกเขามีหน้าที่คุ้มครองแวมไพร์ที่รับใช้ในยามกลางวันคอยดูแลเรื่องส่วนตัว ทุกเรื่อง ตั้งแต่จัดการงานในบ้าน จัดงานเลี้ยง หรือกระทั่งติดต่อธุรกิจให้ แต่หน้าที่หลักและสำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาเป็นแหล่งอาหารหลักให้แก่แวมไพร์ แค่เพียงเลือดของพวกเขาก็เพียงพอแล้วที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตของแวมไพร์ได้

นั่นยังไม่ใช่หน้าที่ทั้งหมดของพวกเขา

แหมก็คงนึกออกกันน่ะว่าหน้าที่ "สำคัญ" อีกอย่างคืออะไร ก็เรื่องนี้มันแนวอีโรติกโรแมนซ์นี่นา ถ้าไม่รับใช้ในเรื่องนั้น มันก็คงไม่อีโรติกแล้วนะ

แวมไพร์จะทำเครื่องหมายบนร่างของคนรับใช้ของตนเพื่อเป็นการแสดงความยอม รับ รอยแรกทำให้แวมไพร์สามารถติดตามและรู้แหล่งที่อยู่ของคนรับใช้ของตนได้ รอยที่สองทำให้อ่านใจพวกเขาได้ และรอยสุดท้ายจะเป็นการผูกชีวิตของคนรับใช้ไว้กับเจ้านาย จะทำให้คนรับใช้ซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดามีอายุยืนยาวอีกสองหรือสามเท่าของ คนปกติ ข้อเสียก็ย่อมมีแน่นอน เพราะหากแวมไพร์ตายก่อน คนรับใช้ก็จะต้องตายตามไปด้วย

โธมัสคนรับใช้คนก่อนของเลดี้เอลิซ่าด้วยอดีตที่เป็นพระ ทำให้เขาได้รับยกเว้นไม่ต้องรับใช้เธอในเรื่องเพศ แต่จาค็อบไม่โชคร้ายขนาดนั้น แรงดึงดูดทางกายเป็นสิ่งแรกที่แวมไพร์สาวสองพันปีสังเกตเห็น แม้ในยามที่เธอไม่ต้องการคนรับใช้คนใหม่ แต่ก็พบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธเขาได้ แม้จะรู้ว่าการรับเขาเข้ามาในชีวิตก็อาจเหมือนการตัดสินประหารชีวิตของเขา ด้วยตัวเธอเอง แต่ความโดดเดี่ยว และไม่เหมือนใครของจาค็อบก็ทำให้เธอต้องยอมให้เขาเข้ามาในชีวิต

ช่วงต้นของเรื่องเซ็กส์เยอะมาก จนแม็กซ์ยังเหนื่อยแทน แต่เป็นการเหนื่อยอย่างสร้างสรรนะ ไม่ใช่ซ้ำซากใช้ท่าเดิมตลอด จนถึงช่วงกลางเรื่องเมื่อจาค็อบและเอลิซ่าเริ่มผูกพันกันจนไกลเกินความ สัมพันธ์ทางกายก็ทำให้เรื่องครบถ้วนมากขึ้น ทำให้หนังสือเล่มนี้ลึกมากขึ้น และเป็นอะไรมากกว่าแค่เซ็กส์บนกระดาษ

โลกที่เอลิซ่าอาศัยอยู่ไม่ใช่โลกที่อ่อนโยน การแสดงความเปราะบางเพียงนิดเดียวอาจหมายถึงความตาย และเลวร้ายกว่านั้น ผู้หญิงที่อยู่ในฐานะเช่นเธอ และความจริงที่เธอรอดตายมาจนอายุพันปีได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอเองก็มีด้าน มืด เธอต้องโหดร้ายเพื่ออยู่รอด จนนี้เองทำให้เธอไม่ต่างอะไรจะเมอริดิธ เจนทรี้ (คงไม่ต้องบอกนะว่าคนที่ชอบชุดเมอรี่ เจนทรี้น่าจะชอบเรื่องนี้นะ) และในฐานะคนรับใช้ของเธอ จาค็อบต้องแข็งแกร่งพอที่จะรับด้านนี้ของเธอได้

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องหนุ่มพบสาว สาวรักหนุ่ม แล้วพวกเราก็อยู่กันอย่างมีความสุขไปจนชั่วชีวิต เพราะแม้กระทั่งหน้าสุดท้าย เอลิซ่ายังบอกว่า ความรักไม่เพียงพอ และถ้าต้องเลือกจาค็อบต้องเลือกความอยู่รอดของคนในปกครองของเอลิซ่า มากกว่าที่จะเลือกตัวเอลิซ่าเอง

หนังสือเล่มนี้ไม่จบในตัวของมันเองหรอกค่ะ เพราะนี่เป็นเพียงการบรรยายถึงการเดินทางของจาค็อบเพื่อเข้าสู่โลกของแวมไพ ร์ การเดินทางของเขายังไม่จบสิ้น ในเล่มนี้เขาทำให้เอลิซ่ายอมรับเขาเป็นคนรับใช้ของเธอได้ ด่านพิสูจน์คุณค่าของเขายังรออยู่ในเล่มสองที่จะออกเดือนกุมภาพันธ์ 2008 เมื่อเอลิซ่าต้องเดินทางไปสภาแวมไพร์เพื่อปกป้องคนที่เธอให้ความคุ้มครอง เพื่อแก้แค้นคนที่ทำร้ายเธอในอดีต และเพื่อเผชิญกับความจริงที่ว่า เธอกำลังจะตาย

และคงต้องขอบอกก่อนว่าเรื่องนี้ไม่สมบูรณ์แบบหรอกนะ มีหลายประเด็นที่แม็กซ์คิดว่าคนแต่งยังไม่เคลียร์ หรือไม่มีเหตุผลเพียงพอ แม็กซ์อ่านไปแล้วเข้าใจนะว่าจาค็อบรับเอลิซ่ามาก แต่ก็ไม่รู้ว่า ทำไมเขาจึงรักเธอ แม็กซ์ไม่ชอบคำอธิบายชนิดว่าเขาเห็นหน้าเธอครั้งแรกก็รักแล้ว มันลิเกไปหน่อยนะ ยังดีนะที่ไม่ใช่เป็นแนวเขาเห็นเธอ เขาต้องการเธอ เขาก็เลยเอาเธอมาเป็นเมียเก็บ อันนี้มันมีทวิสต์นิดนึงตรงที่ เขาเห็นเธอ เขาต้องการเธอ เขาก็เลยฝึกตัวเองเพื่อเป็นคนรับใช้ของเธอ (อย่างนี้มันค่อยรสนิยมแม็กซ์หน่อย)

โลกของแวมไพร์ในเรื่องไม่ชัดเจนเพียงพอ แต่นั่นอาจเป็นข้อบกพร่องที่แก้ไขในเล่มสอง เพราะในเล่มนี้เป็นการเล่าถึงจาค็อบและการที่เขายอมรับสภานะของตัวเองในฐานะ คนรับใช้ให้ได้

สุดท้ายก็คงเป็นฉากแอ็คชั่นที่ไม่ค่อยมีเลย อันนี้ต่างจากชุดเมอรี่ ที่ทั้งเซ็กส์และเลือดมีเท่าเทียมกัน แต่เรื่องนี้เน้นไปที่เซ็กส์อย่างเดียว

ไม่บอกชื่อคนเขียนด้วยความตั้งใจค่ะ (แต่แฟนบลอกของแม็กซ์ก็พอรู้ว่าเป็นของใครแต่งนะคะ เพราะแม็กซ์เพ้อถึงเล่มนี้มาหลายรอบแล้ว) ไม่อยากชี้โพรงให้กระรอก เพราะแม้อาจจะไม่เข้ารสนิยมเขา แต่เห็นแม็กซ์เขียนคำว่า "เซ็กส์" หลายรอบอย่างนี้ มันก็ทำให้ตื่นเต้นได้

คะแนนอยู่ที่ 87

Friday, February 6, 2009

Mark of the Vampire Queen // Joey W. Hill

หนังสือเล่มที่แม็กซ์รอคอยแห่งปี 2008 ตกมาอยู่ในมือของแม็กซ์ได้เร็วอย่างไม่คาดคิด และไม่น่าเชื่อ เพราะหนังสือเล่มนี้มีตารางจะออกขายในเดือนกุมภา แต่เพื่อนที่แสนดีของแม็กซ์ก็กรุณาต่อแม็กซ์อย่างยิ่งในการหาของขวัญชิ้นนี้ มาให้

ขอบคุณมากนะคะ JA ที่อุตส่าห์คิดถึงกัน

คงเริ่มต้นเหมือนภาคบังคับของหนังสือเล่มต่อทุกเล่ม เนื่องจากเรื่องนี้เป็นตอนต่อที่แนบแน่นอย่างยิ่งกับ The Vampire Queen's Servant ดังนั้นสำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่าน หรือยังคิดว่าชาตินี้จะอ่านเรื่อง TVQS ก็บอกเลยแล้วกันว่ารีวิวนี้สปอยล์แหลก

เรื่องราวเริ่มต้นต่อเนื่องจากตอนจบของ TVQS ทันที เมื่อลิซซ่ายอมรับจาค็อบเข้ามาเป็นข้ารับใช้ แม้เธอจะรู้ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ชีวิตของเขาสั้นลงไปตามตัวเธอด้วย นั่นเพราะลิสซ่าติดเชื้อโรค "ดีไลลาห์" ที่เป็นโรคติดต่อในหมู่แวมไพร์ ซึ่งทำให้ชีวิตอันยาวนานไม่มีที่สิ้นสุดของพวกเขาจบลง ลิซซ่าเหลือเวลาอยู่บนโลกเพียงไม่กี่เดือน และเนื่องจากข้ารับใช้ของแวมไพร์จะจบชีวิตลงทันทีที่เจ้านายของพวกเขาตายลง เวลาบนโลกของจาค็อบก็จึงสั้นลงตามไปด้วย

แต่ก่อนที่จะตายลิสซ่ามีภารกิจสำคัญ นั่นก็คือการเผชิญหน้ากับสภาแวมไพร์ เพื่อหาความคุ้มกันให้กับทุกคนที่อยู่ในการปกครองของเธอ หากเธอหลอกลวงสภาต่อไปได้ ก็เป็นเวลามากกว่าห้าปี กว่าที่ใครจะรู้ว่าเธอตาย และนั่นก็มากพอจะทำให้คนในปกครองของเธอคุ้มกันตัวเองต่อไปได้

คนที่คาดหวังธีมเรื่องและเซ็กส์ในเรื่องนี้ให้เป็นแนว BDSM อย่างเล่มแรกคงต้องผิดหวัง เพราะเล่มนี้ไม่เน้นเท่าไหร อันที่จริงแม็กซ์ก็อยากจะบอกว่าดีกรีในเรื่องเซ็กส์มันก็น้อยลงไปนะ ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มันน้อยกว่าเล่มแรกในเรื่องความร้อนแรง

แต่ในเรื่องของอารมณ์มันไม่ลดถอยลงเลย อาจจะมากกว่าด้วย

แม็กซ์ยอมรับเลยนะว่าร้องไห้ไปหลายถังในฉากที่จาค็อบยอมเสียสละตัวเองเพื่อ ช่วยชีวิตลิสซ่า ร้องทั้งที่รู้นะว่ายังไงก็ต้องจบแฮ็ปปี้ แต่ก็ยังไม่วายร้อง

ความรักระหว่างจาค็อบและเจ้านายสาวของเขาอาจไม่ใช่ความรักสำหรับทุกคน (แม็กซ์คนนึงล่ะที่ไม่ต้องการในชีวิตจริง) แต่มันเป็นจินตนาการที่ทำให้แม็กซ์หลงเชื่อ สำหรับผู้ชายที่แสวงหาที่ของตัวเองอย่างจาค็อบ ลิสซ่าคือจุดหมายสุดท้าย คือทุกอย่างที่เขาค้นหา ในขณะที่สำหรับลิสซ่า ราชินีคนสุดท้ายแห่งแวมไพร์ผู้มีชีวิตยาวนานกว่าพันปี ผู้ที่คิดว่าตัวเองเย็นชากับชีวิต และพบเห็นมาแล้วทุกอย่าง จาค็อบคือสิ่งที่ขาดไป คือคนที่เธอรอคอย คือคนที่ทำให้รู้ว่า ความตายมันไม่น่ากลัวสักนิด หากมีเขาเคียงคู่ไปด้วย

หลายคนอาจบอกว่า เรื่องนี้มันบังเอิญและแก้ปัญหาง่ายไปสักหน่อย ซึ่งแม็กซ์ก็คิดนะ แต่มันไม่สำคัญเลยสักน้อย เพราะนั่นทำให้เรื่องราวจบลงด้วยดี

เป็นหนังสือปิดฉากหนังสือชุดต่อเนื่องกันสองเล่มที่ดีมาก ๆ ค่ะ

คะแนนที่ 87 (เท่ากับเล่มแรก)

Wednesday, January 21, 2009

A Mermaid's Kiss // Joey W. Hill

แม็กซ์อ่านหนังสือหนังสือสองเล่มแรกที่โจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์เขียนให้สนพ.เบิร์คเลย์ และคิดว่านั่นเป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่เราเคยได้อ่านในรอบหลายปี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหรอกนะคะที่เมื่อหนังสือเล่มนี้มาถึงเมืองไทยปุ๊บ แม็กซ์ก็ซื้อหามาอ่านทันที ถึงแม้ว่าเล่มนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือชุดใหม่ของเธอ ไม่ใช่ชุดราชินีแวมไพร์ที่เธอเขียนในสองเล่มแรกก็ตาม

A Mermaid's Kiss ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์

หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องราวของทายาทรุ่นต่อ ๆ มาของเงือกสาวแอเรียนที่ยอมสูญเสียทุกอย่างเพื่อให้มีขาจะได้อยู่ครองรักกับ เจ้าชายที่เธอหลงใหลได้ (ที่พวกเราอาจเคยดูกันในหนังการ์ตูนดิสนีย์เรื่อง The Little Mermaid)

แต่ในเวอร์ชั่นของโจอี้เป็นสำหรับผู้ใหญ่นะคะ เพราะคำสาปที่ตามติดลูกหลานทุกรุ่นของแอเรียนก็คือ พวกเธอจะอายุสั้น และตายภายในวันเกิดปีที่ยี่สิบเอ็ด และตอนนี้แอนนานางเอกของเราก็ครบยี่สิบปีแล้ว

ตลอดชีวิตแอนนา ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเงือก เพราะเธอเป็นลูกผสม คำสาปของแอเรียนทำให้เธอสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ และนั่นเป็นลักษณะที่ยอมรับไม่ได้สำหรับเหล่าเงือก ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ใช่มนุษย์ ดังนั้นแอนนาจึงเปรียบเหมือนคนโดดเดี่ยวที่ตลอดชีวิตเธอมีเพียงไมน่า เพื่อนสาวที่เป็นคนนอกเช่นเดียวกับเธอ (เพราะไมน่าเป็นลูกครึ่งเงือกและปีศาจ)

จนกระทั่งวันนึง แอนนาได้พบกับเทพบุตรที่ตกสวรรค์ลงมา เขาคือโจนาห์ แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพสวรรค์ ผู้นำการต่อสู้ของเหล่าเทพบุตรกับปีศาจชั่วร้าย โจนาห์พลาดท่าถูกทำร้ายปีกขาด และตกลงในท้องทะเล ที่ซึ่งแอนนาช่วยชีวิตของเขาไว้

แม้ว่าโจนาห์จะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ตาม การรบในสงครามอันไม่มีที่สิ้นสุดนับพันปีกัดกร่อนจิตใจของโจนาห์จนเขาหมด ความเชื่อถือในตัว "เลดี้" ซึ่งเป็นผู้สร้างโลก (หรือพระเจ้านั่นแหละ) เขาตั้งข้อสงสัยในความใยดีที่เลดี้มีต่อพวกเขา การสู้กับปีศาจทำให้โจนาห์รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นปีศาจไปเองเข้าทุกที ดังนั้นเมือถึงจุดนึง โจนาห์จึงไม่ต้องการที่จะอยู่อีกต่อไป

แต่สำหรับแอนนา เขามีความหมายเกินกว่าจะตาย โจนาห์เป็นแม่ทัพสูงสุดแห่งกองทัพสวรรค์ที่มีหน้าที่ปกป้องสิ่งมีชีวิตทุกคน บนโลก เขามีความสำคัญเหนือสิ่งอีกใด โดยเฉพาะเมื่อเธอตกหลุมรักเขา และพร้อมที่จะเสียสละตัวเองเพื่อนำศรัทธากลับมาสู่เขาอีกครั้ง

ในทางนึงแม็กซ์รู้สึกว่า หนังสือเล่มนี้เป็นปรัชญามากนะคะ มีการพูดถึงจุดกำเนิดของโลก และมนุษย์ เราชอบการผสมผสานส่วนที่เป็นแฟนตาซี (เทพบุตร นางฟ้า นางเงือก ปีศาจ) และโลกที่เรารู้จักได้ดีมาก เราชอบการเฉลยในตอนท้ายเกี่ยวกับคนที่ยืนเคียงข้าง "เลดี้" มาตลอด

ในอีกทางนึง พล็อตเรื่องหลักของหนังสือเล่มนี้ก็ไม่ใช่แฟนตาซีเลยด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องจิตวิทยาของคนที่ผ่านสงครามมานาน และไม่สามารถทำใจยอมรับด้านที่โหดร้ายของตัวเองได้ ดังนั้นโดยแก่นแท้ของเนื้อเรื่อง เล่มนี้ก็คือเรื่องราวของทหารผ่านศึกที่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อาจ ยอมรับได้ เพื่อความถูกต้อง และความผาสุขของทุกคน

การเดินทางของโจนาห์เพื่อค้นหาตัวเองให้เจอ หลังจากหลงทางไปเพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้น นับพันปีที่เขานำกองทัพสวรรค์ เขาสูญเสียทุกคนที่เขารักให้กับศึกที่รบกับปีศาจ สูญเสียจนเขาไม่ต้องการที่จะผูกพันกับใครอีกแล้ว เขาหมดศรัทธา และไม่อยากมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งได้พบกับแอนนา เงือกสาวที่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ได้อีกไม่นาน และไม่เคยกลัวที่จะตาย แต่เธอไม่ต้องการให้โจนาห์จมอยู่กับความเจ็บปวดอีกต่อไป

นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่แม็กซ์อ่านไปร้องไห้ไป ร้องจนปวดหัว มันไม่ได้เศร้าอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะอารมณ์ในเรื่อง การเดินทางเพื่อค้นพบตัวเองของโจนาห์ และการเสียสละของแอนนา

คนที่คาดหวังว่าจะได้เจอกับเรื่องที่ร้อนแรงพอ ๆ กับชุดราชินีแวมไพร์ก็คงต้องบอกว่าเสียใจด้วยนะคะ ไม่ใช่ว่าเซ็กส์ในเรื่องไม่ฮ็อต แต่มันไม่ใช่จุดสำคัญของเรื่อง และเป็นสิ่งที่ดีแล้วสำหรับพล็อตเรื่อง

โดยรวมแล้ว เรายังชอบชุดแวมไพร์ควีนสองเล่มแรกมากกว่านะคะ แต่เล่มนี้ไม่ทำให้ผิดหวังเลย และถือเป็นเล่มแรกของหนังสือชุดใหม่ที่น่าอ่านอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเรารู้ว่าเล่มสองในชุดจะเป็นเรื่องราวของไมน่า ลูกครึ่งนางเงือกและปีศาจที่กร้านชีวิต กับเทพบุตรหนุ่มละอ่อนอย่างเดวิด (ซึ่งเป็นตัวละครรองในเล่มนี้)

คะแนนที่ 83

Tuesday, January 20, 2009

A Witch's Beauty // Joey W. Hill

หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเรื่องนึงที่แม็กซ์อยากอ่านมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอ่านเรื่อง A Mermaid's Kiss จบไป เพราะแม็กซ์คิดว่า คาแร็คเตอร์ของนางเอกเล่มนี้ (ซึ่งเป็นตัวละครรองของเล่มก่อน) อย่างไมน่า เป็นคนที่น่าสนใจมาก ๆ ทำให้เราอยากรู้เรื่องราวของเธอ

ว่าอะไรอยู่ภายใต้ความคิดของแม่มดทะเล ลูกครึ่งนางเงือกและปีศาจ (ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นผู้ร้ายใหญ่ในเรื่องชุดนี้) ผู้หญิงที่ถูกทุกคนรังเกียจ เพราะชาติตระกูล (ไมน่าสืบเืชื้อสายมาจากแม่มดที่สาปแอเรียน --- ถ้าเคยดู The Little Mermaid ก็คงพอจะนึกออก) และเลือดของปีศาจที่แฝงอยู่ในกายของเธอ

แต่รู้อะไรไหมคะ พออ่านเล่มนี้จบลง กลับเป็นเดวิดที่จับใจของเราไว้ได้ทั้งหมด

A Witch's Beauty ของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์

หนังสือเล่มนี้เปิดเรื่องเกือบจะต่อเนื่องกับเรื่องราวใน A Mermaid's Kiss แต่กระนั้นเราก็คิดว่า ไม่จำเป็นถึงขนาดต้องอ่านเรียงลำดับกันจึงจะรู้เรื่องหรอกนะคะ เพียงแต่คุณอาจจะพลาดการได้พบกันครั้งแรกระหว่างไมน่า และเดวิดไปเท่านั้นเอง (ทั้งสองพบกันเป็นครั้งแรกใน AMK)

ไมน่าซึ่งเป็นลูกครึ่งระหว่างนางเงือกและดาร์ควัน (หรือปีศาจซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตนอกโลก และมีประเด็นต้องชำระแค้นกับเทพบุตรที่ทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์ -- เราไม่เล่านะคะว่าเพราะอะไร มันเป็นสปอยล์ของเล่มแรก) เลือดของปีศาจในกายที่กระหายความรุนแรง ความเจ็บปวด และการทำลายล้าง ทำให้ไมน่าไม่อาจเป็นที่ไว้วางใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศึกใหญ่ระหว่างเทพบุตรจากสวรรค์กับปีศาจ ไมน่าได้แสดงพลังอันเหลือเชื่อ จนทำให้เธอกลายเป็นที่ต้องการตัวทั้งของปีศาจ และสวรรค์

แต่ไมน่ายังไม่เลือกข้าง เธอต้องการเพียงแค่อยู่ตามลำพังในถ้ำใต้น้ำของเธอเท่านั้นเอง แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกที่ใครสามารถมอบให้เธอได้ พลังของเธอยิ่งใหญ่เกินไป

โจนาห์ (พระเอกเล่มแรก) ซึ่งเป็นแม่ทัพแห่งกองทัพสวรรค์ ส่งเทพบุตรลูกน้องของเขาหลายคนมาคุ้มครองดูแลไมน่า แต่บ้างก็ตาย บ้างก็แสดงอาการรังเกียจเธออย่างชัดเจน (ด้วยเลือดปีศาจที่แฝงในกาย) มีเพียงเดวิด เทพบุตรวัยละอ่อน (อายุแค่สามสิบปี ในขณะที่เทพบุตรคนอื่นอายุนับพันปี) ที่เสนอตัวเข้ามาขอเป็นคนคุ้มครองไมน่าเอง แต่เพราะโจนาห์รู้จักเดวิดที่เปรียบเสมือนบุตรชายของเขาเป็นอย่างดี โจนาห์จึงลังเล เพราะเขาไม่ต้องการให้เดวิดอยู่ในอันตราย และการอยู่กับไมน่า มันเกือบจะแน่นอนว่า อันตรายจะต้องมาหา ไม่ว่าจะจากน้ำมือของปีศาจที่ต้องการตัวเธอ หรืออาจเป็นตัวไมน่าเอง ที่อาจจะเลือกข้างปีศาจ และหันมาทำร้ายเดวิด

แต่โจนาห์ก็รู้ดีอีกเช่นกันว่า เขาไม่อาจห้ามเดวิดได้

เทพบุตรจะรักเพียงครั้งเดียว และนั่นจะเป็นความรักตลอดไป สำหรับเดวิดแล้ว ด้วยวัยเพียงสามสิบปี เขาเจอ "รัก" ของเขา เมื่อเขาได้พบไมน่า และไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนแปลงรักนั้นได้

แม็กซ์บอกอย่างไม่อายเลยนะคะว่า เราเริ่มร้องไห้ตั้งแต่อ่านไปได้แค่ร้อยกว่าหน้า ไม่ใช่เรื่องมันเศร้ารันทดอะไรหรอกนะคะ (แม็กซ์ไม่ค่อยร้องเพราะความเศร้า) แต่เพราะอารมณ์ในเรื่องมันท่วมท้น จนเราไม่รู้ว่าจะแสดงออกมายังไง นอกจากน้ำตาที่ไหลเอา จนหายใจไม่ออก

ตลอดชีวิตไมน่าอยู่ตามลำพัง เธอไม่เคยคิดถึงใคร เพราะครั้งเดียวที่เธอคิดถึงคนอื่น และช่วยเหลือแอนนา (นางเอกเล่มแรก) ด้วยการแก้คำสาปที่ติดตามตัวแอนนามาตั้งแต่เด็ก ไมน่าถูกเข้าใจผิด และลงโทษด้วยการเอาไปทิ้งก้นทะเล และการลงโทษนั้นทำให้ไมน่ามีแผลเป็นร้ายแรงที่ซีกหนึ่งของร่างกาย แผลเป็นที่ทำให้เธอดูเหมือนแม่มดใจร้ายในเทพนิยาย แผลเป็นที่ไมน่ารู้สึกว่าสะท้อนความเป็นตัวเธอเองได้มากกว่า ความงามที่อยู่อีกซีกนึงของร่างกายเธอด้วยซ้ำ

ตลอดเวลาไมน่าต้องต่อสู้กับแรงกระตุ้นของเลือดปีศาจในกาย แรงกระตุ้นที่เร่งเร้าเธอให้กลายเป็นปีศาจเต็มตัว แต่ไมน่าไม่เคยยอมแพ้แต่เสียงเรียกร้องนั้น แม้ว่าทุกอย่างในชีวิตจะพยายามผลักเธอให้ไปในทางนั้น ไมน่าไม่แคร์ต่อโลกที่ทำร้ายอย่างแสนสาหัส ชาวเงือกรังเกียจเธอ เหล่าเทพบุตรบนสวรรค์ระแวงเธอ โลกใบนี้ไม่เคยให้อะไรกับเธอเลย จนกระทั่งเดวิด

แม็กซ์เคยคิดว่าเดวิดเป็นเทพบุตรวัยละอ่อน ใสซื่อ และน่ารัก คิดว่าหนังสือเล่มนี้จะออกแนวผู้หญิงเป็นใหญ่หน่อย ๆ เพราะบุคลิกของไมน่าดูข่มเดวิดค่อนข้างมาก แต่ในเล่มนี้ เราได้รู้จักกับตัวตนที่แท้จริงของเดวิด และรู้สึกว่า คนเขียนหาคนที่เหมาะสมที่สุดแล้วให้กับไมน่า (แม้มันจะไม่ใช่เรื่องราวอย่างที่เราคิดเลยก็ตาม ซึ่งเราคิดว่าเรื่องที่เขียนออกมา ดีกว่าสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ร้อยเท่า)

เทพบุตรส่วนใหญ่ที่รับใช้ "เลดี้" (ซึ่งเป็นเสมือนพระเจ้าในเรื่องนี้) เป็นเทพบุตรที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยมือของเลดี้เอง แต่เดวิดคือดวงวิญญาณของมนุษย์โลกที่ถูกเรียกให้มาเป็นเทพบุตร ความเป็นมนุษย์ที่ยังหลงเหลือในตัวเขา ทำให้เขาเข้าใจไมน่า อย่างที่เทพบุตรแต่กำเนิดไม่เคยเข้าใจ เขาเข้าใจความมืดที่เกาะกุมจิตวิญญาณ เพราะเขาเองก็มีมันอยู่เช่นกัน

คอนเซ็ปต์ในเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นคนดีแล้วได้ขึ้นสวรรค์ กลายเป็นเทพบุตรหรอกนะคะ เพราะการเป็นเทพบุตรไม่ใช่ผลตอบแทนการทำความดี (เทพบุตรต้องต่อสู้กับศัตรูของเลดี้) ดังนั้นการที่เดวิดซึ่งฆ่าตัวตายในวัยเพียงสิบสี่ปี ถูกเรียกมายังสวรรค์จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในเล่มนี้

หลายคนไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงเป็นเด็กหนุ่มซึ่งมีความโกรธและเกลียดอยู่เต็มจิตวิญญาณอย่างเดวิด ถึงถูกเรียกตัวขึ้นมา ทำไมไม่ปล่อยเขาไปเกิดใหม่ และระบายความเจ็บช้ำในดวงใจ (ที่มากขนาดทำให้เขาฆ่าตัวตายตอนเป็นมนุษย์) แต่ไม่ใครกล้าตั้งคำถามการกระทำของเลดี้ เมื่อขึ้นมาถึงสวรรค์ ด้วยวัยเพียงเล็กน้อย เดวิดกลายเป็นหนึ่งในนักรบที่โดดเด่นแห่งกองทัพ และกลายเป็นหนึ่งในผู้นำกองพลภายตั้งกองทัพของโจนาห์

เรื่องราวของเดวิด ทั้งในเรื่องที่เขาฆ่าตัวตายตอนอายุสิบสี่ และอดีตสมัยที่เขาเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่แม็กซ์ไม่ได้คาดมาก่อน เราคิดว่า เล่มนี้จะใช้พล็อตชนิดที่พระเอกดีโคตร ๆ จนทำให้นางเอกใจอ่อน ซึ่งว่าไป มันก็เป็นอย่างนั้นนะ แต่มันไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างนั้นเสมอ

ในทางนึง เดวิดผ่านประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษย์คนนึงจะได้พบเจอ แต่เขายังมีความเชื่อ และศรัทธาในความถูกต้องดีงามเหลืออยู่ และเดวิดก็คือกุญแจในการค้นพบตัวเองของไมน่า

ความต้องการหลักของแม็กซ์ในการอ่านโรแมนซ์ ก็คือ ความเข้ากันได้ของพระนางในเรื่อง และเรื่องนี้ก็สอบผ่านสบาย แม็กซ์เชื่ออย่างหมดใจว่าเดวิดและไมน่าเป็นส่วนประกอบที่เกิดมาเพื่อกัน และไมน่าไม่มีวันเป็นคนอย่างที่เธอเป็นได้ ถ้าขาดเดวิด

สปอยล์ เพราะสุดท้าย แล้ว ไมน่าไม่ได้แคร์ต่อความเป็นไปของมนุษย์โลก ความถูกต้องดีงาม หรือการเป็นข้ารับใช้ของพระผู้เป็นเจ้า สำหรับไมน่าแล้ว ชีวิตของเธอมีแค่เดวิด และเขาเป็นคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้เธอเลือกข้างเทพบุตร เพราะเดวิดเชื่อในการกระทำของสวรรค์ และปีศาจคือคนที่ทำร้ายเดวิด เหตุผลมันง่าย ๆ แค่นั้นเอง

และก็เป็นไปตามสไตล์ของโจอี้นะคะ ที่ฉากรักร้อนแรงจนสามารถเรียกว่าเป็นอีโรติค โรแมนซ์ได้ แต่เราไม่รู้สึกว่าความอีโรติคมันมาเหนือพล็อตเรื่องเลย เราจึงไม่ได้จัดประเภทให้เป็นอย่างนั้น และขอเตือนไว้หน่อยแล้วกันค่ะ คนที่ขวัญอ่อน อาจมีปัญหาในการอ่านเรื่องนี้นิดนึง ไม่ใช่ว่าฉากเซ็กส์มันพิสดารอะไรหรอกนะคะ เพียงแต่แรงกระตุ้นจากสายเลือดปีศาจในกายของไมน่า ทำให้บางครั้งเธอต้องการ "เลือด" และความเจ็บปวดบ้าง ซึ่งแม็กซ์คิดว่าเขียนได้ดีมาก ๆ แต่อย่างที่เราเคยบอกหลายครั้ง งานของโจอี้ ดับเบิ้ลยู ฮิลล์ไม่ใช่สำหรับทุกคน

แต่เธอใช่มาก ๆ สำหรับแม็กซ์ คะแนนก็สะท้อนความรู้สึกนั้นออกมาที่ 93