Showing posts with label Jayne Ann Krentz. Show all posts
Showing posts with label Jayne Ann Krentz. Show all posts

Friday, February 13, 2009

Sizzle and Burn // Jayne Ann Krentz

แม็กซ์พูดทุกครั้งที่เขียนรีวิวงานของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ว่า เรายังคงเป็นแฟนหนังสือของเธอเสมอ แม้จะเป็นความจริงอย่างยิ่งว่า งานในยุคตอนนี้ไม่เหมือนกับสิ่งที่เธอเขียนในอดีต และในฐานะที่คนที่เคยเป็นแฟนหนังสืออันดับหนึ่งของเธอในยุคนั้น มันเป็นความน่าเสียดาย

แต่แม้จะบอกว่า มันเทียบไม่ได้กับงานในอดีต งานเขียนของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ก็สนุกกว่างานที่ดีที่สุดของนักเขียนหลายคน

และแน่นอนว่า แม็กซ์หมายความรวมถึงเรื่องนี้ด้วย

Sizzle and Burn ของเจนย์ แอนด์ ครานซ์

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุด An Arcane Society ซึ่งเป็นสมาคมของกลุ่มคนที่มีพลังจิตซึ่งทำให้พวกเขาแปลกแยกออกจากมนุษย์ ทั่วไป สมาคมแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว (ราว ๆ ปี ค.ศ. 1600s) ในส่วนของเรื่องในอดีต เจนย์ แอนด์ ครานซ์ก็ได้มีการเขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับสมาคมนี้ โดยที่เธอใช้นามปากกาว่า อแมนด้า ควิค ส่วนเรื่องของสมาคมในยุคปัจจุบันเป็นงานของเจนย์ แอนด์ ครานซ์เอง และมากไปกว่านั้น เรื่องราวของสมาคมในยุคอนาคตก็ถูกรับผิดชอบโดยเจนย์ คาสเซิลซึ่งเป็นอีกนามปากกานึงของเจนย์เช่นกัน

เอกลักษณ์นึงของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ก็คือ เธอไม่ใช่คนที่ชอบเขียนเรื่องชุดมากนัก ดังนั้นเมื่อเธอตัดสินใจเขียนเรื่องสมาคมอาร์เคนนี้ขึ้น แต่ละเล่มจึงเป็นอิสระจากกันและกันค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องอ่านเล่มไหนก่อนเลยที่จะเริ่มต้นเรื่องนี้

ตลอดชีวิตของเรนน์ ทาเลนไทน์ เธอคือคนนอก พลังจิตที่ทำให้เธอได้ยินเสียงทำให้เธอแตกต่าง พลังจิตที่ไม่เคยนำความสงบมาสู่ชีวิตของเธอเลยสักครั้ง พลังจิตที่ทำให้เธอตั้งข้อสงสัยถึงสุขภาพจิตของตัวเอง และครั้งนี้ พลังจิตของเธอทำให้เธอค้นพบหญิงสาวที่ถูกจับตัวขังไว้ในบ้านของอาของเธอ

เวลล่า ทาเลนไทน์เป็นแบบของคนที่เรนน์รู้ว่าไม่อยากจะลงเอยเช่นเดียวกัน แต่เรนน์ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะหลีกหนีชะตากรรมนั้นได้หรือไม่ เพราะเวลล่าก็มีพลังจิตรูปแบบเดียวกับเธอ และมันทำให้เวลล่าไม่ค่อยปกตินัก ก่อนที่สุดท้ายแล้วจะทำให้เวลล่าจบชีวิตลงในโรงพยาบาลโรคจิตที่ซึ่งเธอเสีย ชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย

นั่นเป็นเหตุผลที่นำเรนน์กลับไปบ้านเกิดของผู้เป็นอาอีกครั้ง เพื่อจัดการเรื่องบ้านของป้าที่ร้างไปนาน (เพราะเวลล่าเข้ารพ.) แต่เมื่อไปถึง เรนน์ก็สัมผัสได้ถึงความเลวร้ายของชายโรคจิตที่ต้องการล่าแม่มด ที่นั่นเธอค้นพบเหยี่อคนนึงของฆาตกรต่อเนื่อง แต่การได้พบและช่วยเหลือหญิงสาวคนนั้น กลับทำให้เธอถูกมองด้วยสายตาที่หวาดระแวงยิ่งขึ้น เพราะไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายเหตุผลที่เรนน์รู้ว่ามีคนถูกขังอยู่ที่ นั่น

และแน่ละเรนน์ก็ไม่อธิบาย เพราะเธอไม่ต้องการได้ชื่อว่าเป็นคนบ้า

ในขณะเดียว อดีตก็ได้ตามหาเรนน์จนพบ เมื่อแซค โจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของสำนักงานนักสืบเจแอนด์เจ ซึ่งทำงานให้กับสมาคมอาร์เคนได้เดินทางมาพบเรนน์เพื่อสอบถามถึงนักวิทยา ศาสตร์ของสมาคมที่หายตัวไป และล่าสุดพบว่า ได้มาพบกับอาของเรนน์ก่อนที่เวลล่าจะตาย

แซครู้ว่า เหตุการณ์ในอดีตทำให้เรนน์อาจจะไม่ให้ความร่วมมือกับสมาคมอาร์เคน ดังนั้นเขาจึงมีข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธ นั่นก็คือ ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพ่อของเธอ ความจริงที่ถูกสมาคมปกปิดเอาไว้

แต่เพียงแรกได้พบ ทั้งแซคและเรนน์ก็รู้สึกถึงความต่อเชื่อมของกันและกันได้ และสำหรับคนสองคนที่มีแผลจากความรักมาในอดีต นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ และทั้งคู่ก็คิดจะไม่เริ่ม ก่อนที่จะพบว่า ไม่ีอาจหยุดยั้งตัวเองได้

จากนั้นไม่นาน แซคก็ผันตัวเองกลายเป็นบอดี้การ์ดคุ้มครองเรนน์ เมื่อมันแน่ใจแล้วว่า ฆาตกรต่อเนื่องคนที่เรนน์ไปขัดขวางการฆ่าเหยื่อคนนึงของเขา ได้เบนเป้าหมายมายังตัวเธอ นอกจากนี้แล้วทั้งสองหนุ่มสาวก็ยังค้นพบว่า ศัตรูคนสำคัญของสมาคมอาร์เคนก็ได้เจาะจงเรนน์เป็นเป้าอีกต่างหาก

อย่างที่เคยบอกตอนต้นนะคะว่า เจนย์ไม่ค่อยเขียนหนังสือเป็นชุด หรือใช้ตัวละครต่อเนื่องกันเท่าไหรนัก เล่มนี้ก็เป็นอย่างนั้นนะคะ เพียงแต่มีข้อยกเว้นนิดหน่อย ตรงนี้ในเล่มนี้ได้มีการเปิดตัวองค์กรคู่แข่งของอาร์เคนออกมาให้เห็นกัน (แล้วมีโยงไปถึงบรรพบุรุษซึ่งเป็นตัวร้ายใน Second Sight ซึ่งเป็นงานในแนวย้อนยุคเขียนด้วยนามปากกาอแมนด้า ควิค) แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเรื่องยังไม่จบ ต้องติดตามตอนต่อไปอะไรพรรณนั้นหรอกนะ

เหมือนกับงานเกือบจะทุกเล่มของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ ที่เขียนพระนางได้เหมาะเจาะซึ่งกันและกันเป็นอย่างยิ่ง แม็กซ์เชื่ออย่างเต็มที่ เมื่อทั้งแซคและเรนน์เกิดอาการสป๊าคซ์อย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นที่พบกัน เราไม่รู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เพราะทั้งคู่เหมาะสมกันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันแล้ว

พล็อตเรื่องดำเนินไปได้น่าตื่นเต้นดีค่ะ โดยเฉพาะในส่วนของการสืบสวน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะโฟกัสไปที่จุดนั้นจนความโรแมนติคจะหายไปหรอกนะคะ โดยรวมแล้วเรื่องนี้มีองค์ประกอบการเขียนเรื่องของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ครบถ้วนค่ะ

สิ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบเรื่องนี้ยิ่งขึ้นไปอีก (สปอยล์) ก็ คงเป็นการที่คนแต่งทำให้เราผิดหวังเล็ก ๆ ตอนเริ่มต้นเรื่อง เมื่อทำเหมือนว่าทั้งแซค และเรนน์ผิดหวังจากความรักมาก่อน โดยที่ทั้งคู่มีคนที่รัก แต่ด้วยเหตุบางอย่างก็พลัดพรากจากกัน เราชอบที่เธอมาเฉลยในตอนหลังว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เราคิดแม้แต่นิดเดียว หลอกเราได้ดีค่ะ

บอกตามตรงนะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะเจนย์ แอนด์ ครานซ์เคยเขียนหนังสือที่ดีกว่านี้ (หลายเล่มมาก) แม็กซ์คงชอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ข้อเสียของนักเขียนที่ดีก็คือ เธอผลิตผลงานในระดับคุณภาพสูงมามากจนทำให้งานบางเล่มที่ดีมาก แต่อาจจะทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าดีไม่พอเมื่อเปรียบเทียบกับงานในอดีต

เล่มนี้ก็เป็นแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของหนังสือหรอกนะคะ

คะแนนที่ 73

Tuesday, February 10, 2009

All Night Long // Jayne Ann Krentz

ยุคที่ดีที่สุดของเจนย์ แอน เครนซ์ผ่านพ้นไปแล้วค่ะ ยุครุ่งเรืองที่เธอเขียนได้ดีที่สุดอยู่ในระหว่างช่วงปี 1988 - 1998 โดยประมาณ ยุคนั้นไม่ว่าเธอเขียนอะไรออกมา ในนามปากกาไหนก็ถือเป็นมาสเตอร์พีชของแม็กซ์เสมอ ไม่ว่าจะเป็น Absolutely, Positively (1995), Wildest Heart (1993), Family man (1992) หรือจะเป็นงานในนามปากกาอแมนด้า ควิกอย่างเรื่อง Scandal (1991), Seduction (1990) หรือแนวไซไฟนอกโลกอย่าง Zinnia (1997)

ยุคทองของเธอผ่านไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะตกจนไปอยู่ในระดับเดียวกับนักเขียนบางคนที่แม็กซ์ ถึงกับเลิกอ่านไปแล้วอย่างจู๊ด เดฟเวอร์โรซ์ หนังสือของเจนย์ยังอยู่ในระดับดีถึงดีมาก เพียงแต่มันไม่ง่ายถ้าคุณจะกลับไปเป็นอันดับหนึ่งเหมือนในอดีต

หนังสือเล่มใหม่ของเธอ แม้จะไม่ใหม่ที่สุด เพราะแม็กซ์ไม่ยอมลงทุนซื้อปกแข็งของเธอมาอ่าน ดังนั้นจึงเป็นแค่ปกอ่อนที่เพิ่งออก หนึ่งปีหลังจากปกแข็งอย่างเรื่อง All night long จึงเป็นอีกเรื่องนึงที่แม็กซ์ให้เกรดในระดับดีกับเธอ มันอาจไม่ดีเท่ากับเรื่องในอดีต แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย และดีกว่างานที่ดีที่สุดของนักเขียนบางคน

อะไรทำให้แม็กซ์ติดใจงานของเจนย์ การอธิบายแม็กซ์คงต้องยืมเหตุผลที่เพื่อนของแม็กซ์เคยพูดเอาไว้ "พระเอกและนางเอกของเจนย์ แอน เครนซ์เกิดมาเพื่อกันและกัน"

นั่นเป็นสิ่งที่รู้สึกและสัมผัสได้ในงานเกือบทุกเล่มของเธอ นางเอกของเธออาจจะไม่สวย สาว ใส ไร้เดียงสาไม่ประสาโลก อาจเป็นผู้หญิงที่ถูกตราหน้าว่าขึ้นคาน (อย่างในงานในนามปากกาอแมนด้า ควิกเกือบทุกเล่มของเธอ) พระเอกอาจไม่เข้าข่ายคำว่าหล่อเหลา ดูเป็นคนแข็ง และน่ากลัว บางครั้งก็เกิดขีดการยอมรับได้ของสังคมปกติ แต่เมื่อทั้งคู่มาเจอกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งสองเกิดมาเพื่อกันและกัน

ใน "ค่ำคืนอันยาวนาน" ไอรีนถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิดปกติ ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีปัญหาทางจิตหลังจากเจอกับการตายของพ่อและแม่เมื่ออายุ ได้เพียงสิบห้าปี ในขณะที่ลุคถูกตั้งข้อสงสัยจากครอบครัวว่ากำลังมีปัญหาทางจิตอีกเช่นกันหลัง จากปลดประจำการจากทหาร เพียงแว่บแรกที่เห็นตัวละครสองตัวนี้ คนอ่านก็รู้ได้ในทันทีว่าทั้งคู่เหมาะสมกันมากเพียงใด

มันไม่ใช่การบรรยายของคนแต่งที่เฝ้าบอกคนอ่าน (เหมือนนักเขียนไร้ฝีมือบางคนที่ต้องอาศัยการบอกคนอ่าน) แต่เจนย์ทำให้คนอ่านซึมซับความเหมาะสมของทั้งคู่ไปเอง นั่นเป็นเสน่ห์ของเจนย์ แอน เครนซ์ที่น้อยคนนักยากจะเลียนแบบได้

สิ่งที่เราชอบอีกอย่างในงานของเจนย์ ก็คือการใช้ครอบครัวของตัวเองเป็นองค์ประกอบของเรื่อง พวกนั้นอาจเข้าใจตัวเอกผิดไป (อย่างที่นิคโดนใน The Golden Chance) แต่ท้ายที่สุด ครอบครัวก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของตัวละคร ค่านิยมอย่างตะวันออกที่ผสมในเรื่องราวของตะวันตก ทำให้แม๊กซ์ชอบนัก อีกอย่างเจนย์เก่งในเรื่องการเลือกส่วนผสมระหว่างการรักครอบครัว กับการถูกครอบครัวครอบงำได้ดี ซึ่งอลิซาเบ็ธ โลเวลสอบตกในชุดนี้ (อยากรู้ว่าเป็นไง ลองไปอ่าน Jade Island ดูค่ะ) ตัวเอกรักครอบครัว แต่ไม่ยอมเป็นพรมเช็ดเท้าให้ครอบครัวเหยียบยำ มีขอบเขตบางอย่างที่ไม่อาจก้าวข้ามหรือยอมให้ย่ำยีได้

แม็กซ์คงติดตามอ่านงานของเจนย์ตลอดไป เพราะแม้เธอจะไม่ยอดเยี่ยมเหมือนก่อน แต่อย่างน้อยงานของเธอก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

Friday, February 6, 2009

White Lies // Jayne Ann Krentz

เจนน์ แอนด์ ครานซ์เคยเป็นนักเขียนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุด โปรดสังเกตคำว่า "เคย" นะคะ เพราะเดี๋ยวนี้ความคลั่งไคล้งานของเธอที่แม็กซ์มีลดลงจากอดีตไปมากแล้ว เพราะกาลเวลาทำให้เธอเปลี่ยนสไตล์การเขียนเรื่อง ที่หันไปเน้นการสืบสวนมากขึ้น ซึ่งน่าเสียดายว่าการสืบสวนของเธอนั้นไม่อาจเทียบกับนักเขียนแนวสืบสวนคน อื่นที่แม็กซ์เป็นแฟนประจำไม่ได้ (เทส การ์ริทสัน)

แต่ก็ไม่ใช่ว่า เธอจะตกกระป๋อง เลิกร้างลางลากันไปเหมือนกะที่แม็กซ์เป็นกะจู้ด เดเวอร์โรซ์ งานของเจเอเคยังอ่านได้ สนุกเสียด้วยสิ เพียงแต่อย่าเอาไปเทียบกับงานในอดีตเท่านั้นเอง

ในเล่มล่าสุดที่ออกขายเป็นปกอ่อนเรื่อง White Lies เล่มนี้ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในกลุ่มผลงานที่แม็กซ์ให้คำจำกัดความที่ว่า "Good but not great"

นั่นคืออ่านได้สนุก (ในขณะที่อ่าน) แต่ไม่มีอะไรหลงเหลือต่อไปในความทรงจำหลังจากนั้นมากนัก ข้อดีทุกอย่างในงานของเจเอเคยังมีอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นความเข้ากันได้ดีอย่างยิ่งระหว่างพระเอกนางเอก (ความรู้สึกที่ว่า ทั้งสองเกิดมาเพื่อกันและกันก็ยังคงมีอยู่) องค์ประกอบความเป็นครอบครัวที่ให้ความรู้สึกอย่างที่ชาวเอเชียอย่างแม็กซ์ เข้าใจได้ดีก็มีอยู่ครบ เพียงแต่มันไม่จับจิตจับใจเหมือนงานในอดีตเท่านั้นเอง

White Lies เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชุด Arcane Society ซึ่งเป็นเรื่องของกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษทางพลังจิต แต่แม้จะเป็นเล่มที่สองที่ออกขายในชุด แต่เรื่องนี้ก็แทบจะไม่มีอะไรเกี่ยวเนื่องกับเรื่อง Second Sight ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดเลย นั่นเพราะ SS เขียนภายใต้นามปากกาอแมนด้า ควิกและเป็นเรื่องในยุควิคตอเรียน ขณะที่ WL เป็นเรื่องแนวปัจจุบัน ส่วนเกี่ยวข้องเดียวที่มีก็คือสมาคมอาเคนเท่านั้นเอง

เจค ซัลเตอร์ปลอมตัวเข้ามาสืบหาความจริงตามคำสั่งของสำนักงานนักสืบเจ&เจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมอาเคนเกี่ยวกับตระกูลกราซบรูค แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับแคลร์ แลงคาสเตอร์ ลูกสาวนอกกฎหมายของเป้าหมายเขา และเธอมีพลังจิตในด้านการจับโกหก ซึ่งนั่นทำให้ปัญหาของเขาใหญ่ขึ้นไปอีก อันที่จริงพลังจิตของแคลร์สูงมากขนาดที่เธอไม่น่าจะมีชีวิตอย่างปกติได้ หลายคนคาดว่าเธอน่าจะเป็นบ้าเพราะต้องทนอยู่กับความจริงตลอดเวลาคนเราโกหก

แต่แคลร์มีมุมมองต่อการโกหกที่แปลกออกไป (และนั่นทำให้แม็กซ์ชอบเธอนะ)

เมื่อหกเดือนก่อนแคลร์ที่เพิ่งรู้ความจริงเกี่ยวกับผู้ที่เป็นบิดาแท้ ๆ ของเธอ ได้ติดต่อกับอลิซาเบธน้องสาวต่างแม่เป็นครั้งแรก และนั่นทำให้เธอเข้าไปพัวพันกับความวุ่นวายในชีวิตแต่งงานของอลิซาเบธ และเป็นเหตุหลักที่ทำให้เธอถูกเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการตายของแบรด สามีของอลิซาเบธ

การปรากฎตัวอีกครั้งในครอบครัวกราซบรูคนำปัญหามาให้แคลร์อย่างมาก เธอถูกลอบทำร้ายหลายครั้ง และเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสืบความจริงของเจค

ตามสไตล์ของเจเอเค ทั้งเจคและแคลร์รู้ตั้งแต่ต้นถึงอาการปิ๊งของกันและกัน ไม่ว่าใครจะบอกว่าทั้งคู่ไม่เหมาะกันอย่างไร

อย่างที่บอกค่ะ อ่านได้ สนุกนะ แต่เดี๋ยวก็ลืม คะแนนที่ 70

The Golden Chance // Jayne Ann Krentz

เห็นคุณ Romancer พูดถึงเรื่องนี้ในคอมเม้นต์ของร้อยเล่มในดวงใจ ก็เกิดอาการอยากเขียนรีวิวขึ้นมาทันควัน เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหลายเล่มที่ทำให้แม็กซ์ผันตัวกลายมาเป็นแฟน นิยายโรแมนซ์จนถึงทุกวันนี้

แม็กซ์พูดหลายครั้งนะคะว่า ประสบการณ์กับการอ่านโรแมนซ์เล่มแรกของเราไม่ค่อยโสภานัก เราไม่ชอบโรแมนซ์ฉบับแปลที่ขายอยู่ในยุคที่เราเริ่มอ่าน (สักเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน) ทำให้เรามองโรแมนซ์ว่าไม่มีอะไรนอกจากเรื่องราวของคนแก่ตัณหากลับที่อยาก แอ้มสาวน้อยสวยใสไร้สมอง (เรื่องที่ได้อ่านพระเอกอายุสามสิบหก นางเอกสิบแปด เพิ่งจบจากโรงเรียนเลขา) นั่นทำให้เราเหมาไปว่าโรแมนซ์มาแต่หนังสืออย่างนั้นไปเสียทั้งหมด

จนกระทั่งแม็กซ์ได้อ่านหนังสือของนอร่า โรเบิร์ตและเจนย์ แอนด์ ครานซ์ นักเขียนทั้งสองคนนี้เป็นคนเปิดตาแม็กซ์ให้รับรู้ว่า โรแมนซ์เต็มไปด้วยความหลากหลาย ที่สนองตอบความต้องการทุกอย่างของคนอ่านได้ พล็อตที่แม็กซ์ไม่ชอบทุกวันนี้ก็ยังมีขายดาษดื่น เพราะมีกลุ่มคนอ่านของตัวเอง แต่ในโรแมนซ์ก็ยังมีเรื่องราวชนิดที่แม็กซ์ชอบ

และเรื่องนี้ The Golden Chance ก็มีองค์ประกอบทุกอย่างที่แม็กซ์ชอบในโรแมนซ์

The Golden Chance ของเจนย์ แอนด์ ครานซ์

นี่เป็นหนังสือที่แม็กซ์บอกได้ว่าเป็นเล่มที่เรารักมาก และหยิบมาอ่านหลายรอบแล้วล่ะ อ่านขนาดที่ว่า แม็กซ์สามารถเล่าเรื่องราวในเล่มนี้ได้เป็นฉาก ๆ โดยที่ไม่ต้องหยิบตัวเล่มมาเปิดเพื่อทบทวนความทรงจำเลยแม้แต่นิดเดียว

ฟิลาเดลเฟีย ฟ็อกซ์เป็นตั๋วกลับบ้านของนิค ไลท์ฟุต หญิงสาวที่เป็นคนนอกและแทรกเข้าไปตรงกลางในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของตระกู ลไลท์ฟุต และ แคสเซิลตัน หญิงสาวที่หลายคนเชื่อว่าจะทำลายทุกอย่างที่ตระกูลทั้งสองสร้างขึ้น

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่นิคโดนเนรเทศออกจากกิจการของตระกูล เขาถูกมองว่าเป็นคนเลวที่เดินจากคู่หมั้นผู้เพียงพร้อมไป คู่หมั้นคนที่เขาปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานด้วย ทั้งที่เธอกำลังตั้งท้อง จนพ่อของเขาต้องแสดงสปิิริตด้วยการรับผิดชอบแทนนิค ดังนั้นเมื่อเขาทราบเรื่องของฟิล่าว่า เธอรับมรดกเป็นหุ้นในบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยตระกูลไลท์ฟุต และแคสเซิลตัน เขาก็รู้ว่า เธอก็คือกุญแจสำคัญในการกลับคืนสู่บริษัทของตระกูลของเขา

นิคเกลี้ยกล่อมให้ฟิล่ายอมไปเยือนบ้านเกิดของเขา เพื่อให้เธอรู้จักคนในตระกูลทั้งสองดีขึ้น ในขณะเดียวกันเขาก็เตรียมแผนการที่จะเอาชนะการโหวตเพื่อเลือกผู้บริหารใน บริษัทที่กำลังจะมาถึง ทั้งสองต่างมีแผนบางอย่าง และทั้งสองก็เห็นว่าอีกฝ่ายคือคนที่จะทำให้แผนของพวกเขาสำเร็จ

สำหรับนิค ฟิล่าคือคนที่จะทำให้เขาพิสูจน์ตัวเองว่ามีค่าพอ เขาถูกขับไล่ออกจากบ้านอย่างไร้เกียรติในความผิดที่เขาไม่ได้ทำ นิคหยิ่งในศักดิ์ศรีเกินกว่าจะอธิบาย เขามองเห็นว่า การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของเขาในการช่วยเหลือบริษัทเอาไว้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ ตัวตนของเขา ในขณะที่ฟิล่าเองก็ยังสับสนและเสียใจกับการตายของเพื่อนสนิท คริสซี่ มาสเตอร์เป็นเพื่อนที่เธอรักที่สุด ชีวิตของคริสซี่ก็เหมือนฟิล่าที่ทั้งคู่เป็นเด็กที่เติบโตมาในสถานรับเลี้ยง เด็กกำพร้า แต่คริสซี่ค้นพบพ่อที่แท้จริงของเธอ เขาคือบอยด์ แคสเซิลตัน ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับพ่อของนิคในการก่อตั้งบริษัท เมื่อบอยด์เสียชีวิต เขาทำให้ทุกคนในครอบครัวช็อคที่ทิ้งมรดกเป็นหุ้นไว้ให้คริสซี่ ซึ่งเมื่อคริสซี่เสียชีวิตอีกคน หุ้นนั้นก็ตกมาอยู่ในมือของคนนอกอย่างฟิล่า

คนนอกที่ดูเหมือนไม่มีใครต้องการ แต่การมาถึงของฟิล่า เปลี่ยนแปลงความเข้าใจ และความคิดทั้งหมดของคนในตระกูลไลท์ฟุต และแคสเซิลตัน

นี่เป็นพล็อตเรื่องที่เจนย์ แอนด์ ครานซ์เขียนได้ดีที่สุด เธอนำคนนอกเข้ามาในสถานการณ์ที่ดูเหมือนปกติ เพียงเพื่อจะทำให้พวกเขาตระหนักว่า ชีวิตของพวกเขาห่างไกลจากคำว่าปกติ และคนคนนั้นก็เปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล

ฟิล่าทำให้ทุกคนในครอบครัวมองนิคด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกคนเริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และเธอทำให้ทุกคนเห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือครอบครัว

หนังสือเล่มนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างของโซปโอเปร่านะคะ แต่ไม่มีช่วงไหนเลยที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกอย่างนั้น นั่นเพราะการเขียนของเจนย์ลงตัว และฉลาด เธอสร้างสถานการณ์น้ำเน่าขึ้นมา แล้วใส่ตัวละครที่สดใหม่ (อย่างฟิล่า) ลงไป และทำให้มันกลายเป็นความสวยงาม

แม็กซ์ชอบฟิล่าเพราะเธอเป็นนางเอกที่เราไม่เคยเจอ (ในสมัยที่อ่านครั้งแรก) เธอเฉลียวฉลาด ซื่อสัตย์ และมองโลกด้วยสายตาของคนเจนโลก แต่ไม่เคยทำให้มันเปลี่ยนเธอเป็นคนที่กร้านโลก คนที่อ่านงานของเจนย์ แอนด์ ครานซ์คงจะคุ้นเคยกับบุคลิคของฟิล่าที่แม็กซ์พูดไป เพราะนี่คือจุดเด่นที่สุดในการเขียนเรื่องของเธอ

ในขณะที่นิค เขาอาจต้องการใช้ฟิล่าเป็นเครื่องมือ แต่เขาก็ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ซึ่งนั่นทำให้เขาได้ใจของแม็กซ์ไปเต็ม ๆ

มีหลายฉากมากที่เรารักในเรื่องนี้ ซึ่งถ้าว่ากันตามตรง เรารักทุกอย่างที่ประกอบกันขึ้นเป็นหนังสือเล่มนี้ ทุกองค์ประกอบเล็ก ๆ ตั้งแต่ฉากที่ฟิล่ากินข้าวกับพ่อของนิค และทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามกับความเข้าใจของตัวเองที่คิดว่า นิคเป็นคนผิดที่ทิ้งคู่หมั้นของตัวเองไป ไปจนถึงฉากสุดท้ายที่การโหวตให้ห้องประชุมเพื่อเลือกผู้บริหารคนใหม่

หนังสือเล่มนี้แนะนำให้แม็กซ์ได้รู้จักกับโรแมนซ์ในอีกรูปแบบนึง และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์รักระหว่างเราและนิยายโรแมนซ์มาจนถึงทุก วันนี้

คะแนนที่ 97