Showing posts with label C. Show all posts
Showing posts with label C. Show all posts

Sunday, March 22, 2009

Kept // Jami Alden

นี่เป็นหนังสือเล่มที่อยากอ่านมากที่สุดของเดือนนี้เลยค่ะ แต่ก็ดันเป็นเล่มที่มาถึงเมืองไทยช้าที่สุดจนได้ ดังนั้นพอได้มาอยู่ในครอบครองจึงรีบอ่านทันที

แต่แม็กซ์ก็ยังงงตัวเองนิดนึงนะคะว่า ทำไม้ทำไมหนังสือชุดนี้ถึงกลายเป็นเรื่องที่เราอยากอ่านมากขนาดนี้ได้ ทั้งที่ตอนอ่านเล่มแรกใน ชุดจบไป เราก็ยังไม่ได้เกิดอาการเครซี่คลั่งไคล้เล่มนี้อะไรนัก แต่อย่างช้า ๆ และไม่รู้ตัว พี่น้องตระกูลแท็คเกิร์ตก็แทรกเข้ามาอยู่ในใจเราได้ซะงั้น

Kept ของเจมี่ อัลเด้น

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด The Gemini Men ซึ่งเล่าเรื่องราวของสามศรีพี่น้องตระกูลแท็คเกิร์ตที่ร่วมกันก่อตั้งบริษัท รักษาความปลอดภัยที่ชื่อว่าเจมมิไน แต่ไม่มีความจำเป็นต้องอ่านเล่มแรกก่อนนะคะ ก็สามารถอ่านเรื่องนี้รู้เรื่องได้ เพียงแต่ถ้าคุณอ่านเล่มนี้ก่อน มันอาจจะเป็นการสปอลย์เล่มแรกไปบ้างเล้กน้อย

หนังสือเปิดเรื่องขึ้นที่งานเลี้ยงเพื่อการกุศลสุดหรูที่เดเร็ค แท็คเกิร์ตพี่ชายคนรองทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่ เดเร็คเป็นคนที่ขรึมที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง เขาค่อนข้างเก็บตัว และไม่ได้มีเสน่ห์เหลือเฟือเหมือนน้องชายฝาแฝดอย่างเอธาน (พระเอกเรื่อง Caught ซึ่ง เป็นเล่มแรกในชุด) ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เต็มไปด้วยพลังเอาจริงเอาจังอย่างแดนนี่พี่ชายคนโต (ซึ่งจะเป็นพระเอกเล่มสาม) เดเร็คเคยเป็นนักแม่นปืนในกองทัพ และเขาก็เงียบขรึม และใจเย็นอย่างที่นักแม่นปืนเป็นกัน

จนกระทั่งเขาได้ทำสิ่งที่ตัวเองก็ไม่คิดว่าจะทำ ด้วยการพาลูกสาวเศรษฐีที่อยากได้อะไรก็ต้องได้อย่างอลิสา มิลล์กลับบ้าน และด้วยเหตุผลบางอย่างอลิสาต้องการเขา และเดเร็คก็พบว่าตัวเองไม่อาจปฏิเสธเธอได้ ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่คิดว่าจะเป็นเพียงแค่ชั่วข้ามคืน

แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพ่อของอลิสาถูกฆ่าตาย และลุงของเธอเรียกตัวเดเร็คให้มาเป็นบอดี้การ์ดคอยดูแลหญิงสาวที่มีแต่ข่าว ฉาวโฉ่คนนี้ และนั่นทำให้เขาได้รู้จักเธอมากขึ้น และเรียนรู้ว่า ภายใต้ใบหน้าในสวยงามของอลิสา ก็ยังมีผู้หญิงที่แท้จริง ผู้หญิงที่มีเลือดเนื้อ และต้องการความรักอย่างมาก

นั่นเพราะตลอดชีวิตของอลิสา ชีวิตที่ดูเหมือนจะครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินและเงินทอง เธอไม่เคยเป็นที่ต้องการของใคร เธอเป็นลูกสาวนอกกฎหมายของมหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทค้าเพชร กับดาราฮอลีวู้ด อลิสาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางเลนส์ของนักข่าว ทุกความเคลื่อนไหว ทุกการกระทำของเธอถูกจับตามองโดยช่างภาพ และเด็กหญิงที่ขาดความรักก็เดินพลาดหลายครั้ง เธอติดยา และมีรูปวาบหวิวโพสต์ในอินเตอร์เน็ต เธอถูกมองว่าเป็นปาร์ตี้เกิร์ลที่ไร้สมอง แต่ในวัยยี่สิบสี่ อลิสากำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอทำสัญญาสงบศึกกับผู้เป็นบิดา กลายเป็นผู้รับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายอาการป่วยของผู้เป็นมารดา แต่แล้วโลกของเธอก็ดูเหมือนจะถล่มลงมาอีกครั้ง

เมื่อพ่อของเธอถูกฆ่า ใครสักคนจ้องจะทำลายชื่อเสียงที่เธอพยายามสร้างขึ้น และผู้ชายคนเดียวที่ดูเหมือนจะเป็นที่พึ่งก็ไม่ยอมเชื่อว่า เธอไม่ได้หันกลับไปหายาเสพติดอีกครั้ง

ปกติแม็กซ์จะไม่ค่อยชอบนางเอกอย่างอลิสานะคะ เธอค่อนข้างอ่อนแอในทางอารมณ์ ในหลายครั้งเรารู้สึกว่าเธอโง่และซื่อเกินไป แถมยังมีประเด็นขัดใจที่เราไม่ชอบมาก ๆ นั่นก็คือ เรื่องราวที่นางเอกแสนจะดีดี้ดี แต่คนรอบข้างกลับไม่มีใครชอบเธอเลยสักคน แม็กซ์ไม่ชอบพล็อตแนวนี้ เพราะความเชื่อส่วนตัวว่า ถ้าเราเป็นคนดี คนอื่นก็จะต้องเห็นความดี แต่ในกรณีนี้ ดูเหมือนทุกคนจะเกลียดอลิสามาก เกลียดที่เธอสวย เกลียดที่เธอร่ำรวย เกลียดที่มีชื่อเสียง ทั้งที่ในความประพฤติแล้ว อลิสาไม่ได้มีอะไรเลวร้าย ทำให้แม็กซ์ตั้งข้อสงสัยถึงความแคบของตัวละคร (ที่เกลียดนางเอก)

แต่ในความอ่อนแอของอลิสา เธอกลับมีความเข้มแข็งบางอย่าง ที่ำทำให้เธอมีเสน่ห์ในตัวเอง ไม่ได้ดูเป็นตัวละครที่ร้องโอดโอยให้แต่พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย (จริงอยู่นะคะในเ่ล่มนี้ สุดท้ายแล้วก็เป็นเดเร็คนั่นแหละที่ต้องออกโรงมาช่วยเธอทุกครั้ง แต่การดำเนินเรื่องกลับไม่ทำให้แม็กซ์รู้สึกสิ้นหวังกับความไม่ได้เรื่องขอ งอลิสา) ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะทุกเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเธอ อลิสาไม่ได้แสวงหามัน อันที่จริงเธอไม่ได้ประพฤติตนดั่งเช่นนางเอกที่โง่จนสมควรตาย เธออาจเดินเข้าไปหาอันตรายเอง แต่ทุกครั้งมันมีคำอธิบายที่แม็กซ์ยอมรับได้

แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า คนที่ไม่ได้อ่านเรื่อง Caught จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของเดเร็คมากนัก เพราะในเล่มนี้เดเร็คเปลี่ยนตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับอลิสา เขาไม่ใช่ตัวเขาที่คนอ่านรู้จัก (แต่มันก็ไม่ใช่การเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือนะคะ มันเป็นการเปลี่ยนชนิดที่ชายซึ่งตกหลุมรักเท่านั้นจะเป็นได้) ทำให้คนที่ไม่ได้อ่านเล่มแรกในชุด ที่ยังไม่เคยรู้จักคาแร็คเตอร์ของเดเร็ค จะเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีนัก แต่สำหรับคนที่อ่าน การได้เห็นชายที่ดูเหมือนจะไม่แยแสอะไร ออกอาการร้อนรนจะเป็นจะตายเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว มันก็สนุกดีค่ะ

คู่ของเดเร็คและอลิสาไม่ใช่คู่พระนางที่ถึงกับยอดเยี่ยมในโลกโรแมนซ์หรอก นะคะ แต่เป็นคู่ที่เหมาะสมกันดี นางเอกที่เปรียบเสมือนปารีส ฮิลตันในโรแมนซ์ กับพระเอกที่ไม่เคยอ่านข่าวสังคมมาพบกัน แม็กซ์เข้าใจถึงแรงดึงดูดของความแตกต่างในคู่นี้ (และมันเป็นพล็อตที่เจมี่คนแต่งใช้อีกแล้ว)

ในส่วนของประเด็นการสืบสวน แม็กซ์ไม่ชอบวิธีการที่ให้คนร้าย (สปอยล์) มาคลั่งไคล้อลิสาจนเพี้ยน มันเป็นพล็อตโบราณมากที่นักเขียนชอบใช้กัน จนแม็กซ์รู้สึกว่า มันโบไปแล้วน่ะ ไม่เข้าใจว่าทำไม นางเอกมีดีตรงไหน ถึงต้องมารุมคลั่งกันอย่างนี้ มันน่ารำคาญพอ ๆ กับการเขียนให้นางเอกเป็นคนดี แต่ไม่มีใครรักเธอเลยแหละ

อาการขาดความรักของนางเอกเป็นส่วนที่ทำให้แม็กซ์ไม่ค่อยมั่นใจในโรแมนซ์ของ ทั้งอลิสาและเดเร็คนัก เพราะเราไม่แน่ใจว่า ที่เธอเลือกเดเร็คเป็นเพราะเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่รักเธอ หรือเพราะเขาเป็นผู้ชายที่เธอรัก แต่ในขณะเดียวกัน แม็กซ์ค่อนข้างเชื่อว่าอลิสาเป็นผู้หญิงที่เดเร็คต้องการ และเหมาะกับเขาอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เขากระทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาตลอดชีวิต

โดยรวมหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มต่อที่น่าอ่าน และยิ่งทำให้แม็กซ์อยากอ่านเล่มสุดท้าย (หรือเปล่า ไม่แน่ใจนะคะ คิดว่าถ้าขายดี คนแต่งคงจะขยายชุดเป็นแน่) ที่เป็นเรื่องราวของแดนนี่ พี่ชายคนโดตที่แหกกฎการเป็นพี่ชายคนโตทั้งหมด ด้วยการที่ไม่ใช่คนที่บ้าความรับผิดชอบ และห่ามน่าดู

สำหรับเล่มนี้คะแนนที่ 70

Kiss me While I Sleep // Linda Howard

หลังจากถูกดองมานานถึงห้าปี ในที่สุดหนังสือเล่มนี้ถูกหยิบมาอ่าน มันไม่ใช่ความรู้สึกผิดของแม็กซ์หรอกนะคะที่ลงทุนซื้อฉบับปกแข็งมา (แต่ไม่ได้อ่านจนปกอ่อน และฉบับแปลกำลังจะออกขายแล้ว) แต่เป็นเพราะการเขียนรีวิวของคุณบีแห่งสำนักพิมพ์แก้วกานต์ที่นี่

แม็กซ์ก็รู้นะคะว่ามันเป็นการโฆษณาอย่างนึง (ก็แหมเขาอุตส่าห์ซื้อลิขสิทธิ์แล้วแปลขายนี่) แต่การบรรยายเนื้อเรื่อง และตัวละครทำให้เรารู้สึกว่า เรื่องนี้น่าอ่านมาก ดังนั้นพออ่านเรื่อง First Comes Marriage จบ ก็เลยหยิบเล่มนี้มาอ่านต่อทันที

และก็บอกได้ตั้งแต่เปิดเรื่องค่ะ ว่าเล่มนี้แตกต่างไปจาก FCM มาก และไม่ใช่แค่เรื่องนี้เป็นแนวโรแมนติคสืบสวน ในขณะที่อีกเล่มเป็นแนวย้อนยุคนะคะ จังหวะในการดำเนินเรื่องก็คนละเรื่องกันเลย

แต่ก็เช่นเดียวกัน หนังสือแต่ละเล่มล้วนมีจังหวะของมันเอง และมีเสน่ห์ในตัวเอง เล่มนี้ก็เป็นเช่นนั้น

Kiss Me While I Sleep ของลินดา โฮเวิร์ด

หนังสือเรื่องนี้ถูกโฆษณาว่าเป็นเล่มที่สามในชุด (ต่อเนื่องกับ Kiss and Tell, และ All the Queen's Men) แต่ส่วนเกี่ยวข้องเดียวของเล่มนี้กับเล่มอื่นก็คือ ตัวเอกที่เป็นสายลับซีไอเอ และตัวละครที่ชื่อแฟรงค์ วินเนย์ (ถ้าใครจะจำเขาได้) เท่านั้นเอง ดังนั้นแม็กซ์จึงบอกได้เลยว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือสองเล่มแรกหรอกนะคะ คุณก็สามารถหยิบเล่มนี้ขึ้นมาอ่านได้อย่างรู้เรื่องแน่นอน

ลิลี่ แมนส์ฟิลด์เป็นนักฆ่ารับจ้างที่ทำงานให้กับซีไอเอ แต่งานที่เธอเพิ่งทำเสร็จลงไปไม่ใช่งานที่ซีไอเอจะอนุมัติ เพราะซัลวาตอเร่ เนอฟ์วีที่แม้จะเป็นอาชญากรชั่วช้า แต่เขาก็ยังมีประโยชน์ต่อซีไอเอเป็นอย่างสูง มันไม่สำคัญหรอกว่าซัลวาตอเ่ร่คือคนที่อยู่เบื้องหลังการตายของเพื่อนสนิท สองคนของลิลลี่ และที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาคือคนที่ออกคำสั่งฆ่าเด็กสาวที่เปรียบเสมือนลูกสาวของเธออีก และนั่นเป็นความผิดที่ลิลลี่ไม่อาจให้อภัยได้

และแม้จะต้องแลกด้วยชีิวิต ลิลลี่ก็จะต้องแก้แค้น ดังนั้นเมื่อแผนการวางยาพิษซัลวาตอเร่ดูจะไม่เป็นผล เพราะเขาปฏิเสธที่จะดื่มไวน์ที่เจือยาพิษ หากลิลลี่ไม่ดื่ม เธอแม้จะรู้ว่ามันมีอันตราย และอาจทำให้เธอตายได้ ลิลลี่ก็ดื่มมัน

แผนการสำเร็จ ซัลวาตอเร่ตาย แต่มันก็ทำให้ลิลลี่เจ็บหนัก เธออาจจะรอดแต่ร่างกายของเธอไม่แข็งแรงเหมือนเก่า มีรอยรั่วในหัวใจของเธอ ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยด่วย แต่ลิลลี่ไม่อาจรอเวลาได้ เพราะแม้หัวหน้าขององค์กรที่สั่งฆ่าได้ตายลงไปแล้ว แต่ลูกชายของเขาก็ยังคงอยู่ และเธอต้องการทำลายทุกอย่างที่พวกเนอฟ์วีมี

การกระทำของลิลลี่สร้างความตื่นตระหนกให้กับซีไอเอ พวกเขากลัวว่าเธอจำทำลายเครือข่ายสายลับของซีไอเอที่สร้างไว้กับพวกเนอฟ์วี แฟรงค์ วินเนย์จึงส่งตัวสายลับมือเอกอย่างลูคัส สเวนไปยังปารีสเพื่อจัดการกับปัญหาที่ชื่อว่าลิลลี่นี้เสีย

แต่ลูคัสไม่ใช่สายลับอย่างที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็นกัน เขาไม่ใช่เจมส์ บอนด์ที่เคร่งขรึมและไร้อารมณ์ขัน ลูคัสเป็นด้านที่ตรงข้ามของลิลลี่ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นเขาเลือกที่จะใช้วิธีที่ไม่เหมือนใคร เพราะแทนที่จะจับตัวเธอทันทีที่หาเธอพบ ลูคัสกับยื่นข้อเสนอช่วยเหลือลิลลี่ในภารกิจของเธอ และอย่างช้า ๆ หนุ่มเท็คซัสคนนี้ก็ได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ในหัวใจที่ดูเหมือนจะปิดตายไปแล้ว ของลิลลี่ได้

จุดเด่นที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ คาแร็คเตอร์ค่ะ โดยเฉพาะด้านที่แตกต่างกันมากของลูคัสและลิลลี่ เพราะแม้ทั้งสองจะทำงานในโลกด้านมืดของการเป็นนักฆ่าและสายลับ ทั้งสองก็มีวิธีการจัดการกับชีวิตส่วนตัวที่แตกต่างกัน ลิลลี่ซึ่งเป็นนักฆ่าถอนตัวออกจากโลก และตัดความสัมพันธ์กับทุกคนที่มีความหมาย นอกจากเพื่อนทั้งสอง และลูกสาวบุญธรรมของพวกเขา เด็กสาวที่ลิลลี่ช่วยชีวิตมาจากการปฏิบัติภารกิจครั้งนึง เด็กที่ลิลลี่ดูแลมาตลอด และเมื่อทั้งหมดถูกฆ่าตาย แรงยึดเดียวที่ลิลลี่มีต่อโลกใบนี้ก็ขาดผึงลง เธอไม่แคร์การมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ชีวิตทั้งหมดมีเพื่อแก้แค้น

ส่วนลูคัสดูเหมือนจะใช้การเป็นสายลับเป็นบันไดแห่งการเติบโต จากเด็กหนุ่มที่เข้าสู่ธุรกิจแห่งเงามืดเพราะต้องการความตื่นเต้น ลูคัสเติบโตขึ้นเป็นชายผู้รู้จักชีวิต และรับผิดชอบ แน่ล่ะเขาเสียใจกับการกระทำในอดีต แต่ก็รู้ว่าบางอย่างมันก็ไม่อาจแก้ไขได้ เขาก็แค่ทำสิ่งที่เหลือให้ดีที่สุด อย่างที่บอกนะคะลูคัสเป็นด้านตรงข้ามของลิลลี่ และเขาก็เข้ามาในชีวิตของเธอ ในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด

เพราะนอกจากเขาจะเป็นคู่หูในปฏิบัติการ เขายังนำรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมาให้เธอ และก็คือเขาที่นำชีวิตกลับมาให้กับลิลลี่อีกครั้ง

ในแง่นึงลูคัสเป็นตัวละครที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังสือของลินดา โฮเิวิร์ดเท่าไหรนัก หรืออย่างน้อยคุณก็ไม่เห็นในตัวพระเอก เพราะเขาไมไ่ด้ออกอาการอัลฟ่า หรือหัวดื้อถือตัวเองเป็นใหญ่เลยสักนิด และมันก็เหมาะกับเนื้อเรื่อง เพราะลิลลี่ในเรื่องนี้ก็แข็งมากพอแล้ว แต่ลูคัสก็ไม่ใช่พระเอกสไตล์เบต้าหรอกนะคะ เขาเป็นสายลับซีไอเอ และมีความสามารถทุกอย่างที่สายลับควรมี เหนืออื่นใด เขานับถือลิลลี่ และนี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่พระเอกจะคิดต่อนางเอกได้

จะว่าไปบทบาทของพระเอกและนางเอกในเล่มนี้ออกจะสลับกันอยู่นะคะ เพราะเป็นพระเอกที่ดึงนางเอกออกมาจากด้านมืด และช่วยให้เธอกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง

ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า หนังสือโรแมนติกสืบสวนเล่มนี้ ส่วนของโรแมนติกสอบผ่านค่ะ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาสักพักใหญ่เลยล่ะ กว่าพระนางจะได้พบหน้ากัน (แต่ก็เป็นฉากการพบที่ช่างน่าตื่นเต้นอย่างมาก เมื่อลูคัสพุ่งรถเข้าไปขวางระหว่างลิลลี่กับมือปืนที่หมายมั่นเอาชีวิตของ เธอ)

ส่วนของสืบสวนต่างหากที่รบกวนใจของเรา ปกติแม็กซ์จะไม่ค่อยเรื่องมากกับพล็อตส่วนสืบสวน ซึ่งในกรณีนี้คือพล็อตที่เป็นทริลเลอร์ เพราะไม่มีการสืบสวนค่ะ เรารู้อยู่แล้วว่าผู้ร้ายเป็นใคร แต่เป็นการปฏิบัติภารกิจของลิลลี่มากกว่า แต่เล่มนี้คงเป็นเพราะการโฟกัสอย่างมากของลิลลี่ในการแก้แค้น ทำให้เรารู้สึกว่า หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้มันง่ายเกินไป

เพราะสำหรับคนที่กร้านโลกและมองโลกด้วยสายตาตายด้านอย่างลิลลี่ แม็กซ์รู้สึกไม่ค่อยเชื่อนักที่จู่ ๆ เธอจะไว้ใจลูคัสทั้งที่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร โดยให้เขามาร่วมปฏิบัติการด้วย จริงอยู่ที่เธอกำลังต้องการความช่วยเหลือ และเขาก็เข้ามาในเวลาที่เหมาะเจาะ แต่เราคิดว่า คาแร็คเตอร์ของลิลลี่น่าจะระวังตัวมากกว่านี้ (แม้ว่าสุดท้ายแล้วเธอจะคิดถูกที่ให้ลูคัสมาช่วยนะคะ แต่ในเวลาที่เจอกับเขา ลิลลี่กำลังหนีการตามล่า และไม่น่าจะไว้ใจใครง่าย ๆ)

แม็กซ์ชอบการสรุปเรื่องตอนจบ ที่เฉลยว่า แท้จริงแล้วเรื่องราวเป็นยังไง เราคิดว่ามันเสียดสีดี (สปอยล์) ที่สุดท้ายแล้วคนที่บ่อนทำลายอาณาจักรเนอฟ์วีก็คือ คนที่จะได้ประโยชน์จากมันมากทีุ่สุด และเขาทำไปก็เพราะผู้หญิงคนเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่า งานของลิลลี่ง่ายเกินไปหน่อยนะคะ เธอเสียสละไปมากเพื่องานนี้ เราจึงอยากให้มันเป็นงานที่ยากลำบาก (กว่านี้) เพื่อที่ทุกอย่างที่ลิลลี่ลงทุนไปดูคุ้มค่ามาก ๆ (เข้าใจลอคจิกของเราไหมคะ)

ปัญหาที่แม็กซ์มีต่อเล่มนี้ คงเพราะเรายังตัดสินใจไม่ได้น่ะค่ะว่า เรากำลังอ่านโรแมนซ์อยู่ หรือว่าอ่านทริลเลอร์ เพราะเรื่องนี้มันเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง ปัญหาการคือ การเป็นอย่างนึงมันจะทำให้อีกส่วนหนึ่งดูไม่ครบถ้วน ในแง่ของโรแมนซ์เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีค่ะ (แม้มันจะไม่ใช่โรแมนซ์ชนิดที่พระนางตัวติดกันตลอดเวลา) ลิลลี่เมื่อเลือกที่จะไว้ใจลูคัส เธอก็ไว้ใจเขาอย่างหมดใจ แม้กระทั่งตอนที่เธอคิดว่าเขาทรยศ เธอก็ยังรักเขา แต่ถ้าคิดในแง่ของทริลเลอร์ ยังมีหลายอย่างที่แม็กซ์ไม่ค่อยเชื่อนัก

แต่ในเมื่อบลอกนี้เป็น Mostly Romance เราก็จะเน้นในโรแมนซ์แล้วกันนะคะ ดังนั้นจึงสรุปว่า แนะนำให้อ่านกันดูแล้วกัน หนังสือเล่มนี้ไม่เหมือนกับเล่มไหนของลินดา โฮเวิร์ดที่อาจจะดูมีด้านมืดที่มากกว่า แต่การเดินทางออกจากด้านมืดของลิลลี่มาสู่แสงสว่าง (ด้วยความรักของพระเอก) ก็เป็นการเดินทางที่แฟนโรแมนซ์น่าจะชื่นชอบค่ะ

Dangerous To Touch // Jill Sorenson

คนที่อ่านรีวิวของแม็กซ์เรื่อง Crash into Me ที่เขียนไว้เมื่อช่วงต้นเดือนคงจะพอรู้ว่า แม็กซ์ชอบงานของนักเขียนหน้าใหม่อย่างจิล ซอเรนสันมากแค่ไหนนะคะ และก็เป็นโชคดีของเราอีกค่ะที่เมื่อปีก่อน แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อหนังสือเรื่องนี้เอาไว้แล้ว (มิฉะนั้นถ้าไม่สั่ง ตอนนี้คิดจะสั่งก็ไม่มีของขายแล้วล่ะ เพราะหนังสือของฮาร์ลิควินหมดเร็วมาก) ทำให้เรามีงานของจิลอีกเล่มเอาไว้อ่าน

ในฐานะที่หนังสือเรื่องนี้เป็นเล่มแรกที่จิล ซอเรนสันเขียน แม็กซ์ให้คะแนนสอบผ่านนะคะ แต่สำหรับนักเขียนที่เขียนเรื่องอย่าง Crash into Me เธอสอบตก เพราะเรื่องนี้ไม่อาจเทียบกันได้เลย

ปัญหาใหญ่ที่เรามองเห็นก็คือ ขนาดความยาวของเรื่อง ในขณะที่ CIM หนามากกว่าสี่ร้อยหน้า หนังสือเรื่องนี้หนาเพียง 215 หน้า ในขณะที่ความเข้มข้นของพล็อตเรื่องก็มีมากพอกัน ทำให้เวลาเราอ่านเล่มนี้ เรารู้สึกถึง "ความขาด" ของเนื้อเรื่องไปหลายส่วนเลยล่ะ

Dangerous to Touch ของจิล ซอเรนสัน

ซิดนี่ย์ มาร์โลว์เป็นหญิงสาวผู้มีพรสวรรค์พิเศษ นั่นก็คือเธอสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้โดยการสัมผัส และเหตุการณ์ที่เธอเห็นก็ไม่ใช่สิ่งที่ซิดนี่ย์ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องเลย เพราะมันคือเหตุการณ์ฆาตกรรมหญิงสาวคนนึง นิมิตที่เธอเห็นผ่านการสัมผัสสุนัขของหญิงสาวผู้นั้น

และแม้รู้ว่าจะไม่มีใครเชื่อ ซิดนี่ย์ก็ตัดสินใจแจ้งสิ่งที่เห็นกับตำรวจ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เธอพูด ยิ่งไปกว่านั้น มันทำให้เธอกลายเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญ เพราะเป็นเพียงคนเดียวที่บรรยายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ผู้หมวดมาร์ค ครูซถูกส่งมาติดตามความเคลื่อนไหวของซิดนี่ย์ เพราะหวังว่าเธอจะนำเขาไปสู่ฆาตกรตัวจริง และหวังว่ามันจะทันเวลาก่อนที่ฆาตกรรายนั้นจะฆ่าอีกครั้ง

พล็อตหนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างเป็นมาตรฐานของแนวโรแมนติคสืบสวนทั่วไปนะ คะ นางเอกที่เห็นนิมิต พระเอกที่เป็นตำรวจไม่เชื่อในสิ่งที่เธอเห็น และตั้งคำถามทุกอย่าง (คุ้น ๆ กันไหม กับพล็อตนี้ เรื่องนึงที่โดดเด่นในใจแม็กซ์ก็คือเรื่อง Dream man ของลินดา โฮเวิร์ด) ในขณะเดียวกันมาร์คก็ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้จับตามองพฤติกรรมของ ซิดนี่ย์ทุกอย่าง และนั่นหมายถึงการติดเครื่องดักฟังที่บ้านของเธอด้วย (แม็กซ์ผิดหวังนิดนึงนะคะที่ไม่มีการใช้พล็อตเครื่องดักฟังกับฉากรัก เรานึกถึงเรื่อง Behind Closed door ของแชนน่อน แม็คเคนน่าน่ะค่ะ)

แต่เมื่อดูเหมือนว่าซิดนี่ย์จะพูดความจริง มาร์คก็ถึงเวลาต้องเลือกว่าระหว่างอาชีพ กับการปกป้องซิดนี่ย์จากคนร้าย

ในด้านนึงหนังสือเรื่องนี้มีพล็อตที่คล้ายกับ Crash into me พอสมควร เพราะพระเอกในเล่มนี้ (หรือนางเอกใน CIM) ปลอมตัวเข้าไปตีสนิทกับนางเอก เพื่อสืบข้อมูลของเธอ ก่อนที่ท้ายที่สุดจะยอมสละอาชีพที่ตัวเองรักเพื่อปกป้องเธอ (เช่นเดียวกับที่นางเอกใน CIM เลือกที่จะเข้าข้างพระเอกทั้งที่หลักฐานชี้ว่าเขาเป็นคนผิด) แม็กซ์ชอบที่ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีการลงโทษที่มาร์คเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย (หรือซิดนี่ย์) เราอ่านหนังสือแนวนี้หลายเล่ม แทบจะไม่มีเล่มไหนพูดถึงผลพวงของการเข้าไปยุ่งเกี่ยว (ทางเพศ) กับผู้ต้องสงสัยสักเล่ม เล่มนี้ให้มุมมองที่สมจริงมากกว่า

ข้อเสียก็เหมือนอย่างที่แม็กซ์พูดไปแล้ว ด้วยข้อจำกัดเรื่องหน้ากระดาษ ทุกอย่างในเล่มเร่งรัดและดูไม่เป็นจังหวะกับเนื้อเรื่อง กระทั่งการเฉลยตัวคนร้ายตอนจบเรื่องก็ราวกับว่า คนแต่งมีอะไรในใจมากกว่านี้ แต่หน้ากระดาษมันหมดเสียก่อน ก็เลยไม่ได้เขียน แม็กซ์อยากรู้ค่ะว่า ถ้าให้จิลเขียนเล่มนี้ใหม่อีกครั้ง โดยที่ไม่ได้วางขายกับฮาร์ลิควิน (ซึ่งมีนโยบายในการจำกัดหน้ากระดาษมาก) เรื่องนี้จะออกมาเป็นยังไง

เพราะเล่มนี้มีองค์ประกอบที่จะเป็นหนังสือที่สนุกไ้ด้ค่ะ เพียงแต่วิธีการนำเสนอเรื่องราวยังไม่ดีพอ มันสั้น และห้วนเกินไป จนแม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเรารู้จักตัวละครเลย (ซึ่งนี่เป็นเรื่องแย่ที่สุด เพราะแม็กซ์ชอบการกำหนดคาแร็คเตอร์ของจิลมาก เรื่อง CIM ได้ใจเราไปเต็ม ๆ เพราะคาแร็คเตอร์นี่แหละ ไม่ใช่พล็อต)

คะแนนที่ 63

Wednesday, March 4, 2009

The Warlord's Daughter // Susan Grant

แม็กซ์ค่อนข้างชอบงานเขียนของซูซาน แกรนต์ค่ะ และบอกตามตรงว่า เท่าที่อ่านงานของเธอมาก็ยังไม่ถึงกับมีเล่มไหนที่น่าผิดหวัง เรื่องราวของเธออาจจะไม่ใช่พล็อตเรื่องแนวอ่านงานสบายใจ หลายประเด็นที่เธอยกขึ้นมาหนัก แต่เธอเป็นคนที่เขียนเรื่องที่พล็อตหนักออกมาให้เกิดความรู้สึกว่าไม่หนัก ได้เก่งมาก

และเรื่องนี้ก็เช่นกันค่ะ

The Warlord's Daughter ของซูซาน แกรนต์

หนังสือเล่มนี้โฆษณา (อีกแล้ว) ว่าเป็นเล่มที่สองในชุด The Borderland ที่ต่อเนื่องกับเรื่อง Moonstruck แต่ความจริงก็คือ เรื่องนี้ผูกพักและเกี่ยวข้องกับหนังสืออีกหลายเล่ม โดยเฉพาะชุดไตรภาคชุด Otherworldly men (Your Planet or Mine?, My Favorite Earthling, and How to lose an Extraterrestrial in 10 days)

แม็กซ์คิดว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องในชุดนี้มาก่อนเลย ก็น่าจะอ่านเรื่องนี้รู้เรื่องอย่างไม่มีปัญหาอะไรนะคะ แต่อาจจะเกิดอาการ "มันต้องมีเรื่องของตัวละครตัวนั้นตัวนี้มาก่อนแน่เลย" รวมทั้งมันจะเป็นการสปอยล์พล็อตของเล่มก่อนหน้าอีกนิดหน่อยค่ะ

ขอพูดแบ็คกราวด์ของหนังสือชุดนี้หน่อยแล้วกัน (ทั้งชุด The Borderland และ Otherworldly Men)

ในชุด OM โลกมนุษย์ได้รับการติดต่อจากต่างดาวซึ่งมีแผนการจะนำโลกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของฝ่ายพันธมิตร แต่การเป็นส่วนหนึ่งหมายถึงมนุษย์โลกจะต้องกลายเป็นผู้อพยพ เป็นพลเมืองชั้นสองในสังคมของเหล่าพันธมิตรอันยิ่งใหญ่ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เราต้องการ หนึ่งในทหารของฝ่ายพันธมิตรที่เมื่อหลายสิบปีก่อนตกหลุมรักเด็กน้อยชาวโลก ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือเกียรติยศเดินทางมายังโลก เพื่อเตือนให้โลกรับรู้ถึงภัยคุกคามอันนี้ และในที่สุดก็ด้วยแผนการอันแยบยลก็หลอกฝ่ายพันธมิตรได้สำเร็จว่า โลกเรามีกองทัพกันน่าเกรงขาม (พล็อตนี้อยู่ใน Your plantnet or mine)

แต่เพราะฝ่ายพันธมิตรเกรงกลัวมนุษย์โลก (เพราะโดนหลอกสำเร็จ) ราชินีซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายพันธมิตรจึงต้องการได้ฝ่ายโลกเป็นพวก ก่อนที่โลกจะหันไปเป็นพวกเดียวกับเดรคเค่น อันเป็นศัตรูสูงสุดของฝ่ายพันธมิตร เธอจึงเจรจาจนได้สามีชาวโลกมาเป็นตัวประกัน (และนี่เป็นพล็อตของเล่มสองเรื่อง My Favorite Earthling) ผลสรุปของเล่มนี้ก็คือ การยุติสงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตร และเดรคเค่นอันมีมานาน เมื่อราชินีฆ่าผู้นำสูงสุดของเดรคเกอร์ได้สำเร็จ

ฝ่ายเดรคเค่นซึ่งเป็นตัวร้ายใหญ่ในเรื่องชุด OM ก็ถึงกาลอวสาร จนกระทั่งมาถึงชุดนี้ The Tales of the Borderlands ที่เล่าถึงเหตุการณ์ภายหลังฝ่ายเดรคเค่นยอมแพ้

โฟกัสของเรื่องราวในเล่มนี้ก็คือ ลูกสาวของอดีตผู้นำสูงสุดของฝ่ายเดรคเค่น อเรนก้าเป็นสาวน้อยที่ไม่มีอะไรเหมือนผู้เป็นบิดาเลย แน่ละเธอเป็นผู้หญิง อ่อนแอ สายตาสั้น เธอถูกกำหนดให้เป็นเพียงเบี้ยตัวนึงในเกมการเมืองของบิดา แต่แล้วสงครามที่สงบลงอย่างกระทันหันก็เปิดโอกาสให้กับเรนเป็นครั้งแรก

เธอมีอิสระที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้อง ถ้าเพียงแต่เธอสามารถหลบหนีการตามล่าจากคนทั่วทั้งจักรวาลที่ล้วนแต่มีจุด มุ่งหมายในการเอาเธอไปใช้เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เธอไปเป็นสัญลักษณ์ในความพยายามก่อกบฎของฝ่ายเดรคเค่น หรือเอาตัวเธอไปลงโทษทรมานแทนที่บิดา (ที่บังอาจตายเร็วไปหน่อย)

แต่มีชายเพียงคนเดียวที่ต้องการเรนอย่างที่เธอเป็น เขาคือเอราล แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรเดรคเค่น และคือคนทรยศที่ล้มอาณาจักรของตัวเอง เพียงเพื่อจะปลดปล่อยเรนให้เป็นอิสระ (และแก้แค้นพ่อของเขาซึ่งเป็นแม่ทัพของเดรคเค่นในเวลาเดียวกัน) เอราลคือกุญแจสำคัญที่เดรคเค่นแพ้สงคราม แต่เมื่อสงครามจบสิ้น อาณาจักรสูญสลาย สิ่งที่เดียวที่เอราลต้องการก็คือเรน

เด็กสาวที่เขาได้มีโอกาสพบเพียงครั้งเดียว และก็เป็นเพียงแค่สบตาเดียวเท่านั้นที่เขาตัดสินใจจะละทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอ

และเอราลก็รู้ถึงอันตรายที่ไล่ล่าเรนอยู่ เขารู้ว่าทุกฝ่ายต่างต้องการบางอย่างจากลูกสาวคนเดียวของอดีตผู้นำเดรคเค่น ดังนั้นเมื่อโอกาสเปิด หลังสงคราม เขาออกตามหาเธอทันที ด้วยข้อได้เปรียบที่มี เอราลหาตัวเรนเจออย่างรวดเร็ว แต่มันก็เกือบสายเกินไป เมื่อประกาศจับทั้งเขา และเธอออกมาแล้ว นั่นทำให้ทางเลือกของเอราลน้อยลงไปใหญ่ ทางออกเดียวที่เขาหาเจอก็คือ การไว้ใจอดีตกัปตันยานลักลอบขนของเถื่อนที่เป็นชาวพันธมิตร และเพื่อเป็นการไถ่บาปที่บิดาได้เคยกระทำลงไป เรนเลือกที่จะออกขนหา "สมบัติ" ที่เธอเท่านั้นจะเป็นผู้ค้นพบ

หนังสือเรื่องนี้เปิดเรื่องได้น่าอ่านมาก ๆ และแสดงความสามารถของซูซาน แกรนต์ในการวางพล็อต เพราะเล่มนี้เป็นการผูกเอาองค์ประกอบหลายอย่างที่ดูจะไม่ลงตัวในเล่มก่อน หน้า มาสรุปเป็นผลที่เหมาะเจาะ ราวกับว่าเธอวางแผนไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้เสียอีก ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้เป็นการเล่าย้อน เรื่องราวในเล่มก่อนหน้า แต่ต่างมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายว่าทำไมเจเร็ดถึงช่วยเหลือเคียร่ได้อย่างไม่มีปัญหา นัก (ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นขัดใจเราใน My Favorite Earthling) หรือการต่อเนื่องเรื่องราวของตัวละครรองที่ทิ้งท้ายเอาไว้ใน Moonstruckที่ต่อเนื่องเรื่องของโบลิวาร์ซึ่งเป็นตัวละครรองในเล่มนั้นที่ สูญเสียความทรงจำไป

แต่ในทางกลับกัน การเกริ่นนำเรื่องราวของเล่มนี้ (ที่เกี่ยวเนื่องกับเล่มอื่น) แม้จะน่าสนใจ แต่ก็ดึงโฟกัสของเรื่องออกไปจากโรแมนซ์ ทำให้แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า หนังสือเรื่องนี้จะถือว่าเป็นโรแมนซ์ที่ดีได้ไหม มันเป็นหนังสือที่สนุก น่าอ่านมาก ๆ อันนี้จริงค่ะ แต่ในฐานะของโรแมนซ์ เราไม่แน่ใจนัก

เพราะต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องก่อนที่เรนและเอราลจึงได้พบกัน และมันเป็นการพบกันที่ง่ายดายโดยที่ไม่ต้องลุ้น เอราลรู้ใจตัวเองมานานแล้วว่า รักเรนแค่ไหน ในขณะเีดียวกันเรนเมื่อรู้ว่า เอราลต้องเสียสละมากเพียงใดเพื่อให้ได้อยู่กับเธอ (ในความสงบ ไม่ใช่สงคราม) เธอก็ตกหลุมรักเขาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นพล็อตโรแมนซ์มันจึงไม่มีการลุ้น หรือต้องคิดมาก

เช่นเดียวกับ Moonstruck ที่เล่มนี้ก็ยังใช้ธีมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสงบหลังสงคราม ที่มันไม่ได้สงบอย่างที่คิด การที่สองชาติที่เป็นศัตรูกันมากกว่าพันปี จู่ ๆ จะบอกว่า ทุกอย่างจบสิ้น และเราจับมือเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้ง่ายหรอกค่ะ และแม็กซ์ก็ชอบเรื่องชุดนี้ (Borderland) ที่ตรงนี้แหละ เพราะมันสำรวจลงไปในความหมายของคำว่า "สันติภาพ" ที่ไม่ใช่แค่การปล่อยนกพิราบ หรือการเจรจาสงบสุข

มันเป็นเรื่องราวของการเดินทางเพื่อไปสู่ความเข้าใจกันในความแตกต่างระหว่าง ชนชาติ การเรียนรู้ว่า สุดท้ายแล้ว ทั้งหมดก็คือมนุษย์ที่มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน ความแตกต่างเป็นเพียงภาพลวงตา แม้ว่าในเล่มนี้ธีมเรื่องจะไม่ถึงกับเด่นชัดอย่างที่นำเสนอใน Moonstruck แต่นี่เป็นมุมมองที่เราคิดว่าน่าสนใจ และไม่ค่อยมีหนังสือเล่มไหน (โดยเฉพาะโรแมนซ์) เอามาเล่นเท่าไหรนัก เราจึงพอใจกับประเด็นนี้มากค่ะ

โดยรวมเป็นหนังสือที่อ่านแล้วสนุก น่าติดตามเกือบทั้งเล่ม แม้จะไม่ค่อยโรแมนซ์เท่าไหร (ตามความคิดแม็กซ์) แต่ก็นำเสนอประเด็นที่ไม่ค่อยเป็นที่คุ้นเคยของแฟนแนวโรแมนซ์เท่าไหรนัก ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ดีค่ะ

คะแนนที่ 70

Submission // Cherie Feather

มาตามเสียงเรียกร้องนะคะ หลายคนถามมาว่าทำไมแม็กซ์ถึงได้ห่างหายไปจากการรีวิวเรื่องแนวปลุกใจเสือป่าไปนานเลย

คำตอบไม่ใช่ว่ากลัวพี่บานหรอกนะคะ (ซึ่งจนบัดนี้เราก็ไม่เข้าใจคำพร่ำที่ว่า อย่าพูดถึงพี่บานในทางที่ไม่ดี เพราะว่าแกคอยตรวจตราอินเตอร์เน็ตอยู่ แม็กซ์ไม่เชื่อหรอกนะคะว่าเขาจะมีเวลา เพราะแค่วิ่งหาเงินส่งส่วยนาย แล้วก็รังแกประชาชนไปวันวัน พี่บานก็ไม่มีเวลาทำอะไรแล้วล่ะ)

ที่ไม่ค่อยได้รีวิว เพราะแม็กซ์ยังไม่เจอเรื่องที่ปิ๊งจัง ๆ ให้รีวิวต่างหากค่ะ ดังนั้นเมื่อเราอ่านเล่มนี้จบลง และถือว่าสอบผ่านสำหรับงานเล่มแรกของนักเขียนคนนี้ที่เราได้อ่าน แม็กซ์จึงไม่รอช้า เอาเรื่องนี้มาเล่าให้ฟังกัน

Submission ของเชอรี่ เฟทเธอร์

ดูชื่อเรื่องและหน้าปกก็น่าจะพอเดากันออกว่า เล่มนี้มันเป็นอีโรติคโรแมนซ์แนวไหนกันแน่ คงไม่ต้องพูดออกมาให้ชัดเจนหรอกนะคะ

เชอรี่ เฟทเธอร์ ไม่ใช่นักเขียนใหม่อย่างที่คิดหรอกนะคะ เธอเขียนโรแมนซ์ให้กะสนพ.ฮาร์ลิควินในนามปากกาเชียรี่ ไวท์เฟทเธอร์ ซึ่งแม็กซ์ก็ยังไม่เคยอ่านหรอกนะคะ แต่มีงานของเธอในนามปากกานั้นออกขายไม่น้อย บางเล่มก็มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว

แต่เมื่อเธอหันมาเขียนเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์ ก็เลยตั้งนามปากกาขึ้นมาใหม่ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานเล่มที่สองในนามปากกานี้ ซึ่งนางเอกในเรื่องเป็นเพื่อนสนิท และลูกน้องของนางเอกในเล่มแรก (The Art of desire ซึ่งเรายังไม่ได้อ่าน แต่คิดว่าคงอีกไม่นานก็จะหยิบมาแล้วล่ะ เำพราะประทับใจเล่มนี้มาก)

พล็อตเรื่องแนวอีโรติคโรแมนซ์มีอะไรไม่มากหรอกนะคะ เริ่มต้นเรื่องเมื่อกิกี้ ดิออนไปร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของศิลปินแนว BDSM ชื่อดังอย่างเอธาน เทียร์นีย์ ชายผู้ซึ่งเปิดเผยอย่างมากในสิ่งที่เขาต้องการ และเพียงแรกเห็นหน้า เอธานก็รู้ว่าเขาต้องการกิกี้ ต้องการเธอในฐานะนางแบบงานศิลป์แนว BDSM ของเขา และยังต้องการเธอเป็นคู่ขาทางเพศในฐานะของซับ ต่อตัวเขาที่เป็นดอม

และมันก็ใช้เวลาไม่นานเลยในการเกลี้ยกล่อมกิกี้ที่แม้จะไม่เคยมี ประสบการณ์ทางเพศแบบ BDSM ให้ยอมพ่ายแพ้ต่อแรงปรารถนา เธอกลายเป็นนักเรียนที่เต็มใจ และตอบตกลงย้ายมาอยู่กับเอธานอย่างรวดเร็ว แต่ในบ้านหลังที่ทั้งสองอาศัยอยู่ ไม่ได้มีเพียงพวกเขาสองคน ยังมีดวงวิญญาณในอดีตที่ต้องการปลดปล่อยจากบ่วงที่ผูกพวกเขาเอาไว้ด้วย และดูเหมือนว่า มันจะเป็นภาระที่กิกี้และเอธานต้องจัดการ

นอกจากนี้แล้ว การเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของผีสองตนที่อาศัยอยู่ในบ้าน ผ่านทางจดหมายก็ยังเป็นการเพิ่มเรื่องราวที่น่าสนใจของตัวละครอีกคู่นึง ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้จบลงอย่างมีความสุข แ่ต่การเดินทางของทั้งสองก็ยังน่าสนใจ แม็กซ์คิดด้วยซ้ำว่าเรื่องราวของคู่นี้ น่าจะเป็นอีโรติค โรแมนซ์ที่ดีอีกเล่มนึงได้เลยด้วยซ้ำ (ถ้าเพียงแต่ตอนจบมันดีกว่านี้)

และแน่นอน แม็กซ์จะไม่คิดว่าหนังสืออีโรติคโรแมนซ์เป็นหนังสือที่ดี ถ้าเรื่องมันไม่อีโรติค และเรื่องนี้สอบผ่านค่ะ เรารู้สึกถึงความซื่อสัตย์และจริงใจต่อกันในเรื่องเพศ ไม่มีความรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นการเสแสร้ง หรือเติมแต่งเพียงเพื่อให้ได้ฉากเซ็กส์ตามโควต้า

พล็อตเรื่องไม่ค่อยมีความหมายเท่าไหรค่ะ สำหรับแม็กซ์นะ แต่เป็นคาแร็คเตอร์มากกว่าที่ทำให้เรารู้สึกเข้าถึงเรื่องนี้มาก แม็กซ์อ่านเรื่องแนวอีโรติค และอีโรติคโรแมนซ์มาก็เยอะนะคะ แต่เรารู้สึกว่าเอธานเป็นคนที่จริงใจและซื่อสัตย์ต่อความต้องการของตัวเอง มาก เขาค้นพบว่าตัวเองไม่เหมือนชายธรรมดาทั่วไป ความต้องการทางเพศของเขาออกจะแปลก หรืออาจจะเรียกว่าวิปริตในสายตาของคนหลายคน ซึ่งรวมทั้งพ่อแม่ของเขาเอง แต่เอธานเรียนรู้ที่จะยอมรับมัน และทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต โดยที่ไม่แสดงอาการรังเกียจตัวเอง หรือแปลกแยกตัวเองออกจากคนที่คิดต่างกัน ในฐานะของทายาททรัพย์สมบัติมหาศาล เอธานสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่เขาต้องการ และนั่นหมายความว่าเขาสามารถซื้อบ้านโบราณราคาแพง เพียงเพราะเขาอ่านจดหมายของผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นแล้วรู้สึก ผูกพัน เขาก็ทำมัน และเมื่อเขาได้พบกับหญิงสาวที่เขา้ต้องการอย่างกิกี้ เขาก็เร่งรัดทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมา

จะว่าไปเอธานก็เหมือนพระเอกโรแมนซ์แนวที่เอาแต่ใจตัวเอง ชนิดอยากได้อะไรก็ต้องได้ ในแง่มุมที่คนแต่งนำเสนอเอธานต่อคนอ่าน กลับทำให้ลักษณะนี้ของเขากลายเป็นสิ่งที่ดีไปได้ เพราะเมื่อเขายอมอ่อน มันน่าอ่านมาก และสำหรับชายที่ไม่เคยปลดปล่อยความควบคุม ไม่ว่าจะเป็นชีวิตการงาน และเรื่องส่วนตัวในห้องนอน เอธานยอมพ่ายแพ้แก่ความรักเป็นครั้งแรก ฉากที่เอธานยอมให้กิกี้กลายเป็นคนควบคุมความสัมพันธ์แบบ BDSM เป็นฉากที่น่าอ่าน และเป็นยิ่งกว่าการบอกว่ารักจากปากมากนัก

ปกติหนังสืออีโรติคโรแมนซ์แนว BDSM จะไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของแม็กซ์เท่าไหรนะคะ (ยกเว้นว่าเป็นเรื่องแนวที่นางเอกเป็นดอม) แต่เล่มนี้สอบผ่านฉลุยมาก และมันยังเปิดหูเปิดตาแม็กซ์ในอีกหลายเรื่องเลยล่ะเกี่ยวกับความต้องการทาง เพศที่แตกต่างอย่างนี้

คะแนนที่ 77

Close to You // Christina Dodd

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเก่าเก็บค้างนานหลายปีค่ะ (ตั้งแต่ปี 2005) ที่แม็กซ์ปฏิญาณกะตัวเองว่าจะไม่ยอมอ่านจนกว่าคริสติน่า ดอจจ์จะเขียนเรื่องราวของตัวละครสุดท้ายที่เหลือเอาไว้ในเล่มนี้ออกมาเสียที

สำหรับคนที่ไม่คุ้นกับเรื่องชุดนี้ก็ขอท้าวความย้อนอดีตนิดหน่อยแล้วกัน

คริสติน่า ดอจจ์ซึ่งเป็นนักเขียนแนวย้อนยุคที่มีชื่อเสียงพอตัว ได้หันมาเขียนหนังสือชุดแนวปัจจุบันโดยใช้ชื่อชุดว่า Lost Texas Hearts ซึ่งเป็นเรื่องราวของพี่น้องสามสาวในตระกูลเพรสค็อตต์ที่พ่อและแม่ถูกกล่าว หาว่ายักยอกเงินของโบสถ์หนีไป ก่อนที่จะรถคว่ำตายทั้งคู่ ทำให้ทั้งสามสาวถูกจับแยกกัน และถูกส่งไปเลี้ยงดูโดยไม่ได้มีโอกาสได้พบหน้ากันอีกเลย เรื่องราวในชุดทั้งสามเล่มเล่าเรื่องราวของสาวน้อยแต่ละคนที่พยายามต่อสู้ ชีวิต และค้นหาพี่น้องของตัวเองให้พบ โดยรวมแม็กซ์ชอบหนังสือชุดนี้มากค่ะ

แต่นอกจากสามสาวพี่น้องแล้ว ก็ยังมีกาเบรียลซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของตระกูลเพรสค็อตต์ ในชุดเขาเป็นตัวละครที่ค่อนข้างมีบทบาทสำคัญไม่น้อย แต่เรื่องราวของเขาไม่เคยถูกเล่าออกมา นั่นเพราะคริสติน่าเปลี่ยนสำนักพิมพ์จากที่เคยเขียนให้กับสนพ. พ็อตเก็ต ไปเขียนให้กับสนพ.ซิกเน็ต เธอจึงไม่ได้เขียนเรื่องของกาเบรียลออกมา

กระนั้นเธอก็ยังให้ความหวังแฟนหนังสือโดยบอกว่า เธอจะนำกาเบรียลไปเป็นตัวละครในนิยายชุดใหม่ของเธอ ซึ่งก็คือ The Fortune Hunter ด้วย

สำหรับแม็กซ์แล้ว มันไม่ใช่ข่าวที่เราอยากจะเชื่อนัก เราเจอนักเขียนที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับคริสติน่า และเข้าใจนะคะว่า มันยากที่จะเปลี่ยนสนพ. แล้วจะเริ่มต้นเขียนเรื่องราวของตัวละครที่ทิ้งค้างมาจากสนพ.เดิม สนพ.ส่วนใหญ่มักไม่ต้องการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชุดที่พิมพ์อยู่กับอีกสนพ. นึง (เพราะเหมือนตัวเองไปทำการตลาดให้อีกสนพ.) บอกตามตรงว่าไม่ค่อยอยากเชื่อคำพูดของคริสติน่าเท่าไหร (แต่ไ่ม่ได้โกรธอะไรเธอหรอกนะคะ)

ดังนั้นเราจึงตั้งใจเอาไว้ว่า จะไม่อ่าน Close to you เล่มนี้ซึ่งเป็นเล่มสามในชุด Lost Texas Hearts จนกว่าเรื่องของกาเบรียลออกขาย

เวลาผ่านไปสี่ปี ในที่สุดเรื่องของกาเบรียลก็ออก และแม็กซ์ก็ได้ฤกษ์เปิดหนังสือเล่มที่เราบอกตามตรงว่าอยากอ่านมากเรื่องนึง

Close to you ของคริสติน่า ดอจจ์

อย่างที่บอกค่ะ เล่มนี้เป็นเล่มที่สามในชุด Lost Texas Hearts บอกเล่าเรื่องราวของน้องนุชสุดท้องอย่างเคทลิน เพรสค็อตต์ ที่เป็นเพียงเด็กวัยสิบเดือนในเวลาที่พ่อและแม่ของเธอเสียชีวิต เคทลินถูกพรากออกจากอ้อมอกของพี่สาวที่รักเธออย่างโฮป และเพพเพอร์ แต่ก็ยังเป็นโชคของเธอที่ผู้อุปการะเลี้ยงดูเธอมาเป็นอย่างดี

ในนามของเคท มอนต์โกเมอรี่ เธอเป็นนักข่าววัยยี่สิบสี่ปีผู้มีอนาคตไกล เธอเริ่มต้นทำงานในสถานีโทรทัศน์ขนาดเล็ก แต่แล้วการรายงานข่าวพายุเฮอลิเคนก็ทำให้เธอเป็นที่เตะตาของศัตรูในอดีต คนที่คลั่งไคล้เธออย่างมาก

มากขนาดที่จะวางแผนและนำตัวเธอกลับมาทำงานใกล้ชิดกับเขา เคทเริ่มต้นทำงานในฐานะนักข่าวสายการเมืองซึ่งทำให้เธอได้มีโอกาสได้รู้จัก ผู้ทรงอิทธิพลหลายคน แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนตามปองร้ายเธอเช่นกัน และนั่นนำเคทไปรู้จักกับทีค รามอสซึ่งกลายมาเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัยแก่เธอ ซึ่งเช่นเดียวกับเรื่องแนวโรแมนติคสืบสวนทั่วไป หญิงสาวผู้ตกอยู่ในอันตรายก็ตกหลุมรักบอดี้การ์ดของเธอ

ในแง่ของพล็อตมันแทบจะไม่มีอะไรใหม่เลย แต่อาจเพราะนี่เป็นสูตรสำเร็จที่แม็กซ์ชอบอยู่ก็เป็นได้ มันถึงไม่ได้เป็นปัญหาแก่เราในการอ่านเล่มนี้ เราชอบคาแร็คเตอร์ของทั้งเคทลินและทีค ที่มีความลึก และมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง การกระทำที่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนฉลาดทำ (อย่างการที่เคทตัดสินใจเดินทางไปโฮบาร์ตตามลำพัง) แต่เป็นการกระทำที่เราเข้าใจได้ (ในเมื่อเธอไม่รู้ว่ามีอันตรายรอคอยอยู่) เรื่องราวอาจจะขาดความลึกไปบ้างในส่วนของภูมิหลังของทีค ที่เราคิดว่าน่าจะมีประเด็นให้เล่นได้มากกว่านี เพิ่มความลึกซึ้งให้กับคาแร็คเตอร์ของเขา แต่มันก็ไม่ถึงกับทำให้เรื่องราวเสียหาย ทีคยังคงเป็นตัวละครที่น่าจดจำ

ปัญหาที่เราพบกลับเป็นตัวร้าย สำหรับเรื่องราวที่ต้องอาศัยหนังสือสามเล่มในการค้นหาคนร้ายผู้นี้ แม็กซ์รู้สึกว่าทุกอย่างมันง่ายดายเกินไป ผู้ร้ายไร้ประสิทธิภาพเกินไป เมื่อคิดว่าต้องอาศัยพระเอกนางเอกจากเล่มหนึ่ง สอง และสามในการเอาชนะเขา คนร้ายดูไม่น่าจะมีแววเก่งอะไรเลย ไม่น่าที่จะอยู่เบื้องหลังการกระทำที่เลวร้ายหลายอย่าง (ที่ไม่เฉพาะแยกครอบครัวเพรสค็อตต์ออกจากกันเท่านั้น แต่ยังแบล็คเมลล์ผู้มีอำนาจใหญ่โตมากมาย) แม็กซ์อ่านไปทั้งเรื่อง ไม่เห็นจะเจอเลยว่าผู้ร้ายมีลูกน้องที่ทำงานแทนตัวเอง ความชั่วร้ายที่เกิดขึ้น เขาทำตามลำพัง และเมื่อคิดถึงฐานะ และความยิ่งใหญ่ที่เขาเป็น มันไม่น่าเชื่อค่ะว่าจะไม่มีลูกน้อง

แล้วยังเรื่องโกหกที่เขาสร้างสรรขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นวันครบรอบแต่งงาน จำนวนปีที่แต่งงาน มันไม่น่าเชื่อว่าคนร้ายจะมองข้ามจุดพวกนี้ไป เพราะเขาโกหก โดยจัดงานครบรอบแต่งงาน ทั้งที่ยังไม่ถึงวันนั้น แถมโกหกเรื่องจำนวนปีอีก งานเลี้ยงนั้นใหญ่โต เป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ มันเสี่ยงเกินไปสำหรับวุฒิสมาชิคที่จะทำอย่างนั้น คนอเมริกันไม่ชอบให้นักการเมืองของตัวเองโกหก เขาไม่น่ามองข้ามจุดนี้ไปน่ะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าเรื่องพยายามนำเสนอว่า นี่แหละคือตัวร้ายสูงสุดที่ทั้งเลวและชั่วชนิดที่ใครก็เอาผิดเขาไม่ได้

สรุปก็คือ เป็นตัวร้ายที่ไร้น้ำยาค่ะ

และนั่นทำให้ตัวเอกดูไม่เก่งเท่าที่ควร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายค่ะ

ส่วนที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดก็คงเป็นการเอาตัวละครจากเล่มก่อนมามีบทบาท ช่วยกันในการวางแผนเพื่อเอาผิดคนร้าย เรื่องชอบความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของสามสาวพี่น้องที่น่ารักมาก

แต่คงเป็นเพราะเรามีงานของคริสติน่าที่ชอบมากกว่าเล่มนี้อยู่หลายเล่มก็ได้ มั้งคะ เราจึงไม่รู้สึกว่าเล่มนี้เป็นผลงานที่โดดเด่นอะไรนัก (ซึึ่งมันก็ไม่ใช่ความผิดของนักเขียนหรอกค่ะ ที่เขียนหนังสือให้แม็กซ์ชอบได้เยอะมาก) คะแนนเล่มนี้จึงอยู่ที่ 70

ป.ล. สำหรับคนที่สนใจเรื่องของกาเบรียลอยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า Danger in Red Dress

Talk Me Down // Victoria Dahl

หนังสือเรื่องนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันมากในโลกอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะในสองเว็บไซด์ชื่อดังนั่นก็คือเดียร์ ออเตอร์ และสมาร์ทบิชเชส ซึ่งเสียงเล่าลือพวกนี้ก็มีมากพอที่จะให้แม็กซ์ตัดสินใจสั่งซื้อเรื่องนี้ หลังจากที่ทีแรกคิดว่าจะไม่สั่งแล้วนะ

วิคทอเรีย ดาห์ลเ็ป็นนักเขียนแนวย้อนยุคที่เพิ่งผันตัวมาเขียนแนวปัจจุบันเป็นเล่มแรก นั่นเป็นซึ่งที่แม็กซ์แปลกใจอย่างยิ่งเมื่ออ่านงานเล่มนี้ของเธอ และพบว่าเสียง (voice) ของเธอมีความเป็นปัจจุบันและทันสมัยมาก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับนักเขียนอย่างจูลี่ การ์วู้ดสมัยที่เขียนแนวปัจจุบันเล่มแรก ๆ ก็ยังสู้เธอไม่ได้ เพราะเรื่อง Heartbreaker ใช้ภาษาที่เยิ่นเย้อและน่ารำคาญที่สุดเล่มนึง ในขณะที่เล่มนี้ของวิคทอเรียมีความทันสมัย และทันยุคอย่างยิ่ง ในส่วนของภาษา

Talk Me Down ของวิคทอเรีย ดาห์ล

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุดทัมเบิ้ล ครีค เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กับแอสเพนซึ่งเป็นเมืองตากอากาศชื่อดังในอเมริกา เมืองที่มีช่วงเวลาอันเงียบเหงาเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นในฤดูกาลท่องเทียว เมื่อนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาแอสเพน เมืองนี้จึงจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และเพราะความล้าหลังนี้เอง มันจึงเป็นเรื่องน่าแปลกอย่างยิ่งเมื่อมอลลี่ เจนนิ้งค์เลือกที่จะกลับมาอาศัยอยู่ในบ้านเกิดของเธออีกครั้ง หลังจากจากไปนานหลายปี

แต่มอลลี่กลับมาครั้งนี้ก็ไม่ใช่เพราะต้องการความสงบ มันเป็นการวิ่งหนีปัญหา แฟนหนุ่มที่เป็นนายตำรวจหน่วยเจรจาตัวประกันกำลังคุกคามชีวิตส่วนตัวเธอ อย่างน่ารำคาญ มอลลี่คิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะแล้วล่ะที่จะย้ายออกจากเดนเวอร์ และกลับมาที่ทัมเบิ้ล ครีค

การกลับมาครั้งนี้มอลลี่ยังได้เจอกับโบนัสก้อนโต มาในรูปของหัวหน้าตำรวจประจำเมืองที่ชื่อว่า เบน ลอว์สัน หนุ่มสุดฮ็อตเพื่อนสนิทของพี่ชายที่มอลลี่แอบปิ๊งมาตั้งแต่ในสมัยวัยรุ่น และเบนนี่แหละคือแรงบันดาลใจให้มอลลี่เขียนนิยายอีโรติคสุดร้อนแรงเล่มแรก ของเธอ งานที่ต่อมามอลลี่ยึดเป็นอาชีพ

มอลลี่เป็นหญิงสาวชนิดที่เบนไม่เคยเจอมาก่อน สาวน้อยจากเมืองใหญ่ที่กล้าจะพูดในสิ่งที่เธอต้องการ แต่ตำรวจในเมืองหลังเขาอย่างเขาก็มีหลักการประจำใจเหมือนกัน ในเรื่องที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงในเมือง แม้ว่านั่นจะหมายความว่า เขาไม่อาจมีเซ็กส์ในช่วงฤดูหนาวได้ก็ตาม (เพราะเบนขับรถไปหาสาวนอกเมืองฝ่าหิมะไปไม่ได้) แต่มอลลี่เด็กสาวที่เขาเห็นมาตั้งแต่ใส่ผ้าอ้อมก็ได้เติบโตเป็นสาว แถมกล้าเสียด้วยสิ

อาการตบะแตกของตำรวจหนุ่มผู้เถรตรงจึงเกิดขึ้น

ความวุ่นวายเริ่มมากขึ้น เมื่อการกลับมาของมอลลี่ไม่ถูกโรคกับคนบางคน คนที่ต้องการให้มอลลี่ออกไปจากเมืองอันเงียบสงบของพวกเขา นายตำรวจหนุ่มจึงต้องทำหน้าที่ปกป้องหญิงสาวปากกล้าคนนี้

มอลลี่เป็นตัวละครที่แตกต่างไปจากนางเอกนิยายโรแมนซ์ทั่วไป เธอตรงไปตรงมา และรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เธอไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่หน้าแดงเมื่อคิดถึงเรื่องเซ็กส์ แม็กซ์คิดว่า คนอ่านหลายคนอาจจะมีปัญหานิดหน่อยกับคาแร็คเตอร์ของมอลลี่ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่เคยอ่านนิยายแนวชิคลิค ก็น่าจะคุ้นเคยกับนางเอกคาแร็คเตอร์แบบนี้นะคะ ข้อดีกว่าของมอลลี่ก็คือ เธอไม่ใช่คนหลงตัวเอง หรือเอาแต่คิดถึงตัวเองเหมือนบรรดานางเอกแนวชิคลิคส่วนใหญ่

สำหรับแม็กซ์ มอลลี่เป็นนางเอกที่เรารู้สึกสื่อถึง เพราะเรานึกถึงเพื่อนหลายคนของเรา (ที่เป็นอเมริกัน)ได้เลย ที่มีลักษณะแบบนี้ เธอเป็นนางเอกที่เราเชื่อว่า เป็นไปได้ในชีวิต (ซึ่งต่างจากนางเอกโรแมนซ์ทั่วไปที่ไม่น่าจะมีหลงเหลืออยู่แล้ว)

ส่วนเบนพระเอกของเรา ไม่รู้จะใช้บรรยายว่ายังไงนะคะ นอกจากจะบอกว่า น่ารักมาก และก็น่าสงสารมากในขณะเดียวกัน เพราะแม้เขาจะมีความตั้งใจดีเพียงใด ก็ไม่อาจเอาชนะการยั่วของมอลลี่ได้หรอก ไม่มีโอกาสด้วยซ้ำ และพล็อตแนวพระเอกดีแตกนี่ก็มีหนึ่งในพล็อตที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดเลยล่ะ

ในส่วนของคาแร็คเตอร์ หนังสือเล่มนี้กินขาดนะคะ เราชอบทั้งพระเอกและนางเอกเรียกว่าได้ใจเราเป็นเต็ม ๆ ส่วนที่ยังคงเป็นปัญหาก็เลยตกเป็นส่วนของพล็อต ที่หลายครั้งเรารู้สึกถึงความไม่ต่อเนื่อง เดี๋ยวจะลุ้นเป็นแนวสืบสวน เดี๋ยวจะเป็นโรแมนติค คอมเมดี้ ทำให้อ่านไปอารมณ์ก็สะดุดไป เพราะไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหนกันแน่ แต่โดยรวมแล้วเรื่องนี้สอบผ่านค่ะ (มากพอที่จะทำให้แม็กซ์เอาหนังสือของวิคทอเรีย ดาห์ลไปวางไว้บนชั้นหนังสือได้ แทนที่จะเก็บใส่ถุงไว้ในตู้เสื้อผ้า)

อ่านจบแล้วทำให้คิดว่า จะกลับไปเอาเรื่องแนวย้อนยุคของเธอมาอ่านค่ะ น่าสนใจดี

คะแนนที่ 70

Gorgeous As Sin // Susan Johnson

ยอมรับตามตรงเลยนะคะว่า แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังผลจากการอ่านหนังสือเรื่องนี้ว่า จะออกมาเป็นยังงี้ มันผิดไปจากที่คาดทุกอย่างเลยค่ะ ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นรีวิว ขอแม็กซ์ท้าวความย้อนอดีตกันสักหน่อยแล้วกัน

สมัยที่แม็กซ์เริ่มต้นอ่านโรแมนซ์ใหม่ ๆ เพื่อนคนนึงของเราซึ่งเรานับถือให้เป็นผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญในเรื่องโร แมนซ์ (เขาอ่านโรแมนซ์ทุกเรื่องที่แม็กซ์รู้จัก และยังแนะนำเรื่องที่เราไม่รู้จักอีกเป็นร้อย ๆ เล่ม) บอกกับเราว่า แม็กซ์ไม่น่าจะชอบงานของซูซาน จอห์นสันนะ ซึ่งถือว่าแปลกมาก เพราะเขาเองก็อ่านงานของซูซานอยู่

แต่เราก็เชื่อเขานะคะ ดังนั้นจึงแทบจะไม่เคยซื้องานของซูซานมาอ่านเลย จนกระทั่งระยะหลังในช่วงสามสี่ปีที่ผ่าน ที่เราเริ่มรู้สึกว่า น่าจะลองอ่านงานของเขาได้แล้วนะ เพราะซูซานก็เป็นนักเขียนดัง และมีหลายคนชอบงานของเขามาก แม็กซ์จึงไปซื้องานเก่าของเธอเรื่องนึง เรื่องที่หลายคนยกให้เป็นหนังสือในดวงใจ

และแม็กซ์ไม่ชอบมันค่ะ มันมีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าจะดีได้ แต่แม็กซ์รู้สึกว่า พระเอกเสเพลเกินกว่าที่จะจริงใจรักนางเอกเพียงคนเดียวในตอนจบเรื่องได้ นางเอกมักเริ่มต้นที่เป็นสาวน้อยไร้เดียงสา แม้ว่าคาแร็คเตอร์ของเธอจะพัฒนาไปพอสมควรในเรื่อง แต่เรากลับรู้สึกว่า เธอไม่ถึงกับมีเสน่ห์มากพอจะรั้งตัวหนุ่มเสเพลอย่างพระเอกของเราได้

ดังนั้นแม็กซ์จึงหยุดอ่านงานของซูซาน จอห์นสันไป จนกระทั่งไปเจอชื่อของหนังสือเรื่องนี้ในเน็ต

มีคนถามแม็กซ์ในบลอกว่า เราใช้เกณฑ์อะไรในการเลือกซื้อหนังสือ ซึ่งแม็กซ์ตอบว่า มันหลากหลายและขึ้นอยู่กับอารมณ์อย่างแท้จริง และครั้งนี้ก็เช่นกัน สิ่งแรกที่ดึงดูดแม็กซ์ไปที่หนังสือเรื่องนี้ก็คือ ชื่อเรื่อง เราคิดว่าหนังสือเรื่องนี้มีชื่อเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก

และนั่นมากพอที่จะทำให้แม็กซ์ซื้อหนังสือเรื่องเมื่อเห็นมันในร้าน หนังสือได้ แม้ว่าเราจะบอกกับตัวเองว่า อย่าไปคาดหวังอะไรมากจากมัน โดยเฉพาะเมื่อยิ่งดูจากเนื้อเรื่องแล้ว มันเป็นพล็อตเดิม ๆ ที่ซูซาน จอห์นสันชอบใช้ เรื่องราวของขุนนางหนุ่มผู้ร่ำรวย เสเพล และได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ จนกระทั่งเขาได้พบกับผู้หญิงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้

Gorgeous As Sin ของซูซาน จอห์นสัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด Bruton Street Bookstore (ซึ่งเห็นบอกกันว่าจะมีทั้งหมดสี่เล่ม) เช่นเดียวกับงานทุกเล่มของซูซาน จอห์นสัน พระเอกของเรา ฟิทซ์ มังค์ตัน เป็นขุนนางชั้นสูง โดยเป็นถึงดยุคแห่งโกรฟแลนด์ และนอกจากจะเป็นชายเสเพลผู้ร่ำรวย เขายังประสบความสำเร็จในธุรกิจ และหนึ่งในโครงการที่ฟิทซ์สนใจทำก็คือ การพัฒนาที่ดิน แต่ปัญหาก็คือ ร้านหนังสือเล็ก ๆ ของโรสลินด์ เซ็นต์วินเซ็นต์

โรสลินด์เป็นแม่หม้ายของสามีผู้ไร้ความรับผิดชอบ เธอมีความสุขกับร้านหนังสือที่ซึ่งเธอใช้เป็นสถานที่ในการพบปะกับผู้คน และมีชีวิตอย่างที่เธอต้องการ นั่นก็คืออิสระที่ผู้หญิงในยุควิคทอเรียตอนปลายเริ่มจะมีกัน ดังนั้นเธอจึงไม่สบอารมณ์อย่างมากที่อยู่ ๆ ดยุคผู้เอาแต่ใจ ก็จะใช้เงินฟาดหัว แล้วสั่งให้เธอย้ายออกไปจากร้านหนังสือที่เป็นเสมือนบ้านของเธออีก

ซึ่งโรสลินด์ก็กล้าพอที่จะบอกกับฟิทซ์เช่นนั้นเมื่อเขาเดินทางมาที่ร้าน หนังสือของเธอเพื่อเจรจาขอซื้อร้าน และนั่นทำให้ฟิทซ์ที่ไม่เคยไม่ได้อะไรที่ตัวเองต้องการโกรธมาก เขาถึงกับสั่งให้ลูกน้องทำทุกอย่างเพื่อให้โรสลินด์ย้ายออกไป ถึงแม้มันจะไม่ค่อยถูกกฎหมายนัก

แต่การที่ทั้งคู่ยืนอยู่ตรงข้ามกัน ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ลบเลือนอีกฝ่ายออกไปจากใจได้ อย่างไม่เต็มใจ ฟิทซ์ถูกดึงดูดโดยแม่หม้ายปากร้ายคนนี้ อย่างไม่ต้องการ โรสลินด์ก็ไม่อาจปฏิเสธฟิทซ์ได้ แม้ว่าเมื่อค่ำคืนจบลง ทั้งคู่จะกลายเป็นศัตรูที่ต้องต่อกรกันอีกครั้ง

แม็กซ์ชอบเรื่องนี้นะคะ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกใจ เพราะบอกตามตรงนะคะว่า คาแร็คเตอร์ของฟิทซ์นั้นเป็นผู้ชายชนิดที่แม็กซ์เกลียดที่สุดในหนังสือโร แมนซ์ เขาเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ และคิดถึงตัวเอง พฤติกรรมหลายอย่างของเขาก็ไม่เ็ป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักอ่านโรแมนซ์ และมันไม่ใช่แค่เรื่องทำร้ายจิตใจนางเอก (สปอยล์) เขามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนอื่นในเวลาช่วงเดียวกับที่อยู่กับนางเอกแล้ว บอกตามตรงนะคะ หลังจากฉากนั้นผ่านไป แม็กซ์ถามตัวเองเลยล่ะว่า ยังชอบเรื่องนี้อยู่ไหม

คำตอบที่น่าแปลกใจก็คือ เรายังชอบค่ะ ด้วยเหตุผลบางอย่าง มันเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เรื่องนี้เวิร์ค

เพราะบางครั้งคุณไม่จำเป็นต้องชอบพระเอก (หรือกระทั่งนางเอก) ในการอ่านหนังสือให้สนุกได้

หนังสือเรื่องนี้สอบผ่านสำหรับแม็กซ์ เพราะความสอดรับกันของทั้งพระเอกและนางเอก อย่างที่บอกค่ะฟิทซ์ไม่ใช่คนที่มีพฤติกรรมเป็นพระเอกนิยายโรแมนซ์ในสายตาของ เรา แต่ในขณะเดียวกัน โรสลินด์ก็รู้จักเขาดี อย่างที่เขาเป็น และเธอแสดงออกอย่างชัดเจนว่า เธอคือคนที่เหมาะกับเขามากที่สุด เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เราเชื่อค่ะว่า สองคนนี้จะไปกันรอด เราเชื่อว่า โรสลินด์จะทำให้ฟิทซ์กลายเป็นสามีที่ดีที่สุด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่นิยายหลายเล่มไม่อาจทำได้

เราเชื่อว่า แม้ทั้งฟิทซ์และโรสลินด์จะไม่ใช่คาแร็คเตอร์ที่น่าจดจำ แต่พวกเขาทั้งสองมีเรื่องราวความรัก (ถ้าคุณจะเรียกว่าอย่างนั้นนะ) ที่น่าเชื่อ นั่นเพราะโรสลินด์รู้จักฟิทซ์ดีที่สุด เธอรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง และมีข้อเสียยังไงซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว เธอเลือกที่จะยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น

แต่นั่นคือสำหรับแม็กซ์ เราไม่แน่ใจว่า หนังสือเล่มนี้จะเวิร์คสำหรับคนอื่นไหม เพราะประเด็นที่ล่อแหลมมีเยอะเหลือเกิน คุณเคยอ่านหนังสือที่พระเอกเรียกนางเอกด้วยคำที่ขึ้นต้องด้วย B (ซึ่งตามด้วยพยัญชนะอีกสี่ตัว) และ C (ที่ตามด้วยพยัญชนะอีกสามตัว) เราเกลียดพระเอกที่ใช้คำแบบนี้เรียกนางเอก แต่ฟิทซ์ทำ และเขาทำจนกระทั่งท้ายเรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้เรา (อาจจะเรียกว่า) ให้อภัยเขาได้ ก็คือ ฟิทซ์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากคนที่เขาเป็น แต่ในท้ายทีสุดแม็กซ์ก็เชื่อว่า เขาจะหยุดตัวเองลงที่โรสลินด์ และซื่อสัตย์ต่อเธอตลอดไป นั่นเพราะโรสลินด์คือผู้หญิงที่เหมาะสมกับเขา และเขาก็รักเธอในแบบของเขาเอง ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ความรักเสียสละอันยิ่งใหญ่ แต่ก็คือรัก ชนิดที่คนอย่างเขาทำได้มากที่สุด

ถ้าใครคาดหวังว่าจะอ่านเจอพระเอกที่สำนึกผิด แล้วคุกเข่าลงไปขอโทษนางเอกคงผิดหวังนะคะ เพราะดยุคของเราไม่เคยขอโทษใคร เขาไม่โทษตัวเองด้วยซ้ำที่เป็นต้นเหตุให้โรสลินด์ติดคุก (เพราะการวางแผนของเขาและลูกน้องในการเอาชนะเธอ) แต่ก็แปลกอีกนั่นแหละที่แม็กซ์โอเคมาก ๆ กับมัน

ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่าเรื่องนี้เวิร์ค ก็คงเป็นคาแร็คเตอร์ของโรสลินด์ เธอคู่ควรกับฟิทซ์อย่างแท้จริง แน่ละเธออาจจะไม่ใช่นางเอกที่เพียบพร้อม แต่เธอมีความมุ่งมั่นไม่น้อยไปกว่าฟิทซ์ในการเอาชนะในการต่อสู้กับเขา และเธอก็เป็นผู้หญิงที่รักศักดิ์ศรีตัวเองพอที่จะไม่แคร์ฟิทซ์ (มากจนเกินไป)

อาจเพราะเรื่องนี้เขียนในช่วงตอนปลายศตวรรษที่ 19 ก็ว่าได้ค่ะ เลยทำให้แม็กซ์สามารถยอมรับด้านที่เลวร้ายของตัวละครได้ดีกว่า เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอพระเอกที่เป็นสุภาพบุรุษหรือคนดีทุกกระเบียดนิ้ว และเราก็ไม่ได้พบกับเขาในเล่มนี้

มันจึงไม่มีความผิดหวัง

ดีเกินคาดมาก ๆ ค่ะ คะแนนที่ 73

Crossfire // JoAnn Ross

วันนี้อัพบลอกช้ากว่าปกติค่ะ เพราะมีงานเลี้ยงรวมรุ่นเพื่อนสมัยมัธยม ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นพอสมควร เพราะพวกเราไม่ได้เจอกันชนิดเยอะขนาดนี้มานานมากแล้ว และก็เช่นเดียวกับทุกอย่างที่เวลาทำให้การกลับมาพอกันอีกครั้งเป็นเรื่องน่า สนใจมาก

ดังนั้นจึงไม่ผิดปกติเลยที่แม็กซ์จะบรรจงแต่งตัวแต่งหน้าเสียเช้งกระเด๊ะ เพราะไม่มีอะไรที่แย่ไปกว่าการได้พบเพื่อนเก่าแล้วคุณดูแย่กว่าเดิม ว่าไหมคะ

งานเลี้ยงจบลงด้วยดี แต่บางครั้งแม็กซ์รู้สึกเหมือนกันว่า มันเป็นการใส่หน้ากากเข้าหากัน โดยเฉพาะกับเพื่อนที่ไม่ค่อยจะสนิทกันนัก พวกเราจะพูดกันถึงเรื่องนอกกาย ราวกับพยายามเอาทุกอย่างในชีวิตมาอวดกัน ฉันทำงานที่นั่นที่นี่ และประสบความสำเร็จในชีวิตขนาดไหน

นั่นทำให้แม็กซ์ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของงานแบบนี้เหมือนกัน เพราะกับเพื่อนที่สนิทกันอยู่แล้ว พวกเราพบกันเสมอ และสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แต่กับงานที่มีสเกลใหญ่อย่างนี้ (กับเพื่อนทั้งรุ่นที่เรียนจบโรงเรียนเดียวกัน) เรารู้สึกว่า มันจำเป็นด้วยเหรอ เพราะเมื่องานจบลง พวกเราก็ลืมมันไป อาจจะสะใจนิดหน่อยที่ตัวเองอยู่ในฐานะที่เหนือกว่าเืพื่อนคนอื่น ดีใจที่เห็นคู่แข่งในสมัยมัธยมมีชีวิตที่เรามองว่าแย่กว่าเรา

จบเรื่องบ่นนะคะ กลับมาเข้ารีวิวประจำกันดีกว่า

Crossfire ของโจแอน รอสส์

แม็กซ์ไม่ได้ตั้งความหวังมากมายอะไรกับการอ่านหนังสือเล่มนี้เลยนะคะ เพราะอ่านงานของโจแอนมาหลายเล่ม ไม่มีเล่มไหนโดดเด่นจนน่าจำจด

สำหรับหนังสือเล่มนี้ก็อาจจะเข้าข่ายเดียวกันก็ได้ แม้กซ์ไม่มั่นใจว่าหลังจากนี้ไปสองเดือน เราจะยังจำเรื่องราวในเล่มนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยในระหว่างที่อ่านเล่มนี้ เราก็รู้สึกลุ้นไปกับเนื้อเรื่องตลอดเล่ม ซึ่งนี่ถือเป็นพัฒนาที่ดีขึ้นมากแล้วล่ะสำหรับโจแอน รอสส์

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด High Risk ซึ่งแม็กซ์ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า มันหมายความว่าอะไร เพราะมันไม่ใช่ชื่อบริษัท หรือหน่วยงานที่ตัวเอกสังกัดอยู่เลย แต่คิดว่าคงจะเป็นนิยายที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัทที่ชื่อว่า ฟินิกซ์ ซึ่งเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยชั้นหรูที่ทำงานคุ้มกันบุคคลผู้มีชื่อเสียง และงานอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ซึ่งบริษัทแห่งนี้ตัวเอกของหนังสือทั้งสองเล่มในชุดต่างทำงานให้ (แม้ว่าในเล่มแรก พระเอกของเราจะยังไม่ได้เข้าทำงานในบริษัทนี้หรอกนะ) แต่ก็นั่นแหละ เพราะเนื้อเรื่องของเล่มนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบ.ฟินิกซ์สักนิดเดียว

เรื่องเปิดตัวได้อย่างน่าอ่าน เมื่อมีมือปืนออกไล่ล่าฆ่าคนอย่างไม่เลือกในเมืองซัมเมอร์เซ็ต ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนักศึกษาวิชาทหารชื่อดังของอเมริกา นายทหารระดับสูงสองคนถูกฆ่าตายภายในวันเดียว และนั่นดึงเอาเคท คาเวนนอร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ในฐานะเจ้าหน้าพิเศษแห่งเอฟบีไอ ในคดีฆาตกรรมที่สองที่เกิดขึ้นในโรงเรียนวิชาทหารชื่อดังแห่งนั้น เคทก็ได้พบกับควินน์ แม็คเคด อดีตทหารหน่วยซีลที่ปลดประจำการ โดยปัจจุบันควินน์เป็นนักเขียนนิยายชื่อดัง ในขณะเดียวกับที่ทำงานพาร์ทไทม์ให้กับบ.ฟินิกซ์ ไปพร้อมกับเป็นอาจารย์พิเศษในโรงเรียนดังกล่าว ควินน์ซึ่งยังเป็นนักแม่นปืนประจำหน่วยซีลอยู่ในเหตุการณ์ฆาตกรรมศพที่สอง ด้วย ลูกปืนวิ่งผ่านศีรษะของเขาไปเพียงนิดเดียว และปลิดชีพเพื่อนอาจารย์คนนึงในโรงเรียน และนั่นนำควินน์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีนี้อย่างไม่อาจเลี่ยงได้

แต่ควินน์และเคทไม่ใช่คนแปลกหน้าระหว่างกัน ควินน์เคยออกเดทกับเพื่อนร่วมห้องของเคทในสมัยที่เธอเรียนมหาวิทยาลัย และเมื่อตอนที่เคทเพิ่งหย่าขาดจากสามีใหม่ ๆ และยังเจ็บปวดกับการเลิกร้างครั้งนั้น เคทก็ยังเผลอใจมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งชั่วข้ามคืนกับควินน์อีก ความสัมพันธ์ที่เคทพยายามลืมว่ามันเกิดขึ้น แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ควินน์ถวิลหาอยู่เรื่อยมา

การที่ต้องมาทำงานร่วมกันทำให้ทั้งสองมีโอกาสที่จะได้รู้จักกันอย่างลึก ซึ้งมากขึ้น แม็กซ์ชอบพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งสองตัวเอกค่ะ มันแตกต่างจากหนังสือหลายเรื่องของโจแอนที่ดูเร่งเร้ามากเกินไป เราพบว่าในเรื่องนี้จังหวะของความสัมพันธ์เป็นไปอย่างสอดคล้องกับเนื้อ เรื่อง และทำให้ดูน่าเชื่อมาก ๆ ว่าทั้งคู่มีใจให้กันอย่างแท้จริง

จุดอ่อนที่แม็กซ์ไม่ชอบงานเรื่อง Freefall ของโจแอน ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดก็คือ จังหวะการมีความสัมพันธ์ระหว่างพระนางดูไม่น่าเชื่อ และไม่ถูกที่ถูกเวลาสำหรับเรื่องแนวโรแมนติคสืบสวน แต่ในเล่มนี้โจแอนทำได้ดี และนั่นทำให้เรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้น่าอ่าน แม้ว่าเรื่องราวในส่วนสืบสวนจะยังทำได้ไม่ดีนัก โดยเฉพาะเมื่อเฉลยตัวคนร้ายออกมาแล้ว ดูจะกลายเป็นแอนตี้ไคลแม็คซ์ไปซะงั้น

อย่างที่บอกนะคะ แม็กซ์ไม่แน่ใจว่าจะจดจำเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่อาจะเป็นเพราะว่าเล่มนี้เ็ป็นเรื่องของโจแอน รอสส์ที่เราคิดว่าเธอมีพัฒนาการในทั้งส่วนของคาแร็คเตอร์ และจังหวะในการดำเนินเรื่องขึ้นอย่างชัดเจน เราจึงมองหนังสือเล่มนี้ด้วยสายตาที่อ่อนโยนพอควรเลยล่ะ

คะแนนที่ 63

Monday, February 16, 2009

The Vampire Who Loved Me // Teresa Medeiros

บลอกครั้งแรก: 17/10/06

ชื่อไทยแปลตรงตัวของหนังสือเรื่อง The Vampire who loved me ของ Teresa Medeiros อันนี้ไม่ได้โฆษณานะคะ แต่เล่มแรกของหนังสือในชุดนี้เรื่อง After Midnight กำลัง จะออกขายเป็นภาษาไทยในงานสัปดาห์หนังสือวันพรุ่งนี้ ส่วนชื่อเรื่องอะไรจำไม่ได้ค่ะ ลองไปเดินหากันหรือแวะไปถามกูรูในบอร์ดกิ่งฉัตรก็คงพอหากันได้

เตือนนิดเดียวถ้าไม่อยากสปอยเรื่อง AM ก็อย่าอ่านต่อ แม้ว่าใจจริงของเราคิดว่าแค่คุณอ่านถึงบรรทัดนี้ก็สปอยไปหมดแล้วล่ะ

คนที่อ่าน AM คงจำจู เลียน เคนได้ น้องชายพระเอกเล่มแรกที่เข้าสูตรตัวประกอบหลักที่มีอนาคตจะเป็นพระเอกเล่ม ต่อไป ผู้ชายอารมณ์ดี ขี้เล่น มีเสน่ห์ ชายที่มีความลับดำมึดที่ชื่อเรื่องก็ประกาศให้คนอ่านรู้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ว่าเขาเป็นอะไร ถ้าคาดหวังว่าจะได้เจอจูเลียนคนเดิม เราบอกว่าใสเจีย/เสียใจค่ะ จูเลียนเขาเปี๋ยนไป๋ เข้าสูตรแวมไพร์ผู้เคร่งเครียดกะชีวิต

สำหรับเรานั่นคือจุดอ่อนของเรื่อง ทำไมจะอยากอ่านเรื่องแวมไพร์เบื่อโลกของเทเรซ่า เมดิรอสล่ะในเมื่อคุณหยิบหนังสือชุด Dark Something ของ คริสตีน ฟีแฮนได้ หรือถ้านั่นมืดไม่พอก็ยังมีงานที่รุ่งสุดสุดของเจ อาร์ วาด นี่ขนาดเรายังไม่พูดถึงชุดดาร์คฮันเตอร์เลยนะ แต่ชุดนั้นไม่ค่อยมืดค่ะ เลยไม่อยากเอามานับ

หนังสือหนา 370 กว่าหน้าตามมาตรฐานของเอวอนสำนักพิมพ์ แต่เนื้อหาคงไม่ยาวนัก เพราะตัวอักษรใหญ่มากเหมาะกับคนสายตาถั่วอย่างเรา ดังนั้นจึงอ่านได้เร็วแม้ตอนต้นเรื่องจะไม่ค่อยน่าติดตามนัก ตรงกลางเรื่องเริ่มดีขึ้น แม้จะไม่อาจเทียบกับเรื่องยุคก่อนของเทเรซ่าได้ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สนุกอีกเล่ม

เล่าเรื่องย่อก่อนแล้วกัน และสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่าน After Midnight เราเตือนคุณแล้ว

จูเลียน เคนแวมไพร์ที่แสวงหาการปลดปล่อยจากชีวิตที่ปราศจากวิญญาณเดินทางกลับมาถึง ลอนดอนแล้ว เนื้อเรื่องไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่าเขากลับมาทำไม แต่จากพฤติกรรมคงเห็นได้ชัดว่าเขาค่อนข้างเบื่อโลกแล้ว คนที่รอคอยการกลับมาตลอดห้าปีของเขาก็คือพอร์เชีย คาบ็อทผู้หญิงที่มีอดีตพัวพันกันมาก่อน เพราะเมื่อห้าปีก่อนเธอคือคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นความลับดำมึดสำหรับคนอ่านเรื่อง AM ในเรื่องนี้ก็มาเฉลย เราปล่อยให้ไปอ่านกันเองนะคะ เพราะสำหรับเราแล้วไม่ลับเท่าไหร เดาถูกตั้งแต่ตอนอ่าน AM แล้ว

โดยรวมเรื่องนี้สนุกพอสมควรค่ะ อยู่ในระดับเดียวกับ AM ดังนั้นถือว่าดีกว่างานเล่มอื่นที่เทเรซ่าเขียนให้เอวอน

สุดท้ายจบบลอคด้วยประโยคที่โดนใจเรา ที่สุดในเรื่อง เมื่อพอร์เชียกล่าวกับจูเลียนหลังจากที่เขาพูดกับเธอว่า เขาไม่ไว้ใจตัวเองให้แตะต้องตัวเธอได้ เขาอาจสูญเสียความควบคุมและดื่มเลือดของเธอจนหมด เธอตอบประโยคนี้กับเขา

"You don't have to trust yourself. I trust you enough for the both of us"

และหลังจากนั้นคุณคงพอเดาได้ว่าเป็นฉากอะไร

Second-time Bride // Lynne Graham

เป็นเวลาตีหนึ่งกว่า ในขณะที่กำลังเดินไปเข้าห้องน้ำครั้งสุดท้ายก่อนนอน ด้วยนิสัยที่ต้องมีหนังสือติดมือทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำก็ยืนเลือกกอง หนังสือข้างเตียงอยู่พักใหญ่ ถึงเราจะกำลังอ่านเรื่อง Good girl gone bad ของ Karin Tabke อยู่ แต่คิดแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะเอาเข้าไปอ่านในห้องน้ำ (ด้วยปัจจัยหลายประการ) ก็เลยหยิบหนังสือแปลเรื่องวิวาห์วนของเจ้าแม่ไข้เลือดออก ลินน์ เกรแฮมเข้าไปอ่าน

หนังสือเรื่องนี้ไม่ได้ซื้อมาเองค่ะ ปกติเราไม่อ่านงานของนักเขียนคนนี้เท่าไหร เรื่องนี้ได้มาเพราะเป็นอานิสงค์ของเพื่อนที่มีหนังสือเรื่องนี้หลายเล่ม ก็เลยได้ฟรีมาเล่มหนึ่ง

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้นทุนต่ำ เรื่องลินน์เปลี่ยนไป เราเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นหนังสือที่สนุกมาก ถือว่าสนุกที่สุดที่เราเคยอ่านงานของเจ้าแม่น้ำเน่ารายนี้มาเลยก็ว่าได้

เรื่องนี้แตกต่างไปจากรูปแบบประจำของนางพญายุง เพราะนางเอกไม่ใช่สาวน้อยวัยกระเตาะที่โชค (โคตร) ดีที่พบรักกับเศรษฐีสารพัดประเทศที่แสนเย็นชา ผู้ชายที่ไม่น่าเชื่อว่าจะรอดปากเหยี่ยวปากกามาจนพบกะนางเอกได้ (ก็แหมหล่อรวยขนาดนั้น ยังเป็นโสดอยู่อีก ถ้าเป็นในชีวิตจริงคงไม่แคล้วโดนเม้าท์ว่าเป็นอีแอบแหง)

นางเอกเรื่องนี้เป็นสาวแก่วัย 30 ปี (แก่ความคิดของคุณลินน์นะคะ สำหรับเราแล้ว 30 ยังแจ๋วค่ะ) ที่เคยมีความหลังแต่งงานกับเศรษฐีชาวอิตาเลียน ชีวิตคู่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ พร้อมกับเรือพ่วงอีกหนึ่ง เธอได้รับมาพบกับอดีตสามีอีกครั้งพร้อมกับการเปิดเผยความลับที่เก็บซ่อนมา นาน (ไม่ใช่อะไรเลยนอกจากเธอมีลูกกับเขา -- นางเอกในโรแมนซ์ไม่ค่อยซับซ้อนนักหรอกค่ะ ถ้ามีความลับส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องนี้) แล้วทั้งคู่ก็กลับมามีโอกาสที่สองอีกครั้ง (อนึ่งเรื่องนี้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Second-time bride นะคะ ไม่ใช่ Second-hand bride อย่างที่บอกไว้ในคำนำ)

พล็อตเรื่องเน่าสนิท แต่ถ้าคุณเป็นแฟนประจำของลินน์ เราขอเตือนคุณ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ลินน์ธรรมดา แต่เป็นลินน์ที่เสียสติ เพราะเธอเขียนได้ดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ อ่านเรื่องนี้แล้วชอบความมีกระดูกสันหลังของนางเอกไม่ตัวอ่อนปวกเปียวไปด้วย เซ็กส์ ส่วนพระเอกก็มีด้านอื่นนอกจากความแข็งกร้าว (ดั่งชาติชาตรีที่ยึดมั่นว่าเก็กไว้ก่อนพ่อสอนไว้) แม้จะเป็นสไตล์ลินน์ที่คนอ่านไม่ได้รับรู้ความคิดของพระเอก เพราะมัวแต่บรรยายถึงความรู้สึกของนางเอก แต่เราก็สัมผัสได้ถึงความรักที่เขามีให้

เราชอบเรื่องนี้ค่ะ และตอนนี้กำลังลังเลอยู่ว่าควรจะอ่านเรื่องอื่นของเจ๊ลินน์อีกดีไหม เพราะกลัวค่ะว่าจะไม่สนุกเท่ากับเล่มนี้

ข้อน่าสังเกตก็คือ หนังสือเรื่องนี้เขียนไว้เมื่อนานมาแล้ว เมื่อมาเทียบกับงานในปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่าจะพัฒนาได้ลงขนาดนี้

Crazy Sweet // Tara Janzen

ชื่อนี้เราตั้งเองเลียนแบบชื่อภาษาไทยของหนังสือชุดนี้ที่เพิ่งออกมาได้เล่ม เดียว คนที่อ่านเล่มแรกแล้วกระโดดข้ามมาอ่านเล่มนี้เลยอาจจะรู้สึกงงกับชีวิตนิด หน่อย เพราะจะได้เห็นตัวละครที่ออกมามีบทบาทในเล่มแรกเป็นนายแบบภาพนู้ด ที่หลงรักนางเอกภาคแรก เปลี่ยนแปลงตัวเองมาเป็นสายลับสุดเท่ห์

ปกติเราไม่ชอบเรื่องที่เปลี่ยนแปลงบุคลิกตัวละครแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แบบนี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าการเอาทราวิส เจมส์มาแปลงกายกลับได้ผล อาจเพราะทาร่าไม่ได้ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วข้ามคืน ทราวิสมีเวลากว่า 4 เล่มก่อนจะกลายเป็นแองเจล ซึ่งเป็นโค้ดเนมของเขา โดยเฉพาะในเรื่องเครซี่ คิสที่เราได้เห็นสิ่งที่อยู่ในสมองของเขา ได้ยินความคิดของเขา และรู้เหตุผลที่เขาเลือกจากเปลี่ยนเส้นทางจากการเป็นผู้ช่วยชีวิต มาเป็นผู้พรากชีวิต

แต่ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงของทราวิสจะได้ผลสำหรับเรา หรือแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของกิลเลี่ยนนางเอกจากเลขานุการขี้อายกลายเป็นนัก ฆ่าสุดโหดก็จะได้ผลสำหรับเรา หนังสือเรื่องนี้กลับไม่ได้ผล นั่นเพราะว่าคนแต่งให้เวลากับตัวละครสองตัวนี้น้อยเกินไป มากกว่าครึ่งเรื่องเราได้เห็นความสัมพันธ์ของพระเอกนางเอกในเล่มถัดไป (ชื่อเรื่องแปลเป็นไทยว่ากำลังเพ่นพล่าน - On the loose) เราชอบซี. สมิท และอยากเห็นเรื่องของเขา แต่เราก็อยากรู้จักทราวิสและเรด ด็อกให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ซับซ้อนมากเพียงใด

อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมคนแต่งต้องเอาเข้ามาใส่ในเรื่องก็ คือ ตัวท่านลอร์ดชาวอังกฤษผู้ที่เป็นเจ้าพ่ออาชญากรรม โอเคเรายอมรับว่าหลงเสน่ห์ตัวละครที่ไม่ออกตัวนี้ไปไม่น้อย ก็แหมตรงสเป็คเราเลยล่ะ เป็นตัวร้าย (ที่เราคิดเองว่าจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น) เขาถูกกล่าวถึงในฐานะผู้ชายในอดีตของนางเอก คนที่นางเอกมีความสัมพันธ์ด้วยแม้ในขณะที่ยังคบอยู่กับพระเอก เราไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไมถึงต้องเอาตัวละครตัวนี้เข้ามาเกี่ยว เพราะอ่านจนจบเรื่องเราก็ยังรู้สึกว่า ไม่ออกก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกะเรื่องตรงไหน

อาจเพราะว่าเราผิดหวังที่ไม่ได้เห็นข้อสรุปในความสัมพันธ์ของทราวิสกะกิล เลี่ยน เราก็เลยรู้สึกผิดหวังมากกับเรื่องนี้ เพราะอ่านจนจบเรื่องเราก็ไม่รู้สึกว่ามีความคืบหน้าอะไรเลยระหว่างทั้งคู่

ตอนเปิดเรื่องก็รู้ว่ารักกันแล้ว รู้ว่ามีเซ็กส์กันแล้ว แต่กิลเลี่ยนก็ยังทรยศทราวิสเพื่อการแก้แค้น วิธีการแก้ปัญหาก็ง่ายมาก ไม่ใช่ทำให้กิลเลี่ยนต้องละทิ้งการแก้แค้น (เหมือนอย่างที่ซาร่าบังคับให้เพริกรีนทำใน Silk and Shadows - ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากที่สุดเล่มหนึ่ง -- แปลว่าไปหามาอ่านได้แล้ว) กลับกลายเป็นการให้ดีแลนเปิดไฟเขียวเปิดทางให้กิลเลี่ยนสามารถแก้แค้นได้โดย ชอบธรรม เราก็เลยไม่เห็นสักนิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปข้างหน้าอย่างไร

แล้วยังประเด็นที่กิลเลี่ยนคิดในช่วงต้นเปิดเรื่องอีกที่บอกว่ายังไงเจ้า ลอร์ดกาแฟจะต้องเรียกร้องการตอบแทนจากเธอ ซึ่งเธอจำเป็นต้องจ่าย จนจบเรื่องก็ยังไม่รู้ว่าราคานั่นคืออะไร (เป็นไปได้ว่าทิ้งท้ายเอาไว้ในเล่มถัดไป) แต่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องมันค้างคา เพราะอ่านยังไงก็ต้องคิดเอาเองว่าเจ้าลอร์ดนี่ต้องแอบหลงรักกิลเลี่ยนแหง แต่ดันไม่มีบทบาท

เราจะบอกให้ว่าเราคิดยังไงกับการที่ทาราเขียนเรื่องนี้นะคะ เราคิดว่าเพราะทราวิสไม่ใช่พระเอกที่เธอตั้งใจให้เป็นในเรื่องนี้ ข่าวตอนแรกก็คือซี.สมิทจะเป็นพระเอกในเครซี่สวีท แต่จู่ ๆ ก็พลิกโผ เหมือนตอนท่านนายกอานันท์ได้เป็นนายกรอบสอง ทราวิสก็กลายเป็นพระเอกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ปัญหาก็คือ เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ของซี. สมิทน่าจะเขียนไปแล้ว ทำให้ทาร่าไม่มีเวลาเขียนเรื่องของทราวิสเท่าไหร ก็เลยใช้มุขตัดสลับ ระหว่างเรื่องของทราวิสกับซี.สมิท เหมือนกับที่ใช้ในเรื่องเครซี่คิส (แต่ในเครซี่คิสมันเวิร์คเพราะว่าเรารู้จักคิดกะนิคกี้ดี้แล้ว ไม่เหมือนในเรื่องนี้ที่เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรด ด็อกเลย) ทำให้สุดท้ายอ่านไปนึกว่าซี. สมิทเป็นพระเอก

แต่ถ้าถามว่าแฟนหนังสือชุดเครซี่ควรจะถอดใจกับชุดนี้ไหม คำตอบเราก็บอกให้เดินหน้าสู้ต่อค่ะ เพราะเหมือนอย่างที่เพื่อนผู้ทรงภูมิของเราคนนึงบอกไว้ แค่อ่านเล่มนี้แล้วได้เห็นตัวละครในเล่มก่อนหน้าก็คุ้มค่าแล้ว

สำหรับเราแล้วไม่ใช่ซุปเปอร์แมนที่ทำให้ใจสั่น (เอ๊นั่นนก, ไม่ใช่มันเป็นเครื่องบิน, ไม่ใช่... นั่นคือซุปเปอร์แมน--- คนละคนกันนะคะ) แม้ว่าจะคริสเตียนจะเท่ห์เหมือนเดิม สุดท้ายยังเป็นคนตามล่าผู้ร้าย แล้วเป็นคนเหนี่ยวไกอีกต่างหาก แต่เป็นการที่ได้เห็นความสัมพันธ์ของสกีตเตอร์กะดีแลน ทำให้เรารู้สึกว่าความรักของทั้งคู่ไปกันได้ราบรื่น

ยิ่งตอนที่สกีตเตอร์แต่งตัวออกมายั่วดีแลนต่อหน้าคริสเตียนแล้วยิ่งฮามาก ๆ แต่ทั้งหมดนี่คุณจะไม่รู้หรอกถ้าไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้า และรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างดีแลน, คริสเตียน และสกีตเตอร์เป็นยังไง

จบคำวิจารณ์เรื่องนี้โดยการบอกว่าให้รีบวิ่งกลับไปอ่านเครซี่ให้ครบทุก เล่ม ก่อนจะเริ่มอ่านเล่มนี้ เพราะจะทำให้ความเจ็บปวดจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ลดลงได้ประมาณครึ่งนึง

Friday, February 13, 2009

Dragon Series // Allyson James

แม็กซ์เริ่มต้นอ่านงานของอลิสัน เจมส์ตั้งแต่สมัยที่เธอเขียนให้กับสนพ.อีลอร่าส เคฟ ซึ่งเราค่อนข้างชอบงานของเธอพอสมควรเลยล่ะ (เรื่องฮ็อตได้ใจมาก) และเมื่อเรารู้ว่า เธอคือคนเดียวกับเจนนิเฟอร์ แอชลี่ย์ ก็ทำให้แม็กซ์เริ่มหันมาอ่านงานของเธอในนามปากกานั้นด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยที่เราติดตามเธอไปยังสนพ.เบิร์คเลย์ เมืีอเธอเริ่มต้นเขียนหนังสือชุดแนวพารานอมอลเกี่ยวกับมังกร

โดยคอนเซ็ปต์แล้วดูน่าสนใจค่ะ แม็กซ์จำได้ว่าสมัยที่เธอเริ่มต้นเขียนเรื่อง Dragon Heat ยังไม่ค่อยมีนักเขียนคนไหนเอาเรื่องมังกรมาเล่นมากนัก (ซึ่งเมื่อเทียบกับตอนนี้เริ่มมีมังกรเพ่นพ่านมากขึ้น) เมื่อเราอ่านเล่มแรกจบลง เราคิดว่าเธอเริ่มต้นได้ดี เรื่องอาจจะไม่ถึงกับสนุกถูกใจเรามาก แต่ก็ดูมีอนาคตไม่น้อย และมันก็ถูกพิสูจน์เมื่อแม็กซ์อ่านเล่มที่สองในชุด เรื่อง The Black Dragon (เดี๋ยวจะเขียนรีวิวให้อ่านกันค่ะ) ที่เราคิดว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดในชุด แต่แล้วในเล่มสาม และเราคิดว่าอาจจะเป็นเล่มสุดท้ายในชุดนะคะ กลับเป็นเหมือนการเดินถอยหลังลงคลอง


The Black Dragon ของอลิสัน เจมส์

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มอื่นในชุดอาจเป็นเพราะ มัลคอล์ม พระเอกของเรื่องเป็นตัวละครที่เกือบจะเป็นตัวร้ายในเล่มแรกของชุด (Dragon Heat) ในฐานะของคนที่ชอบตัวร้ายมากอย่างเรา เล่มนี้จึงถูกหยิบมาอ่านทันทีที่ซื้อมา (แต่ไม่ได้เขียนรีวิวเท่านั้นเอง มาเขียนตอนนี้เพราะเราเพิ่งอ่านเล่มสามจบไป เลยถือโอกาสรวบยอดทีเดียวไปเลย) และก็ไม่ผิดหวังค่ะ เราคิดว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่ให้ความหวังเรากับงานของอลิสันพอสมควรเลยล่ะ

มัลคอล์มเป็นมังกรสีดำที่ถูกคำสาปของแม่มดทำให้เขาติดอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นเวลานานหลายร้อยปี สิ่งเดียวที่เขาถวิลหาก็คือการกลับบ้านในโลกแห่งมังกร (โลกแห่งมังกรเป็นเหมือนมิติคู่ขนานไปกับโลกของเรา ต้องให้แม่มดให้พลังในการเปิดประตูข้ามมิติ มังกรจึงจะข้ามกลับไปได้) ดังนั้นเมื่อเขาได้พบกับซาบะ สาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น และเป็นแม่มดฝึกหัด เขาก็เห็นโอกาสที่จะใช้เธอในการส่งเขากลับบ้าน มัลคอล์มครองงำซาบะและให้เธอเป็นผู้ช่วยในการต่อสู้กับคาเล็บ มังกรสีทอง ที่คุ้มกันลิซ่า ซิงเกิ้ลตัน ผู้พิทักษ์ประตูแห่งมิติอยู่ ทั้งหมดนี่เป็นเหตุการณ์ในเล่มแรกในชุดค่ะ

แน่ล่ะ ในเล่มนี้ มัลคอล์มซึ่งสงบศึกกับทั้งคาเล็บและลิซ่าแล้ว กำลังจะได้กลับบ้าน หลังจากใช้เวลาในโลกมนุษย์มาหลายร้อยปี มัลคอล์มกลับได้พบกับคนเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาหวั่นไหว นั่นก็คือซาบะ เธอทำให้เขาคิดที่จะอยู่ต่อ แต่กระนั้นมัลคอล์มก็ข้ามประตูกลับไปในโลกแห่งมังกร แต่ก็ไม่ก่อนที่จะทิ้งสัญลักษณ์แทนกาย ที่ซาบะสามารถใช้เรียกตัวเขาให้กับมายังโลกมนุษย์ได้ทุกเมื่อ

ซาบะไม่ต้องการจะใช้มัน เธออาจใช้เวลากับมัลคอล์มโดยที่จิตใจของเธอถูกครอบงำ แต่ก็มีบางส่วนที่เธอรู้ดีกว่า เขาเป็นมากกว่านั้น มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ของเจ้านายและลูกน้องธรรมดา ซาบะรู้ว่า ตัวเองไม่อาจรั้งมัลคอล์มไว้ในโลกมนุษย์ได้นาน และไม่ต้องการเอาหัวใจเข้าไปเสี่ยง

แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก เมื่อพบว่าตัวเองกลายเป็นเป้าหมายของมังกรขาว ที่ต้องการพลังแม่มดในกายเธอ เพื่อใช้ในการทำลายโลก มัลคอล์มกลับมาอีกครั้ง และคราวนี้เขาสวมบทบาทที่ตัวเองไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร นั่นก็คือการเป็นพระเอก

อย่างที่บอกแต่แรกค่ะ เราชอบมัลคอล์ม ชอบความมีมิติของเขา ในยามที่เป็นตัวร้ายเล่มแรก เราพบว่าเขาน่าสนใจกว่าพระเอก ดังนั้นในเล่มที่เขาควรจะโดดเด่นเหนือใคร มัลคอล์มก็โดดเด่นได้จริง ความที่เขาเป็นมังกรดำ ที่มีนิสัยสนใจใฝ่รู้ และชอบอยู่ตามลำพัง ความเข้าใจมนุษย์ของมัลคอล์มก็มีจำกัด ถึงจะอยู่ในโลกมนุษย์มานานเป็นร้อย ๆ ปี แต่มัลคอล์มก็ยังไม่อาจเข้าใจมนุษย์ได้ถ่องแท้ ดังนั้นเมื่อเขาพบว่าตัวเองตกหลุมรักกับมนุษย์ มันจึงสร้างความสนุกสนานให้กับเนื้อเรื่องอย่างยิ่ง (เขาไม่เข้าใจว่าเธอทำไมจึงไม่เข้าใจว่าเขารักเธอ)

โดยรวมหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากกว่าเล่มแรก แต่สิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนกันก็คือ ความเบาบางของเนื้อเรื่อง แม็กซ์บรรยายไม่ถูกนะคะว่ามันคืออะไร แต่เรารู้สึกถึงความไม่จริงจังของตัวละครต่ออันตรายที่พวกเขากำลังเผชิญหน้า มันเหมือนกับว่าความกดดันในเรื่องมันไม่มากพอ แต่เมื่อคิดถึงอันตรายที่ตัวร้ายนำมา มันใหญ่หลวงนะคะ เพียงแต่เรารู้สึกว่าปฏิกริยาของตัวเอกในเรื่องไม่สมจริง หรือไม่ก็เป็นเพราะบรรยากาศในเรื่องดูผ่อนคลายเกินไป แต่นี่ก็เป็นเอกลักษณ์นึงของอลิสัน เจมส์ ซึ่งถ้าคุณอ่านงานของเธอมาสักระยะก็น่าจะเข้าใจ

เราไม่ได้บอกว่า มันแย่หรือเลวร้ายหรอกนะคะ เพียงแต่แม็กซ์เป็นคนที่ชอบเรื่องเครียดหน่อย (หรือไม่ก็ฮาแตกไร้สาระไปเลย) พอเจออะไรที่อยู่ตรงกลาง มันก็เลยทำให้เราไม่รู้สึกว่าเรื่องโดดเด่นจนถึงขนาดเข้าไปอยู่ในใจเราได้

เล่มนี้คะแนนที่ 70


The Dragon Master ของอลิสัน เจมส์

อันดับแรกเลยที่แม็กซ์มีปัญหากับหนังสือเล่มนี้ก็คือ เรามีความรู้สึกว่า อลิสันไม่ได้วางแผนที่จะเขียนเล่มนี้เลยตั้งแต่ต้น มันเหมือนกับว่าเธอวางแผนจะเขียนแค่สองเล่ม (Dragon Heat และ The Black Dragon) ซึ่งจากที่แม็กซ์ค้นข้อมูล ก็รู้ว่าตอนที่เซ็นต์สัญญากับเบิร์คเลย์ฉบับแรกนั้น อลิสันก็ขายหนังสือในชุดนี้ไปแค่สองเล่มเท่านั้น และอาจะเป็นได้ว่าชุดนี้ค่อนข้างฮิต จึงมีการให้เธอเขียนเรื่องต่อ และเธอก็เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา แต่อย่างที่บอกค่ะ มันไม่ใช่เล่มที่วางแผนมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นแม็กซ์จึงรู้สึกถึงความไม่สม่ำเสมอของเนื้อเรื่องมากเลยค่ะ

คาโรล ฮวน ที่แม้จะชื่อเหมือนชาวสแปนิช แต่ก็เป็นคนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย พบว่าตัวเองเผชิญหน้ากับชายร่างเปลือยเปล่าที่ข่มขู่ให้เธอบอกเหตุผลที่เธอ เรียกตัวเขามายังโลกมนุษย์ เซ็ธเป็นมังกรไฟที่มีพลังอันน่าทึ่ง เขาไม่พอใจนักที่ตัวเอกกลายเป็นเหยื่อของผู้ควบคุมมังกรอีกครั้ง หลังจากที่โชคดีหนีไปได้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

ปัญหาก็คือ คาโรลไม่ใช่คนที่เรียกเซ็ธมายังโลก ความจริงคือ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสืบทอดเชื้อสายของผู้ควบคุมมังกร แต่การมาของเซ็ธก็เป็นการปลุกพลังแฝงอันนี้ในกายของเธอให้ตื่นขึ้น จากคนที่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ คาโรลพบว่าตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางของมัน และมีความสามารถในการควบคุมมัน เพราะแม้แต่มังกรที่ทรงอำนาจที่สุด ก็ยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอได้

คาโรลเป็นตัวละครที่ปรากฎขึ้นมาในหนังสือชุดนี้ทั้งสองเล่ม แต่ในช่วงเวลาที่เธอมีบทบาท แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเธอมีความพิเศสอะไรซ่อนอยู่เลยสักนิด มันเป็นไปได้นะคะว่าคนแต่งอาจจะวางแผนเรื่องให้กับคาโรลอยู่แล้ว เพียงแต่เรารู้สึกว่า เจ้าความเป็น "ผู้ควบคุมมังกร" ของเธอ มันโผล่ขึ้นมาแบบซะงั้น (คือไม่มีที่มาที่ไป)

เรื่องนี้เป็นความขัดแย้งในตัวเองของคาโรล ที่พลังในกายผลักดันให้เธอแสวงหา และควบคุมมังกรให้มากที่สุด ในขณะที่ตัวตนที่เธอเป็นกลับรู้สึกว่าการกระทำนั้นมันน่ารังเกียจ แต่คาโรลก็ไม่มีทางเลือก เมื่อความจริงปรากฎว่า ปีศาจกำลังจะหลบหนีออกจากที่คุมขังได้แล้ว และเซ็ธเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ควบคุมมังกรในการจัดการกับปีศาจนั้น ภาระทั้งหมดจึงตกมายังเธอ ในกระทำในสิ่งที่เธออาจจะต้องเสียใจทีสุดในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเธอ และมังกรไฟของเธอผูกพันกันมากกว่าแค่มนตร์ตราที่ผูกพวกเขาเอาไว้

สำหรับเรื่องนี้แม็กซ์โอเคกับตัวละครทั้งสองคนนะคะ ไม่ถึงกับประทับใจ ส่วนหนึ่งเพราะเราติดภาพของคาโรลตอนที่เธอออกมาในสองเล่มแรก ที่เราไม่รู้สึกว่าคาแร็คเตอร์ของเธอน่าสนใจขนาดจะต้องมีเรื่องเป็นของตัว เอง เราคิดว่าเธอเป็นตัวละครทีน่าเบื่อ แม้ในเรื่องนี้จะมีการเล่าภูมิหลัง และทำให้เธอน่าสนใจขึ้น แม็กซ์ก็ยังอดนึกถึงภาพเดิม ๆ ของเธอในหัวไม่ได้ ในกรณีนี้ไม่ใช่ว่า อลิสันเปลี่ยนแปลงคาแร็คเตอร์ของคาโรลจากหน้ามือเป็นหลังมือหรอกนะคะ เธอยังคงเป็นเหมือนเดิมพอสมควร แต่เจ้าความรู้สึกว่า อลิสันไม่ได้วางแผนสำหรับการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็ค้างคาใจในรำคาญอยู่ เรื่อย

เซ็ธเป็นมังกรไฟที่รักสันโดษและชอบอยู่คนเดียว การถูกเรียกมาในโลกมนุษย์เป็นการทรมานที่เขาไม่ชอบอย่างรุนแรง แต่การได้เจอกับคาโรลเริ่มทำให้เขาเปลี่ยนใจ เซ็ธก็เช่นเดียวกับคาเล็บที่เรามีปัญหากับคาแร็คเตอร์ของเขา เพราะทั้งคู่มีพื้นฐานเป็นมังกรมากกว่ามนุษย์ ทำให้หลายครั้งเรารู้สึกว่า ตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมังกร (ในเรื่องของคาเล็บ เราคิดว่าตอนจบค่อนข้างลบล้างอาการติดขัดอันนี้ของเราได้พบสมควร โดยเฉพาะเมื่อเฉลยว่าแท้จริงแล้วลิซ่าเป็นใคร) แต่ในเล่มนี้ เซ็ธไม่เคยมีเซ็กส์มาก่อน (เคยแต่มีตอนที่ร่างเป็นมังกร) และมีคาโรลเป็นคนแรก ความรู้สึกของแม็กซ์ตอนที่อ่านน่ะมัน "ยี้" พอควรนะคะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองคิดมากไปไหม แต่เรานึกตลอดว่า ร่างที่แท้จริงของเซ็ธก็คือมังกรนะ ไม่ใช่คน

ความเป็นผู้ควบคุมมังกรของคาโรล และพลังอันไม่มีขีดจำกัดของเธอเป็นสิ่งที่ขัดใจแม็กซ์มาก เพราะมันลบล้างสิ่งที่อลิสันเขียนไว้ในสองเล่มแรกทั้งหมด ไม่มีการพูดถึงผู้ควบคุมมังกรในสองเล่มแรกเลย และเมื่อถูกพูดถึงก็กลายเป็นว่า นี่คือคนที่มีอำนาจมากที่สุด เรารู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามจะทำให้ตัวละครทุกเรื่องของเธอเป็นคนที่ทรง อิทธิพลมากที่สุด แต่การทำอย่างนั้น มันก็เป็นการทำลายตัวตนของตัวละครตัวอื่นของเธอที่เธอเขียนขึ้นมาก่อนแล้ว (สปอยล์) เพราะลิซ่า ก็เคยเป็นตัวละครที่ทรงอำนาจมากที่สุดมาก่อนเช่น แต่ในเล่มนี้คาโรลสามารถควบคุมคนคนนั้นได้อย่างง่ายดาย

เราอยากให้เล่มนี้เป็นเล่มสุดท้ายในชุด เพราะคิดว่าอลิสันหมดมุขที่จะเขียนเรื่องในซีรี่ย์ชุดนี้แล้ว

คะแนนที่ 57

Sizzle and Burn // Jayne Ann Krentz

แม็กซ์พูดทุกครั้งที่เขียนรีวิวงานของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ว่า เรายังคงเป็นแฟนหนังสือของเธอเสมอ แม้จะเป็นความจริงอย่างยิ่งว่า งานในยุคตอนนี้ไม่เหมือนกับสิ่งที่เธอเขียนในอดีต และในฐานะที่คนที่เคยเป็นแฟนหนังสืออันดับหนึ่งของเธอในยุคนั้น มันเป็นความน่าเสียดาย

แต่แม้จะบอกว่า มันเทียบไม่ได้กับงานในอดีต งานเขียนของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ก็สนุกกว่างานที่ดีที่สุดของนักเขียนหลายคน

และแน่นอนว่า แม็กซ์หมายความรวมถึงเรื่องนี้ด้วย

Sizzle and Burn ของเจนย์ แอนด์ ครานซ์

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุด An Arcane Society ซึ่งเป็นสมาคมของกลุ่มคนที่มีพลังจิตซึ่งทำให้พวกเขาแปลกแยกออกจากมนุษย์ ทั่วไป สมาคมแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว (ราว ๆ ปี ค.ศ. 1600s) ในส่วนของเรื่องในอดีต เจนย์ แอนด์ ครานซ์ก็ได้มีการเขียนถึงเรื่องราวเกี่ยวเนื่องกับสมาคมนี้ โดยที่เธอใช้นามปากกาว่า อแมนด้า ควิค ส่วนเรื่องของสมาคมในยุคปัจจุบันเป็นงานของเจนย์ แอนด์ ครานซ์เอง และมากไปกว่านั้น เรื่องราวของสมาคมในยุคอนาคตก็ถูกรับผิดชอบโดยเจนย์ คาสเซิลซึ่งเป็นอีกนามปากกานึงของเจนย์เช่นกัน

เอกลักษณ์นึงของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ก็คือ เธอไม่ใช่คนที่ชอบเขียนเรื่องชุดมากนัก ดังนั้นเมื่อเธอตัดสินใจเขียนเรื่องสมาคมอาร์เคนนี้ขึ้น แต่ละเล่มจึงเป็นอิสระจากกันและกันค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องอ่านเล่มไหนก่อนเลยที่จะเริ่มต้นเรื่องนี้

ตลอดชีวิตของเรนน์ ทาเลนไทน์ เธอคือคนนอก พลังจิตที่ทำให้เธอได้ยินเสียงทำให้เธอแตกต่าง พลังจิตที่ไม่เคยนำความสงบมาสู่ชีวิตของเธอเลยสักครั้ง พลังจิตที่ทำให้เธอตั้งข้อสงสัยถึงสุขภาพจิตของตัวเอง และครั้งนี้ พลังจิตของเธอทำให้เธอค้นพบหญิงสาวที่ถูกจับตัวขังไว้ในบ้านของอาของเธอ

เวลล่า ทาเลนไทน์เป็นแบบของคนที่เรนน์รู้ว่าไม่อยากจะลงเอยเช่นเดียวกัน แต่เรนน์ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะหลีกหนีชะตากรรมนั้นได้หรือไม่ เพราะเวลล่าก็มีพลังจิตรูปแบบเดียวกับเธอ และมันทำให้เวลล่าไม่ค่อยปกตินัก ก่อนที่สุดท้ายแล้วจะทำให้เวลล่าจบชีวิตลงในโรงพยาบาลโรคจิตที่ซึ่งเธอเสีย ชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย

นั่นเป็นเหตุผลที่นำเรนน์กลับไปบ้านเกิดของผู้เป็นอาอีกครั้ง เพื่อจัดการเรื่องบ้านของป้าที่ร้างไปนาน (เพราะเวลล่าเข้ารพ.) แต่เมื่อไปถึง เรนน์ก็สัมผัสได้ถึงความเลวร้ายของชายโรคจิตที่ต้องการล่าแม่มด ที่นั่นเธอค้นพบเหยี่อคนนึงของฆาตกรต่อเนื่อง แต่การได้พบและช่วยเหลือหญิงสาวคนนั้น กลับทำให้เธอถูกมองด้วยสายตาที่หวาดระแวงยิ่งขึ้น เพราะไม่มีใครสามารถให้คำอธิบายเหตุผลที่เรนน์รู้ว่ามีคนถูกขังอยู่ที่ นั่น

และแน่ละเรนน์ก็ไม่อธิบาย เพราะเธอไม่ต้องการได้ชื่อว่าเป็นคนบ้า

ในขณะเดียว อดีตก็ได้ตามหาเรนน์จนพบ เมื่อแซค โจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของสำนักงานนักสืบเจแอนด์เจ ซึ่งทำงานให้กับสมาคมอาร์เคนได้เดินทางมาพบเรนน์เพื่อสอบถามถึงนักวิทยา ศาสตร์ของสมาคมที่หายตัวไป และล่าสุดพบว่า ได้มาพบกับอาของเรนน์ก่อนที่เวลล่าจะตาย

แซครู้ว่า เหตุการณ์ในอดีตทำให้เรนน์อาจจะไม่ให้ความร่วมมือกับสมาคมอาร์เคน ดังนั้นเขาจึงมีข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธ นั่นก็คือ ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับพ่อของเธอ ความจริงที่ถูกสมาคมปกปิดเอาไว้

แต่เพียงแรกได้พบ ทั้งแซคและเรนน์ก็รู้สึกถึงความต่อเชื่อมของกันและกันได้ และสำหรับคนสองคนที่มีแผลจากความรักมาในอดีต นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นความสัมพันธ์ และทั้งคู่ก็คิดจะไม่เริ่ม ก่อนที่จะพบว่า ไม่ีอาจหยุดยั้งตัวเองได้

จากนั้นไม่นาน แซคก็ผันตัวเองกลายเป็นบอดี้การ์ดคุ้มครองเรนน์ เมื่อมันแน่ใจแล้วว่า ฆาตกรต่อเนื่องคนที่เรนน์ไปขัดขวางการฆ่าเหยื่อคนนึงของเขา ได้เบนเป้าหมายมายังตัวเธอ นอกจากนี้แล้วทั้งสองหนุ่มสาวก็ยังค้นพบว่า ศัตรูคนสำคัญของสมาคมอาร์เคนก็ได้เจาะจงเรนน์เป็นเป้าอีกต่างหาก

อย่างที่เคยบอกตอนต้นนะคะว่า เจนย์ไม่ค่อยเขียนหนังสือเป็นชุด หรือใช้ตัวละครต่อเนื่องกันเท่าไหรนัก เล่มนี้ก็เป็นอย่างนั้นนะคะ เพียงแต่มีข้อยกเว้นนิดหน่อย ตรงนี้ในเล่มนี้ได้มีการเปิดตัวองค์กรคู่แข่งของอาร์เคนออกมาให้เห็นกัน (แล้วมีโยงไปถึงบรรพบุรุษซึ่งเป็นตัวร้ายใน Second Sight ซึ่งเป็นงานในแนวย้อนยุคเขียนด้วยนามปากกาอแมนด้า ควิค) แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเรื่องยังไม่จบ ต้องติดตามตอนต่อไปอะไรพรรณนั้นหรอกนะ

เหมือนกับงานเกือบจะทุกเล่มของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ ที่เขียนพระนางได้เหมาะเจาะซึ่งกันและกันเป็นอย่างยิ่ง แม็กซ์เชื่ออย่างเต็มที่ เมื่อทั้งแซคและเรนน์เกิดอาการสป๊าคซ์อย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นที่พบกัน เราไม่รู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เพราะทั้งคู่เหมาะสมกันตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันแล้ว

พล็อตเรื่องดำเนินไปได้น่าตื่นเต้นดีค่ะ โดยเฉพาะในส่วนของการสืบสวน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะโฟกัสไปที่จุดนั้นจนความโรแมนติคจะหายไปหรอกนะคะ โดยรวมแล้วเรื่องนี้มีองค์ประกอบการเขียนเรื่องของเจนย์ แอนด์ ครานซ์ครบถ้วนค่ะ

สิ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบเรื่องนี้ยิ่งขึ้นไปอีก (สปอยล์) ก็ คงเป็นการที่คนแต่งทำให้เราผิดหวังเล็ก ๆ ตอนเริ่มต้นเรื่อง เมื่อทำเหมือนว่าทั้งแซค และเรนน์ผิดหวังจากความรักมาก่อน โดยที่ทั้งคู่มีคนที่รัก แต่ด้วยเหตุบางอย่างก็พลัดพรากจากกัน เราชอบที่เธอมาเฉลยในตอนหลังว่า มันไม่ใช่สิ่งที่เราคิดแม้แต่นิดเดียว หลอกเราได้ดีค่ะ

บอกตามตรงนะคะ ถ้าไม่ใช่เพราะเจนย์ แอนด์ ครานซ์เคยเขียนหนังสือที่ดีกว่านี้ (หลายเล่มมาก) แม็กซ์คงชอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ข้อเสียของนักเขียนที่ดีก็คือ เธอผลิตผลงานในระดับคุณภาพสูงมามากจนทำให้งานบางเล่มที่ดีมาก แต่อาจจะทำให้แม็กซ์รู้สึกว่าดีไม่พอเมื่อเปรียบเทียบกับงานในอดีต

เล่มนี้ก็เป็นแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของหนังสือหรอกนะคะ

คะแนนที่ 73

Bond of Blood // Diane Whiteside

อ่านจบไปเมื่อคืนตอนตีสามกว่า สนุกใช้ได้สมราคาที่ซื้อมาค่ะ ซึ่งนี่เป็นคำพูดที่ถือว่าชมหนังสือเรื่องนี้มากแล้ว เพราะถ้ารอสั่งตามปกติหนังสือเรื่องนี้จะราคาประมาณ 500 - 600 บาท แต่นี่เราใช้วิธีสั่งแบบพิเศษเพื่อให้ได้หนังสือเร็วที่สุดก็เลยจ่ายไป ประมาณ 1,500 บาท

เรื่องนี้ถือเป็นเล่มแรก (ชนิดที่มีนางเอก) ในหนังสือชุดแวมไพร์จากเท็กซัส เล่มที่ออกก่อนหน้าเป็นเรื่องสั้นเล่าเรื่องราวของเหล่าพระเอกก่อนที่จะเจอ นางเอกที่ใช้ชีวิตคุ้มค่าทางเซ็กส์มาก

เรื่องนี้เล่าตัดสลับยุคปัจจุบันกับเรื่องราวในอดีตของราฟาเอล เปเรซผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ของแวมไพร์แห่งเท็กซัส

เริ่มต้นด้วยคำเตือนแล้วกัน

1. เรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนที่กลัวโฮโม ใจเปิดกว้างหน่อยในประเด็นนี้ แม้ว่าในเรื่องจะไม่พูดถึงพฤติกรรมรักร่วมเพศโดยตรง แต่พระเอกก็ยอมรับกับนางเอกว่าเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้ (และยิ่งไปกว่านั้นยอมรับว่าแวมไพร์มักจะเป็นไบเซ็กส์ชั่ลกันเกือบหมด ยกเว้นบางคนที่เป็นโฮโมเซ็กส์ชั่ล) แต่แฟนแนววายก็ไม่ต้องเฮนะคะ ไม่มีอะไรในเรื่องที่พูดถึงอย่างชัดเจน

2. เรื่องนี้ไม่เหมาะกับพวกอนุรักษ์นิยม ประเภทนางเอกต้องผุดผ่องเป็นยองใย นางเอกเรื่องนี้ผ่านผู้ชายมาสามคนก่อนพระเอก ดังนั้นถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องอ่าน

นอกจากนี้เราอยากแนะนำให้อ่านค่ะ คนที่ไม่กลัวเรื่องราวที่มีเซ็กส์ร้อน พระเอกเท่ห์ ตัวประกอบที่แทบจะตะโกนให้ได้ยินว่า "เล่มหน้าข้าจะเป็นพระเอกต่อนะ"

ประเด็นความขัดแย้งในเรื่องนี้ไม่ได้จบลงพร้อมกับเล่มนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องติดตามไปอ่านกันต่อใน Bond of Fire เล่มนี้เป็นเพียงการเปิดประเด็นเมื่อมาดามเซเลสต์หัวหน้าแวมไพร์จากนิวออร์ ลีนต้องการรวมอาณาจักรของเธอกับเท็กซัสของราฟาเอล เมื่อเขาปฏิเสธศึกแวมไพร์ก็เกิดขึ้น (อาจไม่ใช่ระหว่างดาร์คฮันเตอร์กะคาร์พาเธียน)

ในระหว่างความพยายามลอบสังหารราฟาเอล เขาก็ได้พบกับหญิงสาวที่ต้องตาต้องใจเขาจนไม่อาจปฏิเสธเธอได้ ที่มากกว่านั้นเธอคือภรรยาของเขาในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ผู้ที่กลับชาติมา เกิด

เรื่องนี้เซ็กส์ไม่มากอย่างที่คิดซึ่งเป็นเรื่องดี แต่เซ็กส์ที่มีการแทบจะเผาหน้ากระดาษให้ไหม้ได้

อ้ออีกเรื่องนึงที่เราอยากบอก เพราะเคยโพสต์ไว้ที่บลอกก่อนถึงเรื่อง Bond of Fire ที่เราค่อนข้างผิดหวังที่ไดแอนไม่เขียนเรื่องของอีธาน เทมเพิลตัน ตอนนี้เราชักจะอยากอ่านแล้วล่ะค่ะ ไม่ใช่เพราะเราชอบคนฝรั่งเศสมากขึ้นมา แต่เพราะเราคิดว่านางเอกเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก เธอเป็นพี่สาวของนังตัวร้ายจากนิวออร์ลีนที่พยายามยึดอาณาจักรของราฟาเอลเรา สนใจเพราะนางเอกเป็นแวมไพร์เหมือนกัน เราชอบเรื่องที่นางเอกมีฐานะที่ไม่ด้อยไปกว่าพระเอกค่ะ

Erotic Week

ที่ขึ้นชื่อบลอกอย่างนี้เพราะอาทิตย์นี้อ่านหนังสือไปได้4 เล่ม ทุกเล่มเป็นแนวอีโรติกโรแมนซ์ทั้งหมด และถือว่าอาทิตย์นี้เป็นการกลับมาอ่านหนังสืออย่างจริงจังอีกครั้งของเรา หลังจากอ่านแบบขอไปทีอยู่หลายเดือน

หนังสือที่เราอ่านในอาทิตย์นี้มี

1. Bond of Blood ของไดแอน ไวท์ไซด์ ที่เราเขียนถึงไปแล้วในบลอคก่อน

2. Rogues ของคริกเก็ต สตาร์กับลิดดี้ มิดไนท์

ประสบการณ์ของเรากับการอ่านหนังสือที่มีคนแต่งสองคนไม่ค่อยดีนัก ยกเว้นก็เฉพาะงานของแคธี่ แคลมป์และซีที อดัมส์เท่านั้นเอง เรื่องนี้ก็อยู่ในข่ายที่ไม่ได้เรื่องเช่นกัน เราอ่านไม่จบเพราะน่าเบื่อเกินไป เป็นตัวอย่างของหนังสือแนวอีโรติกที่มีแต่เซ็กส์แต่พล็อตเรื่องไม่เอาไหน อ่านไปเกินครึ่งเรื่องแล้วยังไม่ได้ประเด็นอะไรสักอย่าง

3. Delicious ของเจมี่ อัลเดน

เรื่องจ่าหัวว่าเป็นอีโรติก โรแมนซ์ แต่เราคิดว่าไม่ถึงขั้นนั้น อันที่จริงเรื่องนี้ไม่น่าจะออกกับอโฟไดท์เซียเลยด้วยซ้ำ อย่างมากก็น่าจะเป็นบราว่ามากกว่า เล่มนี้เป็นงานเขียนเล่มแรกของเจมี่ ซึ่งสำหรับเราแล้วเป็นเหตุผลที่ดีในการให้อภัยข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่พบใน เรื่อง นักเขียนคนนี้น่าติดตามค่ะ เขียนใช้ได้ ถือว่าเป็นการอ่านฆ่าเวลาเพื่อรอหนังสือเล่มใหม่ของแชนน่อน แม็คเคนน่าได้ทีเดียว

พล็อตเรื่องนี้ธรรมดาทั่วไป นางเอกเป็นเจ้าของรายการโชว์ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับการทำอาหาร ที่ถูกแฟนที่คลั่งไคล้ตามปองร้าย ส่วนพระเอกก็เป็นบอดี้การ์ดที่ถูกจ้างมาคุ้มครองนางเอก เนื้อเรื่องง่าย ดำเนินไปตามสูตร อ่านแล้วไม่ต้องคิดมาก สนุกดีค่ะ (สำหรับนักเขียนที่เพิ่งเขียนเป็นเล่มแรก เราถือว่าสอบผ่าน)

4. Take Two ของอีแวนเจอลีน แอนเดอร์สัน

นี่ก็เป็นเล่มแรกของอีแวนเจอลีนเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่านี่เป็นเล่มแรกของเธอที่ได้ออกกับสำนักพิมพ์ในนิวยอร์ค ก่อนหน้านี้เธอมีงานออกในรูปแบบของอีบุ๊คหลายเล่ม เรามีงานอีบุ๊คของเธอบ้างแต่ยังไม่ถึงคิวอ่าน ตอนที่สั่งซื้อเรื่องนี้ก็สั่งอย่างไม่คิดอะไรมาก จนได้มาก็ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจอะไร ตอนที่เริ่มอ่านก็กะว่าจะอ่านทิ้งไว้สักบทสองบทเพื่อจะได้เอามาอ่านต่อในวัน รุ่งขึ้น

ผลก็คือ เราอ่านเรื่องนี้จบในครั้งเดียว จากที่ตั้งใจจะอ่านแค่นิดหน่อยเราก็พบว่าตัวเองหยุดอ่านไม่ได้ พอมาถึงวันนี้ก็เลยพบว่าตัวเองท่องอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนคน นี้ทันที

ขอแนะนำว่าอย่าดูหนังสือเรื่องนี้ที่ปก เพราะปกตลกที่สุดที่เราเคยเห็นมา ทั้งตลกทั้งน่าเกลียด ถ้าหนังสือจะขายไม่ได้ เราก็ยกให้เป็นความผิดของปกนี่ล่ะค่ะ

เทคสองก็ตามชื่อ คนที่อ่านแนวอีโรติกมาบ้างก็น่าจะพอเดาได้ว่าจะเป็นยังไง พระเอกเรื่องนี้มีสองคน นางเอกมีหนึ่งคน (นึกเอาเองนะคะ) เรื่องนี้เป็นการผจญภัยของนักข่าวสาวที่มาจากดวงดาวอนุรักษ์นิยม กับตำรวจหนุ่มสองคนที่ผูกพันกันด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าเรื่องจะเป็นแนวอนาคตไซไฟ แต่ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ฟิสิกส์เข้าใจยากมาพูดถึง เนื้อเรื่องก็เป็นการสืบสวนธรรมดาเหมือนเรื่องในยุคปัจจุบัน และเซ็กส์

คุณจะอ่านอีโรติก โรแมนซ์ได้อย่างไรถ้าไม่พูดถึงเซ็กส์

หนังสือเรื่องนี้เป็นข้ออ้างอย่างดีสำหรับคนที่ชอบอ่านเรื่องเซ็กส์แต่ ไม่กล้ายอมรับกับศีลธรรมของตัวเอง เพราะคนแต่งหาข้ออ้างให้ครบถ้วนแล้ว ทุกครั้งที่มีฉากนี้นางเอกจะมีข้ออ้าง เธอไม่ได้ปล่อยตัว แต่มีความจำเป็นบางประการที่ทำให้เธอต้องมี

ต้องมีเพราะผู้ร้ายบังคับ (บังเอิญผู้ร้ายเป็นพวกชอบมอง) ต้องมีเพราะสามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ได้ (คิดได้ไงเนี่ย)

สำหรับเราแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับข้ออ้างของการมีเซ็กส์ เพราะการยอมรับว่าเราอ่านแนวอีโรติก โรแมนซ์ก็บอกอย่างชัดแจ้งแล้วว่าเราชอบอ่านหนังสือที่มีฉากเซ็กส์ (ไม่อย่างนั้นจะอ่านไปทำบ้าอะไร เราเป็นพวกปากตรงกับใจค่ะ อายุก็ถึงแล้ว ไม่เห็นต้องอายอะไร ถ้ากล้าอ่านก็ต้องกล้ายอมรับ ส่วนพวกที่อ่านหนังสือที่นักเขียนมีชื่อเสียงด้านเขียนฉากเซ็กส์แล้วบอกว่า อ่านฉากเซ็กส์ไม่รู้เรื่องนี่ เสียเวลาทำมาหากินค่ะ ไปอ่านอย่างอื่นดีกว่าไหมคะ)

เราชอบเรื่องนี้เพราะชอบตัวละคร เราอ่านแล้วรู้สึกผูกพันไปกับตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในการเรื่องแนวอีโรติก โรแมนซ์

สำหรับเราแล้ว คำจำกัดความของหนังสือแนวอีโรติก โรแมนซ์ที่ดีก็คือ

Porn with a plot

คุณเขียนแนวอีโรติก โรแมนซ์โดยไม่มีฉากเซ็กส์ร้อน ๆ ไม่ได้ ในขณะเดียวกันถ้าคุณมีแต่เซ็กส์ก็ไม่น่ามาเขียนโรแมนซ์ ดังนั้นจะต้องเป็นอะไรที่อยู่ตรงกลาง ผสมผสานระหว่างเซ็กส์กะโรแมนซ์ออกมาให้พอดี

และเราคิดว่าเรื่องเทคสองนี่ ออกมาลงตัวค่ะ

I'm the Vampire, that's why // Michele Bardsley

ยอมรับอย่างไม่อายว่าอ่านหนังสือเป็นพระเอกเป็นตัวหลัก นางเอกเป็นเพียงน้ำจิ้ม ถ้าปิ๊งพระเอกแล้วล่ะก้อ ชอบสุดใจขาดดิ้น แต่สำหรับเรื่อง I'm the Vampire, That's why ของ Michele Bardsley นี่ เราชอบเพราะนางเอกค่ะ

เจสสิก้าเป็นนางเอกชนิดที่เราอยากเห็นในหนังสือโรแมนซ์มานานแล้ว แต่ถ้าคุณชอบนางเอกแบบของลินน์ เกรแฮมที่นิยมทำตัวเป็นพรมเช็ดเท้าล่ะก้อ คุณคงไม่ชอบเรื่องนี้แหง เพราะเจสสิก้าเป็นตัวแสบ ทั้งนิสัย ความประพฤติ และการแสดงออก

เธอไม่หงอกลัวนังตัวร้ายที่เสนอหน้ามาอ้อนพระเอก เธอไม่ยอมเป็นนางเอกกินน้ำตาต่างข้าวยอมทนโดนรังแก เราสงสัยหลายครั้งนะคะเวลาอ่านหนังสือที่นางเอกแสนดีโดนกลั่นแกล้งสารพัด เราสงสัยในความดีของนางเอกสิคะ ถ้าเธอดีจริง ทำไมคนถึงได้รุมเกลียดและแกล้งเธอเกือบจะทุกคนในเรื่อง

เรื่องนี้เขียนนางเอกได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ปุถุชนที่เราพบเห็นได้ในสังคม เธอไม่ดีพร้อม เธอเป็นแม่ม่ายที่สามีทรยศไปมีชู้กับเลขานุการสาว และเธอไม่ยอมให้อภัยสามีของเธอแม้เขาจะตายไปแล้ว หรือยอมอ่อนข้อเห็นใจแม่เลขาตัวแสบที่แย่งสามีของเธอไป เธอยินดีในความทุกข์ของนังเล็ก ๆ ของสามี เธอสนับสนุนเมื่อคนอื่น ๆ ในเมืองช่วยกันทำให้ยายเมียน้อยเป็นที่รังเกียจ

คุณจะไม่ชอบนางเอกอย่างนี้ได้ยังไง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เราจะทำถ้าเราจับได้ว่าสามีไปแอบมีนางเล็ก ๆ เราจะเล่นงานให้เจ็บหนักทั้งคู่เลยเชียว และนางเอกของเราก็ทำอย่างนั้น เธอไล่สามีออกไปจากบ้าน ฟ้องหย่าให้หมดตัว และทำให้คนทั้งเมืองแอนตี้ยายเมียน้อย

แต่นี่เป็นเพียงเรื่องเล่าภูมิหลังของเจสสิก้าเท่านั้น เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อเจสสิก้าและคนอื่นในเมืองอีก 10 คนแจ๊คพ็อตโดนแวมไพร์ที่เป็นโรคระบาดกัดจนตาย และเมื่อเธอฟื้นก็พบว่าตัวเองกลายเป็นแวมไพร์และกำลังดูดเลือดจากแวมไพร์สุด ฮ็อตที่ชื่อแพทริก คนที่คิดว่าเธอเป็นเนื้อคู่ตามตำนานในอดีต

ช่วงต้นของเรื่องนี้คล้ายกับชุดอันเดธของแมรี่ จานิส แต่นางเอกเรื่องนี้เหนือกว่ายายเบ็ธซี่ชนิดเทียบกันไม่ได้ เธอไม่ได้บ้องตื้นเหมือนต้นแบบ แต่ก็แสบไม่แพ้กัน

ฉากที่เธอหักนิ้วตัวอิจฉาที่บังอาจมายืนเกาะแขนพระเอกทำให้เราตกหลุมรัก เจสสิก้าเข้าอย่างจัง เราไม่ได้เจอตัวละครที่เป็นผู้หญิงที่เราชอบมากเท่านี้มานานแล้ว เธอไม่ยอมแพ้กับถ้อยคำกรำกรวมที่ชวนให้เข้าใจผิดของตัวร้าย เธอโต้ตอบอย่างไม่ลดราเมื่อโดนโจมตี

นิสัยเธอลงตัวพอดี ไม่ได้ทำให้เธอดูเป็นคนนิสัยเสีย เธอเห็นแก่ตัวอย่างพองามชนิดที่คนทั่วไปเข้าใจและยอมรับได้ และที่สำคัญเธอยอมรับว่าตัวเองผิดเมื่อตัวเองผิด

และเพราะหนังสือนี่ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบ "ฉัน" การที่เราผูกพันกับตัวนางเอกจึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราชอบเรื่องนี้อย่าง มาก ไม่ผิดหวังเลย

ข้อดีอีกอย่าง แม้จะบรรยายเรื่องด้วย "ฉัน" หนังสือก็ยังจบในตอน เรื่องราวของเจสสิก้าและแพทริคจบลงพร้อมกับเล่มนี้ ตอนนี้เรากำลังรอเล่มใหม่ในชุดแวมไพร์แนวแปลกPTA Vampire (หรือแวมไพร์จากสมาคมครูและผู้ปกครองประจำโรงเรียน)

The Raven Prince // Elizabeth Hoyt

ตอนตั้งชื่อบลอกไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร คิดอยู่นานว่าเจ้าคำว่า "raven" นี่มันหมายความถึงนกชนิดใดกันแน่ ด้วยความขี้เกียจเปิดดิกก็เลยสรุปเอาเองว่าเป็นนกกาเหว่า คนที่รู้ดีช่วยบอกด้วยแล้วกันว่าแปลผิดอ่ะเปล่า

หนังสือที่ชื่อเรื่องไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องเลย The Raven Prince มีส่วนในเนื้อเรื่องตรงที่เป็นหนังสือที่น้องสาวผู้ล่วงลับไปของพระเอกอ่าน และมีการเล่าเรื่องในหนังสือเล่มนี้ในบทเกริ่นนำก่อนที่จะเข้าเนื้อเรื่อง

หนังสือเล่มแรกของ Elizabeth Hoyt ที่เราชอบ และตั้งใจว่าจะติดตามงานเล่มต่อไปของเธอ

สำหรับคนที่ชอบพระเอกสุดหล่อ โคตรเข้ม อย่าอ่านเรื่องนี้ ฉากเปิดตัวพระเอกในเรื่องทำเอาแม็กซ์งงต้องเปิดพลิกกลับไปอ่านอีกรอบ ว่าไอ้หมอนี่ล่ะนะคือพระเอก

ผู้ชายที่ตัวใหญ่ ดูหยาบ ผิวหน้าเป็นแผลเป็นจากโรคไข้ทรพิษ นี่คือพระเอกของเรา เอ็ดเวิร์ดเป็นสิ่งตรงข้ามในจินตนาการพระเอกในหนังสือโรแมนซ์ แต่ในขณะเดียวกันนางเอกของเราก็ไม่ใช่นางเอกผู้เป็นสาวน้อยไร้เดียงสา เธอเป็นแม่ม่ายสามีตาย คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้เป็นมารดาของสามี (มีหนังสือไม่กี่เรื่องนักหรอกที่นางเอกของเราจะญาติกะแม่ของอดีตสามีได้)

นางเอกของเรากำลังถึงตาจน เธอต้องหางานทำ และเมื่อโอกาสเปิดเธอเข้าไปทำงานที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าทำ เธอสมัครเป็นเลขานุการส่วนตัวให้กับเอ็ดเวิร์ด ท่านเอิร์ลออฟซัมธิ่ง (เราจำไม่ได้น่ะ)

ความสัมพันธ์ของผู้ชายอารมณ์ร้ายกับผู้หญิงที่ไม่กลัวกับการต่อปากต่อคำกับ เขาก็เกิดขึ้น เราชอบความสัมพันธ์ของพระเอกกับนางเอกค่ะ แม้ว่าจะมีหลายฉากที่ดูไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในเรื่องความบังเอิญที่นางเอกได้มารู้จักกับนางบำเรอที่มีเส้นสายทำ ให้เธอสามารถปลอมตัวเป็นนางโลมแล้วเข้าไปเจอกับพระเอกในซ่องชื่อดังได้

เราชอบภาษาที่คนแต่งใช้ ชอบเนื้อเรื่องที่ตัวละครซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ที่สำคัญเราชอบที่นางเอกรู้สึกตัวทันเวลาว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ คืออะไร และการที่เธอย้อนกลับมาพระเอกเองโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก รู้ได้ด้วยตัวเอง

จบท้ายบลอคด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยก็คือ มีใครรู้จักโรงแรมดีดีราคาถูกถูกที่ฮ่องกงบ้างคะ อยากขอคำแนะนำค่ะ

The Prince Kidnaps the Bride // Christina Dodd

หนังสือชื่อเรื่องแสนเชย The Prince kidnaps a bride ของคริสติน่า ดอจจ์ เช่นเดียวกับเล่มแรกของอีลอยซ่า เจมส์ เป็นเล่มสุดท้ายในชุดเจ้าหญิงหาย

แม็กซ์คลั่งเล่มนี้ตั้งแต่หนังสือยังไม่ออก เพราะว่าชอบเจ้าชายเรนเจอร์คนที่ออกมามาดเท่ห์ในสองเล่มแรก เจ้าชายวัยสิบเจ็ดปีที่ถูกจับไปขังคุกใต้ดินเป็นเวลากว่าแปดปี คนที่ทั้งจิตใจมุ่งมั่นในสิ่งเดียวก็คือการได้กองทัพมาเพื่อกลับไปฆ่ากบฎที่ รุกรานดินแดนของเขา

เรนเจอร์ทำทุกอย่างเพื่อประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะหมายถึงการหลอกลวงเจ้าหญิงสาวไร้เดียงสาที่เติบโตมาคอนแวนท์

แม็กซ์เกลียดพล็อตของเรื่องนี้ทันทีที่รู้ว่าซอร์ช่าโตในคอนแวนท์ ขอร้องล่ะ นางเอกจะเพียว และใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดไหน แต่ซอร์ช่ากลับทำให้เราเปลี่ยนใจได้ ไม่ใช่เพราะว่าเธอกร้านโลก แต่เธอมีแง่มุมที่ทำให้เธอแตกต่างจากนางเอกที่โตในคอนแวนท์เป็นพันคนที่เดิน ในหน้าหนังสือโรแมนซ์

เธอซื่อได้น่ารัก ทำให้เราคิดถึงนางเอกอีกคนที่โตในคอนแวนท์เช่นกัน อเลสซานดร้า (ใครนึกออกไหมว่าเธอมาจากเรื่องอะไร) ที่แปลกก็คือเธอก็เป็นเจ้าหญิงเช่นเดียวกับซอร์ช่า

เรนเจอร์ก็ร้ายสมกับเป็นพระเอกของคริสติน่า ซอร์ช่าก็ไม่โง่เหมือนนางเอกคนล่าสุดของดอจจ์ (กลับไปดูบลอกเก่าแล้วกันถ้าอยากรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร) หนังสือเรื่องนี้จึงถึงเป็นการกลับมาของคริสติน่า ดอจจ์ในใจเรา (นักเขียนคนนี้มักจะเป็นอย่างงี้ ทำให้แม็กซ์ผิดหวังอย่างรุนแรง แล้วก็กลับมาทำคะแนนตีตื้นได้ในเล่มถัดมา)

เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดของคริสติน่า (สำหรับแม็กซ์แล้ว ในเวลานี้เรื่อง Someday my prince ยังเป็นอันดับหนึ่งอยู่) แต่ก็จัดให้อยู่ในระดับต้นเลยค่ะ

สรุปสรุป (เดี๋ยวจะว่าเขียนไม่รู้เรื่อง) ควรอ่านเรื่องนี้ทั้งชุด หาไม่แล้วคงไม่กรี๊ดกับเรนเจอร์เหมือนแม็กซ์ เสน่ห์ของเรื่องจะหายไปหลายเท่าตัว แต่เล่มแรกไม่ค่อยหนุกนะคะ ทนเอาหน่อย ตอนหลัง ๆ เรื่องดีขึ้น ส่วนเล่มสองสนุกมากทีเดียวพอกะเล่มนี้แหละ

Rough and Ready // Sandra Hill

วันนี้แม็กซ์ฟิตจัด (ไม่ใช่หรอก แต่เพราะอุตส่าห์อ่านได้หลายเล่มก็ขอเขียนความรู้สึกหน่อยแล้วกัน) ช่วงนี้โชคดี (หรือว่าอารมณ์ดีก็ไม่รู้) หยิบอะไรมาอ่านก็หนุกทุกเล่ม เล่มนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น

หนังสือเล่มหกในชุดไวกิ้ง (พักนี้เป็นอะไรอ่านแต่หนังสือชุด) หนังสือชุดที่ฮาแตกที่สุดที่แม็กซ์มีบุญได้อ่าน

คำเตือน: โปรดอย่าคิดมาก หรือหาเหตุผลอะไรในการอ่านหนังสือชุดนี้ เพราะมันบ่อมี อ่านเอาฮาอย่างเดียว

เรื่องนี้แซนดร้า ฮิลล์เล่นมุขที่แตกต่างออกไป แม็กซ์คิดว่าเล่มนี้มีแนวเรื่องคล้ายคลึงกับหนังสือยุคโบราณเพียว ๆ ของเธอมากกว่าชุดข้ามเวลา เพราะทอโรฟพระเอกรู้ดีว่าตัวเองกำลังจะเจอกับอะไร เขาเป็นคนในอดีตที่เคยข้ามเวลาไปแล้ว เขารู้จักวัฒนธรรม รู้จักภาษา ดังนั้นจึงไม่มีมุขที่เราเห็นจนชินตา แต่งานของแซนดร้าก็ไม่เคยด้อยไปด้วยอารมณ์ขัน เพราะคราวนี้ทอโรฟไม่ได้มาอดีตเพียงคนเดียว เขาควงเพื่อนพ้องหน่วยซีลตามไปด้วยอีก 4 คน เรื่องฮาจึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

ภารกิจของทอโรฟคือการกำจัดศัตรูของโลก (เรียกตามที่ตาบุชใช้) นั่นก็คือการกำจัดผู้ก่อการร้าย (ในยุคอดีต) ภารกิจที่ทำให้หลงเวลากลับมาในอดีต สู่สถานกึ่งนางชี (เพราะไม่มีใครเป็นชี แต่มีแต่ผู้หญิง) และทำการฝึกฝนการรบ

ภารกิจสำเร็จ และพวกหน่วยซีลสุดเท่ห์ก็เดินทางกลับอนาคตด้วย อ้าวพระเอกทิ้งนางเอกเหรอแน่นอนว่าไม่ใช่ เพราะฮิลด้าติดกลับมาด้วย และในอนาตตเธอก็ได้พบกับความบ้าตามภาษาคนสมัยใหม่ นักล่าเอเลียน

เราชอบงานของแซนดร้า ฮิลล์ เรื่องนี้ก็ยังชอบ ยกเว้นจุดเล็ก ๆ สองจุด ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทอโรฟตัดใจเดินทางกลับมาอนาคตได้แสนง่าย (ไม่เสียดายนางเอกบ้างหรือไง) และตอนจบที่เขายื่นคำขาดกับฮิลด้าให้เธออยู่กับเขาต่อในอนาคต โดยไม่พูดสักคำว่าถ้าเธอเลือกเป็นอย่างอื่นก็จะตามเธอไปในอดีต แต่ก็ผู้ชายล่ะนะ

จะไปหวังอะไรได้มาก

ป.ล. ตอนนี้จะแนบชื่ออังกฤษติดกะชื่อบลอกไปด้วยค่ะ เพราะมีคนบอกว่า ตอนหาอ่านคำวิจารณ์ หายากมาก เพราะไม่รู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน