Showing posts with label Urban Fantasy. Show all posts
Showing posts with label Urban Fantasy. Show all posts

Friday, February 13, 2009

Passionate Thirsts // Cameron Dean

ตอนแรกว่าจะเขียนอีกเรื่องนึง แต่คิดแล้ว เขียนไปเหมือนหาเรื่องโดนด่า ก็เลยจะไม่เขียนมาก (โปรดสังเกตคำว่ามาก) เพราะจะยังเขียนอยู่แต่พูดน้อยลง

เรามักจะพูดถึงหนังสือที่เราชอบกับเพื่อนสนิท (ไปถามได้ ถ้าลองเราชอบเล่มไหน สายโทรศัพท์ไหม้ เพราะเราจะบังคับให้ฟังเราเล่าหลายรอบ รู้นะคะว่าเขาไม่อยากฟัง แต่เราอยากเล่า เป็นเพื่อนเราแล้วก็ต้องทนกันหน่อย) ส่วนคนอื่น ถ้าถามมาเราก็จะตอบ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสาระแนไปบอกโฆษณาให้ชาวบ้านที่ไม่รู้จักหน้าซื้อตามเราหรอก

ดังนั้นสำหรับคนอื่นถ้ามาถามแล้ว เชื่อซื้อไปอ่านแล้วไม่หนุก เป็นความเสี่ยงของคุณเอง อย่ามาพาดพิงถึงเรา เรื่องนี้ไม่ขอรับผิดชอบค่ะ โง่เองแล้วมาโทษชาวบ้านนี่ เป็นคนที่ใช้ไม่ได้

กลับมาที่เรื่อง "ความกระหายที่ร้อนรุ่ม" ตามเสียงเรียกร้องของแฟนผู้ติดตามบลอก (ทำเหมือนมีคนตามมาอ่านกันเยอะงั้นแหละ) เดากันได้ไหมว่าชื่อภาษาอังกฤษคืออะไร

Passionate Thirsts ของ Cameron Dean

ไม่รู้จักกันใช่ไหมล่ะ นั่นเพราะเธอเป็นนักเขียนหน้าใหม่ในวงการโรแมนซ์ แต่นี่ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกของเธอ เพราะเธอเป็นนักเขียนหนังสือสำหรับเยาวชนมาก่อน

แต่เรื่องนี้ไม่สำหรับเยาวชนนะคะ ค่อนข้างฮ็อตทีเดียวเลยล่ะ

ความกระหายนี่เป็นเล่มแรกในหนังสือชุดสามเล่ม คำว่าชุดนี้ไม่ใช่ชุดธรรมดา แต่เป็นชุดที่ต่อเนื่องกันมาก ต่อเนื่องกันขนาดอ่านเล่มนี้จบแล้วยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องราวจริงแล้ว เป็นมายังไง

หน้าที่เกือบครึ่งเรื่องเล่าถึงฉากย้อนอดีตระหว่างนางเอกนักล่าแวมไพร์ กับชายผู้ที่เธอรักยิ่งชีวิต แต่ก็เกือบเอาชีวิตของเธอไป เราชอบคำบรรยายที่นางเอกใช้ในการบรรยายพระเอก "The man I loved, the vampire I hated"

พระเอกเรื่องนี้ไม่ได้ทำอะไรมาก นอกจากออกมาเท่ห์แล้วก็อ่อยนางเอก ต้องอ่านเล่มสองค่ะถึงจะรู้ว่ามีอะไรอยู่ภายใต้เบื้องหลังหน้าหล่อเหลาของแอ ชหรือไม่

ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือเรื่องนี้ของเรายังอยู่ในระยะสับสน เพราะอ่านจบแล้วเรื่องนี้ก็ยังมีความน่าสนใจมากพอที่จะทำให้เราติดตามอยาก อ่านเล่มสองต่อ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเล่มแรกจะเขียนได้ดีขนาดกรี๊ดสลบ แต่ก็มีความน่าสนใจมากที่จะให้ติดตามต่อ

ปริศนาเกือบทั้งหมดในเรื่องยังไม่คลี่คลาย ไม่มีการอธิบายถึงการกระทำของแอชที่กัดนางเอกจนเกือบตาย แล้วทำไมเขาจึงโผล่มาหลังจากหายหน้าไปเกือบสองปี ไม่มีการอธิบายว่าทำไมถึงมีแวมไพร์ออกมาทำร้ายนางเอกเพื่อเป็นการเตือนไม่ ให้แอชเข้ามายุ่ง ศพหัวขาดที่พบตอนต้นเรื่องก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร มาจากไหน

หนังสือเรื่องนี้ไม่ใช่หนังสือเล่มเดียวจบ เวลาอ่านขอให้นึกถึงหนังสือการ์ตูนที่เข้าข่ายต้องติดตามตอนต่อไป

สูตรสำเร็จนิยายมาแรง

สังเกตมาพักใหญ่แล้วล่ะค่ะว่าตอนนี้นอกจากแวมไพร์ครองเมืองแล้ว ยังมีสูตรสำเร็จของนิยามอีกแนวก็คือ แนวพารานอมอลที่บรรยายเรื่องโดยใช้ "ฉัน" ผ่านมุมมองของนางเอก เรื่องแนวนี้จะเป็นชุดขนาดยาวมาก ชนิดไม่เห็นหนทางจบ ที่สำคัญนางเอกของเราจะมีชายหนุ่มมาให้เลือกหลากหลาย และส่วนใหญ่เธอก็จะแทงสลากกินรวบเสียด้วยสิ

เราไม่ใช่เอ็กสเปิดก็เลยไม่รู้ว่าใครเป็นเริ่มเขียนแนวนี้เป็นคนแรก ก็เอาตามที่เราเข้าใจแล้วกัน ถูกไม่ถูกไม่รับประกันค่ะ

หนังสือแนวนี้ชุดแรกที่เราอ่านก็คงหนีไม่พ้นนักล่าแวมไพร์อนิตา เบลก ของลอเรล เค. แฮมิลตัน ที่แรกเริ่มเป็นแนวสยองขวัญแฟนตาซีที่น่าอ่าน เขียนไปเขียนไป คนแต่งผ่านการเลิกกับสามีไปหนึ่งคน ได้สามีใหม่อีกหนึ่งคน ปัจจุบันอนิตามีแฟนหลักอยู่ 3 คน หนุ่มในฮาเรมเกือบสิบคน

ชุดอนิตา เบลกเป็นต้นแบบที่แสดงให้เห็นว่าคนอ่านหนังสือแนวแฟนตาซีเปิดกว้างกับการหย่อนทางศีลธรรม

หลังจากประสบความสำเร็จจากชุดอนิตา ลอเรลก็เริ่มเขียนหนังสืออีกชุด และชุดนี้เธอก็ไปไกลอีกขั้นหนึ่ง คราวนี้เธอไม่เลือกใช้ตัวละครที่เป็นมนุษย์และถูกจำกัดด้วยค่านิยมที่เรายึด ติด เมอร์รี่ เจนทรี้เป็นเจ้าหญิงแห่งภูติ ผู้ที่ต้องแข่งกับเวลาในการมีลูกให้ได้ก่อนญาติฝ่ายชายของเธอ ความผิดพลาดหมายถึงความตาย ลอเรลผูกเรื่องราวโดยสร้างโลกแฟนตาซีของเธอด้วยการกำหนดให้การเจริญพันธุ์ ของบรรดาภูติลดต่ำลง จนถึงขนาดการใช้ชีวิตแบบผัวเดียวเมียเดียวเป็นไปไม่ได้ คุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งงานตราบจนกว่าคุณจะพิสูจน์ให้เห็นเสียก่อนว่า คู่ของคุณมีความสามารถในการทำให้คุณตั้งท้องได้ และในทางกลับกัน คุณอาจจะต้องผูกชีวิตของคุณไว้กับคนที่คุณคิดว่าจะมีความสัมพันธ์เพียงชั่ว ข้ามคืน ถ้าเขาบังเอิญทำให้คุณท้องได้

รู้สึกว่ายอมรับได้ยากรึยังคะ สำหรับกฎในเรื่องชุดนี้ เราเคยแนะนำเพื่อนที่ริจะอ่านหนังสือชุดนี้ และขอให้ประโยคที่ใกล้เคียง (เพราะความจำยังไม่ใช่คอมพิวเตอร์ก็เลยจำไม่ได้ว่าพูดอะไรกับเพื่อนไปอย่าง ครบถ้วน) "อย่าเอาค่านิยมของมนุษย์มาวัด เธอกำลังอ่านเรื่องแนวแฟนตาซี ทำใจให้ยอมรับกับหลักการพื้นฐานที่คนแต่งวางมาไว้ในเรื่อง ถ้าตั้งคำถามมาก ควรจะเลิกอ่าน"

หนังสือสองชุดนี้ของลอเรลทำให้เธอประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการนัก เขียนแนวแฟนตาซี และทั้งสองชุดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเกิดความสัมพันธ์อย่างถอนตัว ไม่ขึ้นกับนิยายแฟนตาซีแนวนี้

คำเตือน แฟนโรแมนซ์ถอยไป ไม่มีอะไรที่เป็นโรแมนซ์ในบลอกนี้ของเราเลย

หลังจากนั้นก็ดูเหมือนจะมีสูตรสำเร็จเกิดขึ้น คุณเป็นนักเขียนแฟนตาซีหน้าใหม่ คุณมีตัวเอกที่เป็นผู้หญิง ไม่ว่าคุณจะกำหนดให้เธอต้องต่อสู้รบรากับสิ่งมีชีวิตชนิดใด ไม่ว่าจะเป็นแวมไพร์ หมาป่า ภูติผีปีศาส หรือแม้แต่สัตว์ประหลาดจากนรก ลักษณะคล้ายคลึงบางอย่างระหว่างกันจะผุดขึ้นมาให้เห็น

นางเอกจะโคตรเก่ง เข้มแข็ง ไม่แคร์พระเอก ส่วนพระเอกมักจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกับที่นางเอกของเราตามล่า เล่มแรกมักจะจบลงอย่างไม่แฮ็ปปี้นัก บางเล่มอาจมีผู้ชายหลายคนให้คนอ่านเลือกสรรกันว่าจะให้ใครเป็นพระเอกดี บางครั้งนางเอกอาจเป็นเหมือนอนิตาหรือเมอร์รี่ที่สร้างฮาเรมเก็บผู้ชาย

ท่ามกลางความเหมือนที่มากมาย แล้วมันมีเพชรซ่อนอยู่ในนั้นหรือเปล่า ต่อไปเป็นคำแนะนำของเราต่อคนที่ชอบเรื่องสูตรนี้

1. MonaLisa ของ Sunny

ชุดนี้มีความเหมือนกับชุดเมอร์รี่ เจนทรี้มากจนอาจเข้าใจผิดได้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นก็บ่งบอกถึงความไม่มีการสร้างสรร แต่ทำไมเราถึงเลือกเรื่องชุดนี้ล่ะ นั่นก็เพราะว่าลอเรลแบ่งเวลาเขียนอนิตาและเมอร์รี่อย่างละปี ทำให้อย่างเร็วที่สุดที่เราจะได้อ่านเล่มใหม่ในชุดเมอร์รี่ก็คือ 18 เดือน ของเลียนแบบที่คุณภาพน้อยกว่าก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรอ่านเลย

ลิซ่า หรือตามตำแหน่งโมนาลิซ่า (ในเรื่องนี่ตัวเองผู้หญิงจะถูกเรียกนำหน้าว่าโมนาหมด) ค้นพบว่าตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา แต่เธอสืบทอดเชื้อสายมาจากชนเผ่าจากดวงจันทร์ ชนเผ่าที่เหล่าผู้ชายต้องขึ้นกับอำนาจของบรรดาโมนาต่าง ๆ เพราะต้องรับพลังจากแสงจันทร์ผ่านทางเธอ เรื่องนี้เล่าถึงการแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างบรรดาโมนาที่เล่นกันถึงเลือด และเหล่าองครักษ์สุดหล่อของเธอที่ทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องเธอไว้

เราไม่ชอบคนที่คาดว่าจะเป็นพระเอก เพราะอ่อนแอเกินไป แต่ก็แค่เล่มแรกเท่านั้นที่ออกมา ดังนั้นยังมีโอกาสพลิกล็อคเปลี่ยนคนได้อีกค่ะ

2. Guardian ของ Keri Arthur

เล่มแรกในเรื่องออกเป็นปกแข็ง ส่วนปกออกกำลังจะออกในอีกไม่กี่วันแล้ว เรื่องนี้แปลกหน่อยเกิดในเมลเบิร์น นั่นเพราะคนแต่งเป็นชาวออสเตรเลีย นางเอกเป็นลูกผสมระหว่างแวมไพร์และหมาป่า ส่วนพระเอกอาจเป็นใครก็ได้ในบรรดาแฟน 4 คนที่เธอคบหาอยู่

เรื่องนี้เหล่าในจักรวาลคู่ขนานที่โลกของเรายอมรับการมีอยู่ของสิ่งมี ชีวิตเหนือธรรมชาติ และเหล่าการ์เดี้ยนเองก็มีหน้าที่ในการคุ้มครองมนุษย์ นางเอกของเราเป็นเพียงเลขาในหน่วยนี้ แต่เธอมีความสามารถมากกว่านั้น และจบเรื่องก็ถูกดึงเข้ามาเป็นเหล่าการ์เดี้ยนนี่จนได้

เรื่องนี้สนุกตรงไหน (นอกจากดูนางเอกหมุนเวียนเปลี่ยนพระเอกไประหว่างช่วงพระจันทร์เต็มดวงที่ ฮอร์โมนของเธอสูบฉีด) สนุกเพราะการเขียนและการวางพล็อตเรื่องน่าสนใจและติดตามตลอด เป็นเรื่องที่ความสัมพันธ์วุ่นวายของนางเอกกับชายหนุ่มไม่เข้ามาขัดในเนื้อ เรื่อง

ชุดนี้ติดตามต่อแน่ค่ะ

3. Women of Otherworld ของ Kelley Armstrong

ชุดนี้มาแปลกตรงที่ตัวละครผู้เล่าเรื่องเปลี่ยนไปเรื่อยในแต่ละเล่ม ข้อดีก็คือ ทำให้คนอ่านได้อ่านเรื่องราวที่มีความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำซาก ข้อเสียก็คือเมื่อเคลลี่ประกาศจะเขียนเรื่องผ่านมุมมองของตัวเอกบางตัว เราก็จะนั่งบ่นงึมงัมอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ว่าทำไม่ไม่เขียนเรื่องอีเลน่ากะ เคลย์ (วะ)

เรื่องชุดนี้นางเอกหนึ่ง พระเอกหนึ่ง และถ้าคุณกล้าพอที่จะอ่านคุณก็จะได้พบกับไอ้โรคจิตเคลย์ (ขอโทษด้วยสำหรับเหล่าแม่ยกของเคลย์ แต่สำหรับเราไม่มีชื่อไหนดีไปกว่านี้แล้ว) พระเอกที่มีเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อ เสน่ห์ในความลุ่มหลงที่เขามีให้อย่างหมดใจต่อผู้หญิงของเขา ความลุ่มหลงที่ทำให้เขาเปลี่ยนเธอจนกลายเป็นหมาป่า ทำให้เธอกลายเป็นหมาป่าตัวเมียตัวเดียวในโลก เราพูดถึงเคลย์คงไม่ซาบซึ้งเท่าเพื่อนเราคนนึงหรอกค่ะ

ขออนุญาตเอาข้อความที่เธอเขียนไว้มาแปะแล้วกันค่ะ

"ชื่อ Clayton Danvers ไม่ใช่ชื่อหนังสือนะคะ แต่เป็นชื่อตัวละครที่ตอนนี้เรียกว่าเราหายใจเข้าออกเป็นคนคนนี้ไปแล้ว ขอใช้พื้นที่ในบอร์ดพูดถึงหน่อยแล้วกันนะคะ เพราะว่าทำยังไงเขาก็ไม่ออกไปจากสมองสักที

หนังสือเล่มที่ Clay ออกชื่อเรื่องว่า Bitten พิมพ์มานานแล้วค่ะ ตั้งแต่ปี 2001 แต่ไม่ได้วางขายในอเมริกาจนกระทั่งปี 2004 เพราะ Kelley Armstrong เป็นนักเขียนชาวแคนาเดี้ยนที่ขายเรื่องให้สำนักพิมพ์ในอังกฤษ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาในการนำเรื่องนี้มาสู่อเมริกา

หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มมนุษย์หมาป่าโดยเล่าเรื่อง ผ่านนางเอกซึ่งเป็นมนุษย์หมาป่าผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าการที่จะเป็น werewolf ได้นั้นมี 2 ทางคือผ่านทางสายเลือด ซึ่งเฉพาะลูกชายเท่านั้นที่จะเป็น werewolf ลูกสาวจะเป็นคนธรรมดา อีกทางก็คือการโดนกัด ซึ่งเหยื่อที่โดน werewolf กัดมักจะไม่มีชีวิตรอด สำหรับผู้หญิงยิ่งแล้วใหญ่เพราะว่าทนความเจ็บปวดได้น้อยกว่าผู้ชาย ทำให้ในโลก (ของหนังสือเล่มนี้) ไม่มีหมาป่าตัวเมียเลย

Elena นางเอกของเรื่องกลายมาเป็นหมาป่า เพราะผู้ชายที่เธอรักกัดเธอ สำหรับเธอแล้วนั่นก็เป็นทรยศที่ยากจะทำใจ เป็นความเห็นแก่ตัวที่ยากจะยอมรับ เธอถูกบังคับโดยไม่เต็มใจให้เข้ามาสู่ชีวิตที่เธอไม่ได้เลือก เป็นเวลา 10 ปีที่เธอพยายามแยกตัวออกห่างกลุ่มของ werewolf ปฎิเสธธรรมชาติของตัวเอง โดยการใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ กระทั่งเมื่อหัวหน้ากลุ่มเรียกให้เธอกลับมาเพื่อสืบคดีฆาตกรรมที่เกิดในท้อง ที่ที่กลุ่มตั้งอยู่ เธอจึงต้องกลับมา

เรื่องนี้เป็นหนังสือแนว Pananormal Horror นะคะ ไม่ใช่ Romance แต่เราเมื่อได้อ่านความสัมพันธ์ระหว่าง Clayton กับ Elena ก็ยังแทบจะละลายไปกับความรักที่ Clay มีให้ Elena

ความรักของ Clay ลึกซึ้งเกินกว่าความรักที่เห็นทั่วไป ไม่ใช่ความรักที่คุณจะสบายใจถ้าเจอในชีวิตจริง เพราะสำหรับ Clay การที่เขาโดนหมาป่ากัดในวัย 5 ขวบ ทำให้เขาต้องดำรงชีวิตในแบบของหมาป่าเพื่อการเอาชีวิตรอด (ถ้าอยู่อยากเด็ก 5 ขวบก็คงตายไปแล้ว) เขามีสัญชาตญาณของหมาป่ามากกว่ามนุษย์ นั่นทำให้เขาไม่เคยคิดจะมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นคนใด หมาป่ามีคู่เดียวตลอดชีวิต ถ้าเขาไม่เจอคนที่ใช่ เขาก็จะเลือกที่จะอยู่โดยไม่มีผู้หญิงคนใดเลยดีกว่า และเมื่อเขาเจอ Elena เขารู้ว่าเธอใช่ เขาเป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวพอจะนำเธอเข้ามาในชีวิตแม้ว่าจะเป็นชีวิตที่ยาก สำหรับเธอ แต่สำหรับ Clayton แล้วนั่นคุ้มค่า"

ปัจจุบันเรื่องชุด Women of Otherworld มีออกมาแล้ว 6 เล่ม 3 เล่มเล่าเรื่องผ่านมุมมองของอีเลน่า 2 เล่มผ่านเพจ แม่มดสาว และอีก 1 เล่มผ่านอีฟ ผีที่เป็นผู้พิทักษ์สวรรค์ เล่ม 7 กำลังจะออกเป็นเรื่องของเจมี่ นักปลุกซอมบี้ คนที่เราหวังและหวังและหวังให้เป็นนางเอกของเจรามี่ พ่อเลี้ยงของเคลย์

4. Dante Valentine ของ Lilith Saintcrow

เรื่องนี้นางเอกเป็นนักปลุกซอมบี้ที่ถูกลูซิเฟอร์ผู้ครองนรกจ้างแกม บังคับให้ทำงาน และในภารกิจของเธอก็ต้องพ่วงเอาลูกน้องมือขวาของลูซิเฟอร์มาด้วย คงเดากันได้ไม่ยากว่านายคนนี้ล่ะคือพระเอก

เรื่องนี้เล่มแรกจบพระเอกตาย (สปอยล์ชาวบ้านเสียอย่างนั้น) แต่ไม่ต้องคิดว่า เพราะเราเห็นว่าเล่มสองพระเอกคืนชีพได้ด้วยเหตุบางอย่างที่คนแต่งเข้าใจอยู่ คนเดียว

เราเพิ่งอ่านไปเล่มเดียวค่ะ เห็นได้จากท่าทีที่ไม่รีบกระโจนเข้าใส่เล่มสองคงพอเดาได้ว่าไม่ได้ตื่นเต้น เท่าไหร แต่เรื่องนี้มีอนาคตค่ะ คิดว่าน่าจะสนุกขึ้นเรื่อยได้

5. Southern Vampire ของ Charlaine Harris

คุณสุกี้ที่ถูกแปลแล้วเป็นภาษาไทย ทั้งในฉบับมีลิขสิทธิ์และไม่มีลิขสิทธิ์ ชุดนี้มีอารมณ์ขันและตลกเสียดสีมากกว่าเรื่องชุดอื่น เราว่าเป็นด้านที่สว่างของเรื่องแนวแบบนี้ นางเอกเป็นสาวเสริฟในบาร์เหล้าที่เจ้าของเป็นมนุษย์หมาป่า เธอมีพลังจิตทำให้รับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติได้ เธอเป็นสาวบริสุทธิ์ (รีพับรีกันเฮกันล่ะสิ) ที่เป็นอยู่ได้ไม่นานนักหลังจากได้พบกับแวมไพร์ชื่อบิล

แต่บิลก็ทรยศเธอ และเธอได้พบกับอีริค และเธอได้พบกับ.... คุณคงเดาได้

เรื่องนี้กำลังจะกลายเป็นหนังสือซี่รี่ย์ของทางเอชบีโอ อำนวยการสร้างโดยอลัน บอล ผู้กำกับรางวัลออสการ์จากอเมริกัน บิวตี้

ตอนนี้อยากดูมากกว่าอยากอ่านค่ะ

6. Darkwyn ของ Savannah Russe

นึกถึงเอเลียสที่นางเอกนอกจากจะเป็นสายลับซีไอเอแล้วยังเป็นแวมไพร์อีก ด้วย เรื่องนี้ขายโดยจ่าหัวว่าเป็นโรแมนซ์ แต่เตือนได้เลยว่าไม่โรและไม่แมนซ์แม้แต่น้อย นี่เป็นเรื่องราวตอนหนึ่งของเอเลียส ภารกิจที่นางเอกได้รับมอบมาให้ทำ กับพระเอกที่คงเดากันได้ นั่นก็คือนักล่าแวมไพร์ที่พลาดท่าตกหลุมรักแวมไพร์เสียเอง

เรื่องนี้อ่านเอามันส์ค่ะ

7. Vampire Huntress ของ L.A. Banks

เรื่องราวของนามาลีเด็กสาวที่เกิดขึ้นมาโดยโชคชะตาลิขิต เรื่องนี้ไม่เหมาะกับพวกเหยียดผิว เพราะนางเอกเป็นคนผิวดำ คนแต่งก็เป็นคนผิวดำ ดังนั้นถ้าอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ก็อย่าอ่าน

เรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อน เพราะหลายอย่างในเรื่องอ่านแล้วจะขนหัวลุก อุปสรรคที่นางเอกและพระเอกเจอหนักหนาสาหัส ชุดนี้มาเก้าเล่มจบค่ะ เล่มแปดเพิ่งออกมาได้ไม่นาน

คาดว่ามีมากกว่านี้แน่ แต่สมองน้อย ๆ นึกได้เท่านี้เอง

Mistral's Kiss // Laurell K. Hamilton

บลอกนี้แม็กซ์ขอพูดถึงหนังสือชุดที่แม็กซ์คลั่งไคล้และบ้าที่สุด ณ เวลานี้นะคะ

ไม่ใช่หนังสือแนวโรแมนซ์ แม้ว่าประเด็นที่แฟนหนังสือชุดนี้พูดกันมาตลอดก็คือ ใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกของเมอรี่ เป็นหนังสือชุดแฟนตาซีที่ไม่แน่นำให้เด็กอ่าน และขอบอกว่าคนที่ชอบโรแมนซ์แบบอนุรักษ์นิยมก็ไม่ควรอ่าน เพราะเรื่องนี้นางเอกมั่วอ่ะ (บอกตามตรง แต่ต้องอ่านเนื้อเรื่องจะรู้ว่าเธอจำเป็นต้องมั่ว หรืออย่างน้อยสำหรับแม็กซ์ แฟนหนังสือที่รักชุดนี้โคตรจนไม่มีเหตุผล ก็ยอมรับได้)

หนังสือที่ทำให้ทิปไปฮ่องกงสมบูรณ์แบบเล่มนี้ใช้เวลาอ่านสองวัน อาจไม่เร็วเหมือนหลายคนที่แสนเก่งอ่านจบได้ในวันเดียว แต่สำหรับแม็กซ์คิดว่าเร็วมาแล้ว เมื่อดูตารางชีวิต การอ่านระหว่างโปรแกรมการเที่ยวและทำงานที่แน่นเอี้ยด

ก่อนได้หนังสือสิ่งที่แม็กซ์กลัวที่สุดก็คือ มิสทรัลจะกลายเป็นพระเอกของเมอรี่ ยิ่งได้รับการยืนยันจากเพื่อนว่ามิสทรัลเป็นตัวละครที่ออกในเล่มแรกของชุด ด้วย ก็ยิ่งเครียด เพราะลอเรล เค. แฮมิลตัวคนแต่งประกาศไว้อย่างชัดเจนว่าพระเอกของเมอรี่จะต้องมีบทในเล่มแรก ของชุด แม็กซ์สบายใจเพราะตอนอ่านเล่มแรกไม่เจอว่ามิสทรัลมีบท แต่แล้วก็ฝันสลายเพราะเพื่อนยืนยันว่าอ่านเจอเขาออกมาเดินผ่านฉากหน่อย

ก็แหมอุตส่าห์ลุ้นเชียร์หลายคน สุดท้ายจะเป็นตามิสทรัลนี่หยิบชิ้นปลามันไปกินเหรอ แต่ลอเรลก็ไม่เคยเขียนชื่อตัวละครตัวไหนเป็นชื่อเรื่องมาก่อน นอกจากตามิสทรัลคนนี้

แต่หลังจากอ่านจบ ข้อสรุปที่ได้ก็คือ

ดอยล์ เป็นดอยล์เสมอมา และเรื่องนี้ก็ยิ่งเน้นย้ำว่าเป็นดอยล์

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือชุดเมอรี่ เจนทรี้คงงงว่ายายแม็กซ์พูดเรื่องอะไร ดังนั้นขอใช้เวลาแนะนำนิดหน่อย เพื่อจะหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้

เมอรี่ เจนทรี้เป็นเจ้าหญิงแห่งภูติองค์แรกที่เกิดในอเมริกา และเธอแตกต่างจากภูติตนอื่น เพราะเธอไม่ใช่อมตะ ชีวิตของเธออาจจะยาวไกลกว่ามนุษย์ แต่เธอมีวันตายที่จำกัด และนั่นทำให้เธอเป็นที่รังเกียจในสังคมแห่งภูติที่บูชาความเป็นอมตะ

ในฐานะทายาทอันดับสามแห่งราชบัลลังค์แห่งภูติของ Unseelie Court เธอถูกตามฆ่าจากมือสังหารจนสุดท้ายเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง เธอจึงต้องหลบหนีออกจากราชสำนัก และซ่อนตัวอยู่ในลอสแองเจลิสด้วยการทำงานเป็นนักสืบเอกชน เป็นเวลากว่าสามปีที่เธอต้องปกปิดความเป็นภูติเพื่อรักษาชีวิต แต่แล้วมือสังหารจากป้าผู้เป็นราชินีแห่ง Unseelie Court ก็ตามหาเธอจนเจอ

เขาคือความมืด ชื่อเรียกตามสีผิวที่ดำสนิทเสียยิ่งกว่ากลางคืน เขาเป็นมือขวาของราชินี น่าแปลกที่เขาไม่ได้มาเพื่อปลิดชีวิตของเธอ เขามาเพื่อยื่นข้อเสนอแห่งสันติจากราชินี เพื่อเชิญเธอให้กลับไปยัง Unseelie Court อีกครั้ง

ข้อเสนอที่นำมาให้เธอขยับเข้าใกล้กับบัลลังค์แห่ง Unseelie Court ถ้าเพียงแต่เธอสามารถมีลูกได้ก่อนเซลลูกชายของราชินี

แอนดาอิสพบว่าตัวเองไม่สามารถมีลูกได้อีก และความเจริญพันธุ์ของผู้นำเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของชน เผ่า ถ้าผู้นำเป็นหมัน ทุกอย่างก็จะจบลงสำหรับภูติ ดังนั้นแม้ว่าแอนดาอิสจะรักเซล ลูกชายของเธอเพียงใด เธอก็จำเป็นต้องให้โอกาสเมอรี่ในการแข่งขันเพื่อสิทธิในบัลลังค์ที่เธอครอบ ครองอยู่ เพราะถึงอย่างไร เธอก็ยังต้องนึกถึงส่วนรวมมากกว่า

แอนดาอิสให้สิทธิเมอรี่ในการเลือกกลุ่มองครักษ์ของเธอในการเป็นผู้จะช่วย ให้เธอตั้งครรภ์ (หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกะเด็ก แม็กซ์เตือนไปแล้วรึยัง) หลายคนเลือกที่จะประกาศตนเป็นอริกับราชินีด้วยการสาบานตนเข้ารับใช้เมอรี่ หนึ่งในนั้นคือดอยล์

บรรดาแฟนหนังสือชุดนี้ต่างคาดเดากันไปต่างนานาว่าใครที่จะเป็นพระเอกของเม อรี่ เกือบทุกครั้งที่มีการพูดคุยกัน จะต้องมีชื่อของดอยล์ร่วมอยู่ด้วย ไม่ว่าคุณจะเชียร์เขาหรือไม่ก็ตาม

แม็กซ์ไม่เคยเชียร์ดอยล์ แต่ก็ยอมรับว่าคนที่แม็กซ์หนุนหลังอย่างคิลลิ่งฟรอสต์ (มือซ้ายของราชินี) หลังจากเล่มสองที่ออกอาการสติแตก และงอนอย่างไร้เหตุผลก็แทบจะหมดสิทธิความเป็นพระเอก

แม็กซ์ก็หันมาหนุนหลังโชลโต้ ราชาแห่งสัตว์ประหลาด (แม็กซ์เรียกชื่อไม่ถูกอ่ะ) แต่แล้วในเล่มนี้โชลโต้ก็ออกอาการสติแตกอีกราย แถมรัศมีดอยล์ส่องประกายมาก

ส่วนตามิสทรัลเหรอ ยังคงรักษาความเท่ห์ไว้ได้ แต่ดูแล้วก็ยังไม่มีแววพระเอกเท่าไหร (แม็กซ์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก)

สุดท้ายขอเรียกบรรดาแฟนหนังสือชุดนี้ ใครได้อ่านแล้วส่งข่าวให้ฟังด้วย อยากคุยมากกกกก

Tuesday, February 10, 2009

Full Moon Rising // Keri Arthur

แม็กซ์เห่ออยากอ่านหนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่แรกที่ได้ยินข่าวถึงหนังสือ เรื่อง Full moon rising ของคีรี อาเธอร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วแล้วล่ะ (ส่วนคำถามว่าทำไมแม็กซ์ถึงจำได้ว่าเป็นเรื่องเมษานี่ แม็กซ์ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเมษาแน่รึเปล่า เดาเอาว่าประมาณนั้นแหละ) แต่ด้วยความงก เพราะตอนที่ออกเมื่อปีก่อนเป็นปกแข็ง แล้วแม็กซ์ได้ยินข่าวว่ากำลังจะออกเป็นปกอ่อนในเดือนธันวามคมอยู่แล้ว ก็เลยเกิดอาการงกแทรกแซง ตัดสินใจไม่ซื้อ

ใครจะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มันจะหายากหาเย็นเหลือเกิน ขนาดแม็กซ์สั่งล่วงหน้าไว้หลายเดือน ก็เกิดอาการหนังสือหายตัวระหว่างทางมาไม่ถึงหน้าร้าน จนทำให้แม็กซ์ต้องควักกระเป๋าดังหนึบสั่งซื้อมาจากผู้ค้าส่งอีกเจ้าหนึ่งที่ ชาร์จค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแพงกว่าปกติถึงห้าสิบบาท จึงจะได้หนังสือเล่มนี้มาอยู่ในกำมือน้อย ๆ

คืนพระจันทร์เต็มดวงเป็นหนังสือเล่มแรกที่ดำเนินเรื่องราวโดยไรลี่ย์ เจนสันลูกครึ่งหมาป่าและแวมไพร์ ส่วนผสมที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นไปได้ ซึ่งดูท่าทางแล้วคงเป็นหนังสือชุดยาวที่ไม่มีตอนจบเห็นในระยะสายตา

แม็กซ์เคยพูดถึงหนังสือแนวนี้มาแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าควรจะเรียกชื่อมันว่ายังไงดี จนกระทั่งเพื่อนผู้ทรงภูมิ (ซึ่งแม็กซ์ขอคารวะ) ก็ชี้ทางสว่างให้ แม็กซ์ถึงได้รู้กันว่าแนวนี้ที่กำลังฮิตกันในเมกา เรียกว่า Urban Fantasy

หรือแฟนตาซีในเมือง

แปลแล้วงงเปล่า ถ้าไม่งง แม็กซ์ของงงก่อนแล้วกัน แต่เพื่อความเท่ห์แม็กซ์ของเสแสร้งทำเป็นเข้าใจไปแล้วกัน

ไม่ว่าจะแปลว่ายังไง หนังสือแนว Urban Fantasy จะมีสูตรสำเร็จตายตัว เรื่องราวที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองของนางเอก ที่เป็นหญิงเก่งแกร่งอึด เรื่องราวแนวพารานอมอลแปลกประหลาด ผสมผสานไปกับการสืบสวนคดี

ฟังแล้วคุ้นว่าเหมือนหนังสือของลอเรล เค. แฮมิลตันไปล่ะ

เรื่องพระจันทร์นี่ก็ไม่ต่างออกไป อ่านไปอ่านมาอาจนึกว่าไรลี่ย์คืออนิต้าได้ง่าย เพียงแต่แม็กซ์ชอบไรลี่ย์มากกว่า ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าแม็กซ์คิดว่าพระจันทร์ดีกว่าอนิต้า อนิต้าคือต้นแบบที่ย่อมมีข้อผิดพลาด หนังสือเล่มอื่นชุดอื่นที่เดินตามรอยเท้า ย่อมมีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดได้มากกว่า การนำมาเปรียบเทียบกันย่อมไม่สมควร และแม็กซ์ไม่ขอบังอาจเปรียบเทียบ (เพราะอาจโดนรุมเหยียบได้)

ไรลี่ย์ เจนสันเป็นเลขานุกการในสำนักงานที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลบรรดาสิ่งมีชีวิตผิด ธรรมชาติจำพวกหมาป่า แวมไพร์ และสัตว์ประหลาดอื่นที่เราจะนึกออกกัน เธอไม่ใช่หนึ่งในการ์เดี้ยน หรือก็คือตำรวจที่คอยทำหน้าที่จัดการพวกที่ออกนอกเส้น แต่พี่ชายฝาแฝดของเธอเป็น และเมื่อเขาหายตัวไป ไรลีย์จึงต้องเริ่มสืบหาความจริง ซึ่งช่างโชคดีจริงจริงที่เป็นจังหวะเดียวกับช่วงพระจันทร์เต็มดวง

พระจันทร์เต็มดวงไม่ได้ทำให้บังคับให้หมาป่าต้องกลายร่างเป็นหมาเพียงอย่าง เดียว หากแต่ยังมีผลให้เลือดลมฉีดพุ่ง ชนิดคนอ่านเลือดกำเดากระจายกับฉากเซ็กส์อันหลากหลายระหว่างไรลีย์และคู่รัก ทั้งสามคนของเธอในเรื่องนี้

นางเอกมีคู่รักสามคน สองคนเป็นขาประจำทุกช่วงเวลาพระจันทร์เต็มดวง และอีกหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในเล่มเปิดเรื่อง ควินน์ที่อ่านยังไง้ยังไงก็ทำให้นึกถึงสุดที่รัก Roarke ของเรา ไม่ใช่ว่าเหมือนในด้านประทับใจหรอกนะคะ แต่เป็นด้านที่ทำให้แม็กซ์นึกถึงของก็อปปี้ชนิดไม่มีคุณภาพต่างหาก ควินน์เป็นอภิอภิอภิมหาเศรษฐี ทั้งหล่อทั้งเก่งทั้งเป็นแวมไพร์อายุพันสองร้อยปีที่แสนเร้าใจ แถมยังมีประสบการณ์อกหักมาจากหมาป่าสาว (ตัวอื่น) ทำให้ไม่กล้าวางใจไรลี่ย์ ทั้งที่รู้สึกต้องใจกับเธอเหลือเกิน

มาดพระเอ้กพระเอก คุณว่าไหม

แต่แม็กซ์ไม่ชอบล่ะ คนที่แม็กซ์ชอบมากกว่า แม้ไม่ถึงกับเชียร์ให้เป็นพระเอก เพราะคิดแล้วว่ามันน่าจะมีดีกว่านี้ คนนึงก็ตายตอนจบเล่มแรก ส่วนอีกคนก็มาตายในตอนจบเล่มสอง (ที่แม็กซ์ยังไม่ได้อ่าน แต่แอบเปิดอ่านตอนจบไปเรียบร้อยแล้ว) เห็นได้ชัดว่าแม็กซ์เป็นคนที่ดวงกินตัวละครขนาดไหน

ควินน์เองก็ออกตามหาพี่ชายนางเอกเช่นกันเพราะหวังว่าจะไขความลับที่เขากำลังติดตามหาได้ เมื่อทั้งสองเจอกันประกายไฟก็พรึบพรับ

ปริศนาในเรื่องนี้ยังไม่กระจ่างจบในเล่มนี้หรอกนะคะ ต้องติดตามไปอ่าน "รอยจูบแห่งบาป" อันเป็นเล่มสองในชุดต่อ แต่เล่มนี้ก็น่าสนใจพออยู่แล้วกับการแนะนำให้รู้จักกับตัวละครที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรนพี่ชายนางเอกที่เป็นหมาป่าเกย์กับคู่ขาอดีตหน่วยปฏิบัติการ พิเศษที่เปลี่ยนอาชีพเป็นช่างแต่งหน้า (ทำแอ๊ฟเฟ็คในภาพยนตร์) แจ๊คหัวหน้าองค์กรที่นางเอกทำงานให้ ควินน์ที่กล่าวไปแล้ว ทาลอนและมิสช่าสองหมาป่าคู่ขาประจำของนางเอก

เล่มนี้อาจไม่ดีเท่ากับอนิต้าในเล่มที่ดีที่สุด (ในความคิดของแม็กซ์) กับเรื่องObsidian butterfly แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวนางเอกในหนังสือแนว Urban Fantasy (ที่เขียนจนเกือบจะจบบลอก แม็กซ์ก็ยังไม่รู้ว่ามันจะแปลว่ายังไงดี) ที่น่าสนใจมากกว่าเล่มอื่นหลายช่วงตัว

หากท่านไม่เกรงคาวเลือดที่สาดกระจายในเรื่อง เซ็กส์ที่เปิดกว้าง โลกแห่งจินตนาการที่น่าสนใจ แม็กซ์แนะนำว่าคุณไม่น่าพลาดหนังสือชุดนี้ค่ะ

Sunday, February 8, 2009

No Human Involved // Kelley Armstrong

หลังจากอ่านมาเกือบสองวัน แม็กซ์ก็จบเรื่อง No Human Involved ไปเรียบร้อย พร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง นั่นเพราะไม่ได้จ่ายเงินซื้อหนังสือเล่มนี้มาด้วยตัวเอง

เอ้ย ไม่ใช่หรอกนะ แม็กซ์ไม่ได้งกขนาดนั้น เพียงแต่ไม่อยากลงทุนซื้อปกแข็งมาอ่านเท่านั้นเอง ดังนั้นก่อนจะเริ่มพูดถึงเรื่องนี้ คงต้องขอบคุณเพื่อนผู้ใจดีที่ซื้อหนังสือเล่มนี้มาให้แล้วกันค่ะ

It'd be tooeasy to say "thank you" for your considertion to me because it means more than the word. But the word "thank you" is the leastI can offerfor your caring enough to know what I want without a word, for your patient enough to listen to my rumbling and for your everything ever given me. Thank you.

แม็กซ์คงต้องเริ่มด้วยคำเตือนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่โร แมนซ์ แม้ว่าจะเป็นพล็อตโรแมนซ์ต่างหากที่ทำให้แม็กซ์ติดตามอ่านเรื่องนี้ และทำให้แม็กซ์อ่านไปถอนหายใจไปกับความลงตัวของตัวละคร หลังจากรอคอยมาหลายเล่ม ในที่สุดตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในชุด Womem of the other world (ซึ่งเปลี่ยนชื่อชุดไปแล้วเป็น Otherworld เพราะคนแต่งอยากให้ตัวละครผู้ชายเป็นคนเล่าเรื่องบ้าง --- ขอบคุณเพื่อนมากที่ให้ข้อมูล) ก็มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง

แม็กซ์ยอมรับว่าผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ค่อยได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ตัวเจรามี่ เดนเวอร์ แต่สำหรับผู้ชายวัยห้าสิบกว่าที่ออกมามีบทบาทให้หนังสือมาแล้วหกเล่ม เรื่องราวของเขาก็เป็นที่รู้กันทั่วแล้วล่ะ อัลฟ่าแห่งเผ่าสโตนฮาเว่น ผู้ชายที่เงียบขรึมแต่เป็นหัวหน้าที่เด็ดขาด เขาไม่นิยมความรุนแรง แต่ไม่ลังเลที่จะใช้มันถ้าจำเป็น คนที่อุทิศตัวให้กับครอบครัวและเผ่า ดูเหมือนเจรามี่ไม่มีชีวิตส่วนตัว นอกจากกลุ่มคนที่เขาเรียกว่าครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่แทบจะไม่มีสายเลือดเดียวกับเขาเลยด้วยซ้ำ

นับจากการพบกันครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน (ใน Industrial Magic) เจมี่ เวกัสก็ตกหลุมรักเจรามี่เข้าอย่างจัง เธอถือว่านั่นเป็นกรรมตามสนองที่ในอดีตเธอเป็นฝ่ายปฏิเสธและหักอกผู้ชายหลาย คน เพราะสำหรับเจรามี่แล้ว ความเยือกเย็น ไม่แสดงอารมณ์ของเขา ทำให้เธอคิดเสมอกว่าตนเองรู้สึกไปฝ่ายเดียว แต่แล้วคำเชิญให้เขามาพบกับเธอในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างที่เธอถ่ายทำรายการเรียลลิตี้ที่เกี่ยวกับนักปลุกผีก็ได้รับคำตอบรับ อย่างไม่คาดคิด

หนังสือเล่มนี้เล่าเหตุการณ์ผ่านสายตาของเจมี่ แต่ที่ต่างไปจากหนังสือเล่มอื่นที่ดำเนินเรื่องด้วยวิธีคล้ายคลึงกัน เคลลี่ย์ไม่ค่อยทำให้แม็กซ์รู้สึกไปว่า มุมมองของตัวละครโดนจำกัด แม้จะไม่ได้รู้สึกความคิดภายในใจของเจรามี่ (หรือตัวละครอื่น ในเล่มอื่น) แต่เรากลับรู้ว่าเขาเหล่านั้นคิดอย่างไร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง

แม้จะไม่เห็นมุมมองของเจรามี่ เราก็ยังรู้ถึงความอึดอัดของเขาในการทำให้ชีวิตของการเป็นอัลฟ่ากับการเป็น ผู้ชายธรรมดาสมดุลกัน เขารู้ว่าในฐานะอัลฟ่า ชีวิตของเขาไม่ได้เป็นของเขาตามลำพัง เขาต้องรับผิดชอบสมาชิกในเผ่า ต้องทำการตัดสินใจที่ยากลำบาก การที่เขาจะมีผู้หญิงสักคน เธอคนนั้นต้องยอมรับชีวิตส่วนนี้ของเขาได้ นี่ยังไม่นับถึงอันตรายที่ต้องเสี่ยง เพราะในฐานะอัลฟ่า เขาเป็นเป้าหมายใหญ่ที่หมาป่านอกลู่ทุกรายหมายหัว การได้ชื่อว่าเป็นผู้พิฆาตอัลฟ่าเป็นเกียรติยศที่น่าใฝ่ฝัน ดังนั้นตลอดเวลาเราจึงแทบไม่เคยเห็นเจรามี่อยู่หรือไปไหนตามลำพัง ข้างกายเขาจะต้องมีสมาชิกในเผ่าอยู่ด้วยเสมอ

ยกเว้นในเล่มนี้

เจรามี่ตอบรับคำเชิญของเจมี่เพื่อใช้เวลาอยู่กับเธอ เพื่อเตรียมให้เธอเข้าใจถึงภาระที่ผูกมัดเขาไว้ เพื่อชั่งใจว่าควรจะดำเนินความสัมพันธ์ของทั้งสองไปอย่างไร

แต่แฟนของเจรามี่ก็ต้องทำใจไว้นะคะ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การเล่าเรื่องราวของเจรามี่ แต่หากเป็นเจมี่ เวกัสต่างหากที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง

ในฐานะตัวละครที่ปรากฏกายครั้งแรกอย่างไม่น่าประทับใจ (ยกเว้นฉากที่เธอสังเกตเห็นเจรามี่ก่อนเคลย์) เจมี่กลายเป็นตัวละครอีกตัวของเคลลี่ยที่แม็กซ์ชอบ เจมี่มักเป็นตัวละครที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังยามที่ตัวละครตัวอื่นไปออกศึก ต่อสู้กับศัตรูตัวร้าย เพราะเธอเป็นนักปลุกวิญญาณที่ไม่มีพละกำลังอย่างอื่นเหนือมนุษย์เลย เธอไม่มีความแข็งแกร่งดังเช่นหมาป่า ไม่มีเวทมนตร์เหมือนแม่มดหมอผี นอกจากความสามารถในการติดต่อกับคนตายได้ เธอก็คือผู้หญิงธรรมดาคนนึงเท่านั้น

จนกระทั่งในเล่มนี้ เธอที่ค้นพบว่าพลังของเธอ คือความน่ากลัวอันสูงสุด พลังด้านมืดที่สุดที่เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจะมีกันได้

เพราะอะไรน่ะเหรอ

พลังของเจมี่ทำลายความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างสิ้นสุดเมื่อความตายมาเยือน เธอสามารถปลุกคุณจากความตายเพื่อสานต่อชีวิตที่คุณไม่ต้องการ ในสภาพเน่าเสีย และอย่างที่เจมี่พูดไว้ "เมื่อคุณตาย คุณก็เป็นของฉัน" เธอมีอำนาจควบคุมสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วได้ พลังอันน่ากลัว

แม้จะมีความสามารถทางด้านวิญญาณของจริง แต่เจมี่ก็หากินด้วยการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิญญาณที่หลอกลวงผู้ชมทางหน้าจอ โทรทัศน์ เธอเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้เพื่อเป็นสะพานพาเธอไปยังรายการทีวีของตนเอง แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็คือ ในบ้านที่เธอถูกจัดให้อยู่ มีวิญญาณของเด็ก ๆ ที่แม้แต่พลังของเจมี่เองก็ไม่อาจมองเห็นเด็กเหล่านั้นได้

การค้นหาความแปลกประหลาดนี้นำเธอไปสู่การค้นพบความจริงอันน่ากลัวที่ว่า มนุษย์ธรรมดาก็มีเวทมนตร์เช่นกัน เป็นเวลานานมาแล้วที่มนุษย์ถูกปิดกั้นจากโลกแห่งเวทมนตร์ แต่ในที่สุดก็มีคนกลุ่มหนึ่งเอาชนะม่านนั้นได้ ด้วยการสังเวยชีวิต

เด็กบริสุทธิ์เหล่านั้นเป็นเครื่องสังเวยเพื่อนำมนุษย์ไปสู่พลังเหนือ ธรรมชาติ และเป็นหน้าที่ของเจมี่ในการค้นหากลุ่มคนเหล่านั้น เพื่อปลดปล่อยวิญญาณของเด็กน้อยให้ไปสู่สุขคติ

แม็กซ์ชอบหนังสือเล่มนี้ค่ะ ชอบการเดินทางของเจมี่ไปสู่ตัวตนของคนที่แม็กซ์ชอบ ที่สำคัญคนแต่งไม่ได้เปลี่ยนเธอไปจากเจมี่ที่แม็กซ์รู้จักในเล่มอื่น เธอยังเป็นคนที่ไม่เก่งกาจในด้านพละกำลัง เป็นคนที่ถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลังเมื่อออกศึก ที่สำคัญเธอรู้ดีเกี่ยวกับข้อจำกัดของตัวเอง เธอไม่เป็นเหมือนนางเอกโง่หลายคนที่มักเร่ออกไปหาเรื่อง ให้พระเอกตามมาช่วยเหลือ

อยากอ่านเรื่องของเธออีกค่ะ สำหรับตอนนี้เธอเป็นคนเล่าเรื่องที่น่าสนใจอีกคนหนึ่งในชุดนี้

Ukiah Oregon Series

มีคนถามแม็กซ์มา (อีกแล้ว) ว่าตอนนี้ชอบนักเขียนแนวแฟนตาซี/ไซไฟคนไหนบ้าง คงต้องเริ่มด้วยการบอกว่านักเขียนที่จะพูดถึงนี่เขียนแนวแฟนตาซี/ไซไฟเป็น หลักค่ะ อาจมีโรแมนซ์บ้าง แต่ไม่ใช่จุดเด่นของเรื่อง (แม้ว่าแม็กซ์อาจจะชอบเรื่องนั้นเพราะประเด็นโรแมนซ์เป็นหลักบ้างก็มี)

ถ้าถามกลับไปสักเมื่อหกปีก่อน (ทำไมต้องเป็นหกปี ก็ไม่แน่ใจค่ะ แต่คงจะประมาณนั้นนะ) แม็กซ์คงตอบเสียงดังฟังชัดว่าลอเรล เค. แฮมิลตันเพราะเธอเป็นนักเขียนแนวนี้คนแรกที่แม็กซ์อ่านอย่างจริงจัง และชุดเมอริดิธ เจนทรี้ก็เปิดหูเปิดตาแม็กซ์ชนิดที่อีโรติกเล่มไหนทำไม่ได้เลย (ซึ่งนั่นก็เป็นอีกเรื่องนึงที่ต้องคุยกันทีหลังนะคะ)

แต่กาลเวลาที่เปลี่ยนไป พร้อมกับรสนิยมขึ้นลงของแม็กซ์ทำให้ตอนนี้ลอเรล เค. และแม่หนูเจนทรี้ก็ตกอันดับไป ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ แต่โดนเรื่องอื่นแซง

เวลานี้หลังจากอ่าน No Human Involved จบไปหมาด อันดับหนึ่งก็คงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์ แต่เพราะแม็กซ์สัญญากับคนอ่านบลอกไปแล้วว่าจะไม่รบกวนความสุขด้วยการพล่าม เรื่องชุดนี้อีก ก็เลยขอใช้เวลาพูดถึงอันดับสองในเวลานี้แล้วกัน

เวน สเปนเซอร์

ดูชื่อแล้วอาจนึกว่าคนแต่งเป็นผู้ชาย แต่เวนมาจากเวนดี้นะคะ ปัจจุบันเธอเขียนหนังสือสามชุด ซึ่งแม็กซ์ชอบทุกชุด แต่แน่นอนว่าย่อมมีลูกที่รักมากที่สุดนะคะ

ชุดที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดเป็นหนังสือชุดแรกที่เธอเขียน และแม้จะไม่ได้จบชุดอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ไม่มีเล่มใหม่ในชุดออกมาให้อ่านกันเลย นั่นก็คือชุด Ukiah Oregon เชื่อหรือไม่ว่า เล่มแรกในชุดมีการแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้ว ตอนที่แม็กซ์เห็นหนังสือเล่มนั้นที่จตุจักร ก็ยังคงมิคลาย ถ้าจำไม่ผิดชื่อไทยคือ "เอเลี่ยนพิทักษ์โลก"

เช่นเดิมคงต้องมีคำเตือนไว้ก่อน แม็กซ์กำลังจะสปอยล์หนังสือชุดนี้อีกแล้ว แต่สำหรับเพื่อนของแม็กซ์ที่มีโอกาสอ่านหรือไม่ได้อ่าน ก็คงจะพอรู้เรื่องสปอยล์ไปแล้วบ้างล่ะนะ เพราะแม็กซ์ก็กรี๊ดสลบไม่น้อยกับชุดนี้

Ukiah Oregon (อ่านว่า yoo-KAI-ah หรือสรุปว่าเขียนเป็นไทยยาก ขอให้ทับศัพท์แล้วกัน) เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกพบในป่าซึ่งถูกเลี้ยงโดยหมาป่า โดยนักมานุษยวิทยาสาวคนหนึ่งและถูกเธอเก็บกลับมาเลี้ยงเป็นลูก ตลอดเวลาเขารู้ว่าตัวเองแตกต่างจากเด็กคนอื่นทั่วไป เพียงแต่ไม่รู้ว่าความแตกต่างนั้นมันมากเพียงไรจนกระทั่งเขาได้พบและร่วมทำ งานกับแม็กซ์ (ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอกหรอกนะ) ซึ่งเป็นนักสืบเอกชน Ukiah มีความสามารถในการแกะรอย ในคดีหนึ่งที่เขาแกะรอยคนร้าย เขาถูกยิง น่าแปลกที่เขาไม่เป็นอะไรเลยด้วยซ้ำ ทั้งที่ตอนแรกทุกคนเข้าใจว่าเขาตายแล้ว และคดีนั้นเองก็นำเขาไปสู่การพบกับชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเอง

อะไรที่ทำให้แม็กซ์รักหนังสือชุดนี้ ก็เหมือนกับหนังสือ romance นั่นแหละ คือความสัมพันธ์และปฏิกริยาที่ตัวละครในเรื่องมีต่อกัน แม็กซ์รักแม็กซ์ (ที่ไม่ใช่แม็กซ์คนเขียนบลอก) ที่เขารัก Ukiah เหมือนลูก แต่ไม่เคยปฏิบัติต่อเขาเหมือนเขาเป็นเด็กเล็ก ทั้งที่ Ukiah ก็อายุเพียงยี่สิบปี แม็กซ์รัก Ukiah ด้วยความไร้เดียงสาชนิดที่เด็กผู้ชายส่วนใหญ่สูญเสียมันไปตั้งแต่อายุไม่ถึง สิบห้า แม็กซ์ชอบฉากที่อินดิโก้ (นางเอกของชุดที่อายุมากกว่า และเป็นเอฟบีไอ) ปฏิบัติการหลอกเด็ก ฉากเซ็กส์ที่ไม่ได้โจ่งแจ้งหรือบรรยายอะไรมาก แต่อ่านแล้วน่ารักมาก แม็กซ์รักที่ Ukiah ถูกเลี้ยงมาโดยแม่สองคนที่เป็นคู่เลสเบี้ยน แม็กซ์รักที่เขารับคิดเทนนิ่งลูกชายของเขามาเลี้ยงโดยไม่มีข้อแม้ (ส่วนคิดเทนนิ่งมาได้ยังไงเนี่ย มันสปอยล์มากไปหน่อยค่ะ แต่เด็กคนนี้ไม่ได้เกิดมาตามปกติที่เราคิดกันหรอกนะ)

สำหรับแม็กซ์แล้ว หนังสือทุกเล่มที่แม็กซ์ชอบจะมีพื้นฐานมาจากการเขียนตัวละครที่น่าสนใจ ความสัมพันธ์ของตัวละครที่มีต่อกันซึ้ง ๆ (ฉากที่อินดิโก้ไม่ยอมมองหน้าพี่ชายฝาแฝดของ Ukiah เพราะทำใจไม่ได้ที่ต้องเห็นหน้า Ukiah แต่กลับไม่ใช่เขา และมันตอกย้ำเธอถึงความจริงที่ว่าเขาหายตัวไป ---- ซึ้งอย่างที่ไม่ต้องบรรยายความรู้สึก) โบนัสที่ได้นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้สำหรับเรื่องชุดนี้ก็คือ หนังสือแนวแฟนตาซี/ไซไฟที่พล็อตเรื่องน่าติดตาม ขนาดที่วางไม่ลงเลยทีเดียว

สำหรับคนที่ทรนงตัวว่าไม่อ่านโรแมนซ์ ก็ลองอ่านชุดนี้ดูนะคะ เพราะไม่แมนซ์หรอกนะ สำหรับแฟนโรแมนซ์ แม็กซ์ก็อยากให้ลองอ่านค่ะ เพราะสนุก (ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วน่ะ) สนุกจริงนะคะ

Sunday, January 25, 2009

Men of the Otherworld // Kelley Armstrong

ครั้งสุดท้ายที่แม็กซ์ลงทุนซื้อหนังสือปกแข็งก็ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน แม็กซ์ซื้อเรื่อง Natural Born Charmer มา ซึ่งจนถึงบัดนี้เราก็ยังไม่ได้แม้กระทั่งหยิบขึ้นมาอ่านเลย

หนังสือ ปกแข็งเล่มสุดท้ายที่แม็กซ์อ่านจบต้องย้อนกลับไปไกลเกินกว่าสองปีค่ะ เพราะนั่นคือเรื่อง Cover of Night ของลินดา โฮเวิร์ด ที่ีทำเอาเราผิดหวังขนาดเลิกซื้อหนังสือปกแข็งของลินดาไปเลย

ที่พูดไป ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะให้ทุกคนรู้ว่า แม็กซ์ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ขนาดไหนในการควักเงินเกือบพันซื้อหนังสือเล่ม นี้มาอ่าน เพราะเราเคยพูดเสมอว่า แทบจะไม่มีนักเขียนคนไหนที่ทำให้แม็กซ์อยากอ่านมากพอที่จะลงทุนซื้อหนังสือ ฉบับปกแข็งมาอ่านได้อีกต่อไปแล้ว แต่เมือเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงหน้า ใจมันก็อ่อน กระเป๋าตังค์มันก็เปิดได้อย่างมหัศจรรย์

แล้วรู้อะไรไหม คะ แม็กซ์เคยอ่านเรื่องนี้มาก่อนแล้วด้วยนะ และไม่ใช่การอ่านแค่ครั้งเดียว เราอ่านเรื่องในเล่มนี้มาหลายรอบจนจำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้ง ซึ่งสำหรับคนที่แทบจะไม่เคยอ่านหนังสือซ้ำเลยในชีวิต นี่เป็นคำชมอย่างสูงมากจากเรา

Men of the Otherworld ของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุด Otherworld โดยเป็นเล่มที่เก้าที่ถูกพิมพ์ขาย แต่โดยลำดับของเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เรื่องนี้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเล่มแรกในชุดเสียอีก (Bitten) เพราะมันย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนที่เจรามี่ ซึ่งเป็นอัลฟ่าของเผ่าหมาป่าแห่งอเมริกาเหนือจะเกิดเสียอีก

แม็ก ซ์คิดว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือชุดนี้เลย ก็น่าจะอ่านเรื่องในเล่มนี้รู้เรื่อง เพราะก่อนหน้าที่มันจะถูกพิมพ์ออกมาขาย มันเคยเป็นเรื่องเขียนให้อ่านฟรีออนไลน์ในเว็บไซด์ของเคลลี่ย์มาก่อน และแม็กซ์แนะนำเพื่อนหลายคนในลองอ่านงานของเคลลี่ย์ผ่านเรื่องเหล่านี้ ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นแฟนหนังสือของเคลลี่ย์กันหมด

หนังสือเล่ม นี้ประกอบด้วยเรื่อง 4 เรื่อง เล่าผ่านหลายช่วงเวลา ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับผู้ชายแห่งโลกที่เคลลี่ย์สร้างขึ้นในหนังสือชุดของเธอ เหล่าผู้ชายที่ไม่เคยเป็นคนเล่าเรื่องมาก่อนเลย (เพราะเรื่องชุดนี้เล่าเรื่องผ่านตัวละครผู้หญิงมาตลอดจนกระทั่งเล่มแปดที่ เริ่มมีมุมมองของผู้ชายเข้ามาให้เห็ฯ)

และหนังสือเล่มนี้เองที่ทำให้ แม็กซ์สัมผัสได้ถึงความพิเศษมาก ๆ ของเคลลี่ย์ในการเล่าเรื่องผ่านตัวละครผู้ชาย แม็กซ์ไม่รู้หรอกนะคะว่า ผู้ชายเขาคิดกันอย่างนี้ไหม แต่มันมีความแตกต่างและให้ความรู้สึกน่าเชื่อมากพอ มันเต็มไปด้วยพลัง

Infusion

เรื่อง นี้เล่าเรื่องราวผ่านมัลคอล์ม หมาป่าผู้โหดร้ายและเห็นแก่ตัว เขาปรารถนาเหนือสิ่งอื่นใดที่จะมีลูกเพื่อพิสูจน์ความเป็นชายของตัวเอง เพราะในเผ่าหมาป่า การมีทำให้ผู้หญิงตั้งท้อง และได้ลูกชายเป็นเกียรติเหนือสิ่งอื่นใด แต่ไม่ว่าจะใช้ความพยายามมากเพียงใด เขาก็ไม่เคยทำได้ จนกระทั่งวันนึง ในขณะที่คู่แข่งคนสำคัญของเขากำลังฉลองการเกิดของลูกชายคนที่สาม มัลคอล์มก็สังเกตเห็นพนักงานเสิร์ฟสาวเชื้อสายเอเชียที่เล่นหูเล่นตากับเขา ตลอด และคืนนั้นเขาก็ตัดสินใจ มันอาจจะเป็นการดีเหมือนกันถ้าจะผสมเผ่าพันธุ์ข้ามเชื้อชาติ

แต่หญิง คนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา มัลคอล์มรับรู้ความจริงข้อนั้นเมื่อเก้าเดือนผ่านไป และลูกชายของเขาเกิดขึ้น ลูกชายที่ไม่เป็นที่ต้องการ ลูกชายที่เขาอับอายและรังเกียจ ลูกชายที่ในอีกยี่สิบกว่าปีต่อมา คือคู่แข่งคนสำคัญของเขาในการแย่งชิงตำแหน่งอัลฟ่า

Savage

เด็ก ชายวัยห้าขวบค้นพบความจริงที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ปีศาจไม่ใช่เรื่องเล่าเอาไว้หลอกเด็กเท่านั้น ปีศาจมีอยู่จริง และเขาต้องการเป็นหนึ่งในปีศาจเหล่านั้น เพราะมันย่อมดีกว่าการใช้ชีวิตไปกับความหวาดกลัว การถูกทอดทิ้ง และการถูกลืม เขาบังเอิญพบเห็นมนุษย์หมาป่า และอาจเป็นความเยาว์วัย ความกล้าที่ไม่น่าเป็นไปได้ เด็กชายวัยห้าขวบเผชิญหน้ากับปีศาจตัวนั้น และขอให้มันเปลี่ยนแปลงเขาเป็นหนึ่งในปีศาจ

มันอาจเป็นความบังเอิญ ความโชคดี หรืออาจเป็นเพราะเด็กคนนี้คือคนพิเศษ ไม่มีใครรู้ได้ แต่เด็กวัยห้าขวบใช้ชีวิตในป่าตามลำพัง ปราศจากครอบครัวหรือคนดูแล หาเลี้ยงตัวเองในสภาพมนุษย์ หรือหมาป่า แล้วแต่ร่างกายจะกำหนด เขาควบคุมด้านสัตว์ป่าของตัวเองไม่ได้ ลืมเลือนความเป็นมนุษย์ จนกระทั่งเขาได้พบกับเจรามี่

ชายหนุ่มที่ไม่ได้แก่ไปกว่าเด็กชายคน นั้นเลย เจรามี่รับฟังเรื่องราวของหมาป่าเด็ก สิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะมนุษย์ที่ถูกกัดส่วนใหญ่จะตาย ยิ่งถ้าเป็นเด็กก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ แล้วหมาป่าที่เกิดจากบิดาที่เป็นหมาป่า ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนร่างได้จนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น ดังนั้นเรื่องราวที่มัลคอล์มพ่อของเขาเล่าเกี่ยวกับหมาป่าเด็กที่เผชิญหน้า กันในหลุยเซียน่า จึงดูเหมือนตำนานหลอกเด็ก แต่เจรามี่รู้จักมัลคอล์มดี และรู้ว่า เขาต้องทำอะไรสักอย่าง

เจรามี่ทิ้งบ้านในสโตนฮาเวนมายัง หลุยเซียน่า มันใช้เวลาไม่นานในการค้นพบเด็กคนนั้น เด็กชายที่บัดนี้อายุเจ็ดขวบแล้ว เด็กที่แม้จะลืมความมนุษย์ไปเกือบหมด ก็ยังนึกชื่อของตัวเองออก เขาคือเคลย์ตัน

การหาเคลย์ตันเป็นเรื่อง ไม่ยาก แต่การทำให้เคลย์ไว้ใจเป็นเรื่องที่เกือบเป็นไปไม่ได้ แต่เจรามี่ทำไ้ด้ เขาทำในสิ่งที่ไม่น่าจะมีใครทำได้ เขาปราบเด็กป่าจนเชื่อง หรืออย่างน้อยก็เชื่องเท่าที่เคลย์จะเป็นได้ (และมันไม่มากเลย)

ความสัมพันธ์ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของ เรื่องในชุด Otherworld ถูกเผยในเห็นในเรื่องนี้ บอกเล่าการที่เจรามี่ซึ่งมีอายุมากกว่าเคลย์เพียงแค่สิบห้าปี แต่กลายเป็นยิ่งกว่าพ่อของเคลย์ เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า เจรามี่ปราบพยศเคลย์ได้ยังไง เรื่องนี้จบลงเมื่อเคลย์ได้รับการยอมรับให้เข้าเผ่าหมาป่า และเริ่มต้นการปูทางนำเจรามี่ไปสู่เส้นทางของการเป็นอัลฟ่าแห่งเผ่า

Ascension

เรื่อง นี้เล่าต่อเนื่องกับเหตุการณ์ใน Savage เกือบจะในทันที เรื่องราวยังเล่าผ่านสายตาของเคลย์ในวัยสิบปี เรื่องราวการขึ้นสู่อำนาจของเจรามี่ การเติบโตของเคลย์ เหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น รวมทั้งการเผชิญหน้ากับมัลคอล์มเพื่อแย่งชิงตำแหน่งอัลฟ่า

และการเฉลยว่า เหตุใดเผ่าหมาป่าแห่งสโตนฮาเวนถึงได้สงบสุขจากการรุนรานจากหมาป่านอกเผ่าเกือบยี่สิบปี

สิ่งที่แม็กซ์คิดว่าเด่นมาก ๆ ในการเล่าเรื่อง Savage และ Ascension ก็คือ การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเคลย์ ซึ่งเป็นเด็กและหมาป่า เคลย์มีด้านที่เป็นหมาป่ามากกว่ามนุษย์หมาป่าโดยกำเนิดเสียอีก เหตุผลของเคลย์เข้าใจได้ง่ายถ้าคุณใช้ความเรียบง่ายของสัตว์เป็นเครื่องกำหนด และการคิดว่า ชีวิตของเคลย์มีเพียงเจรามี่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่สำคัญ

เขาไม่ฆ่ามนุษย์เพราะมันจะทำให้เจรามี่ไม่สบายใจ ไม่ใช่เพราะมันทำให้ศีลธรรมส่วนตัวของเขาหวั่นไหว เคลย์เข้าใจความต้องการฆ่า แต่เขาไม่เคยฆ่าอย่างไร้เหตุผล ทุกอย่างเป็นไปเพื่อเลี้ยงท้อง หรือเพื่อปกปิดความลับ สำหรับเคลย์แล้วมันง่ายดายมาก เขาไม่เข้าใจมนุษย์ เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นหนึ่งในนั้น เขาไม่เข้าใจความสำคัญของการเข้าสังคม เขามีเจรามี่ มีบ้าน มีอาหาร มีคนในเผ่า (ซึ่งเขาไม่ได้ต้องการด้วยซ้ำ) มันเพียงพอ เคลย์ถูกสอนโดยเจรามี่จนกระทั่งเข้าเรียนไฮสคูล และแม้จะเรียนดีจนสามารถเข้ามหาวิทยาลัยใดก็ได้ เขาก็เลือกที่จะเรียนที่ซีรีคิว เพราะมันใกล้บ้าน และเขาต้องการอยู่ใกล้บ้าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สำคัญของการขึ้นสู่อำนาจของเจรามี่

เขามีหน้าที่ต้องปกป้องเจรามี่ ไม่ใช่เพราะเจรามี่เป็นคนที่เลี้ยงดูเขา แต่เพราะเจรามี่คือทุกอย่างที่เขายึดเป็นแบบอย่าง เคลย์ชอบอ่านหนังสือเพราะเจรามี่ชอบ เคลย์ยอมเรียนมหาวิทยาลัยเพราะมันเป็นสิ่งที่เจรามี่ต้องการ แต่โปรดอย่าคิดว่าเคลย์ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ใช่เลย สำหรับเคลย์ตัวตนของเขาใกล้เคียงกับหมาป่า ที่ทุกอย่างมีความเรียบง่าย เขาไม่เห็นความจำเป็นในการใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ แต่ถ้าเขาต้องทำ เขาก็ยึดเอาเจรามี่เป็นต้นปบบ

จุดเด่นของเรื่องก็คือ มุมมองของเคลย์ซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง สื่อสารตัวตนของเขาออกมาได้ครบถ้วน คนที่เคยอ่านถึงเคลย์ผ่านมุมมองของตัวละครอื่น (ในเล่มอื่น ๆ ในชุด) จะรู้เลยล่ะว่า คนแต่งซื่อสัตย์ต่อความเป็นเคลย์มากขนาดไหน ใน Savage และ Ascension มันทำให้ทุกอย่างเีกี่ยวกับเคลย์ชัดเจนขึ้น อย่างที่บอกแม็กซ์คิดว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มอื่นเพื่อทำความเข้าใจเล่มนี้ แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า คุณจะรักเคลย์และเจรามี่อย่างที่แม็กซ์รักไหม ถ้าคุณไม่ได้ตกหลุมรักพวกเขามาก่อนจากเล่มอื่น

คิดเอาง่าย ๆ นะคะ หนังสือเรื่องนี้เกือบทั้งเล่ม ไม่มีตัวละครผู้หญิงมาทำให้ชุ่มชื่นหัวใจเลยสักนิดเดียว นี่เป็นเรื่องราวของเคลย์ก่อนที่เขาจะได้พบกับเอเลน่า เรื่องราวของเจรามี่ก่อนเขาจะได้พบกับเจมี่ มันเป็นเรื่องราวของการเติบโตของเคลย์ และการเข้าสู่อำนาจของเจรามี่

และมันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดที่แม็กซ์เคยได้อ่านมาในชีวิต ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับคนที่ชอบหนังสือโรแมนซ์มาก ๆ อย่างเรา เพราะเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ แต่แม็กซ์เชื่อว่า คนที่ชอบโรแมนซ์น่าจะชอบเรื่องนี้

หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์มักแนะนำให้เพื่อนผู้ชายอ่าน เพราะเราคิดว่าเคลลี่ย์ซึ่งเป็นนักเขียนผู้หญิง สามารถสื่อมุมมองของผู้ชายได้ดีมาก ๆ แค่แม็กซ์คิดถึงฉากที่เคลย์ในวัยสิบหกที่ฮอร์โมนเริ่มฉีดก็ต้องยิ้มออกมาแล้ว (เขามักใช้คำพูดว่า Wrong and Unfair เสมอ)

การเล่าเรื่องราวของเคลย์ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ก็แสดงความสามารถของคนเขียนในเรื่องความหลากหลาย เพราะแม้คาแร็คเตอร์ของเคลย์ไม่เคยเปลี่ยน แต่วัยซึ่งมีผลต่อความรับรู้ และการมองโลกมีบทบาทในการเล่าเรื่องราวเสมอ เพราะฉะนั้นเคลย์ในวัยเจ็ดขวบ จึงมีความแตกต่างจากเคลย์ในวัยสิบหกปี เพราะวัยที่ต่างก็ย่อมมีนิสัยต่างกัน แต่ในเนื้อแท้แล้ว คนอ่านก็ยังได้รับรู้ความเคลย์ที่แท้จริงซ่อนอยู่ในนั้น

Kitsunegari

เรื่องสุดท้ายในเล่มนี้มีความยาวพอ ๆ กับเรื่องแรก (คือไม่กี่หน้าเอง) เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวในเล่มค่ะที่เขียนขึ้นมาใหม่ และไม่เคยลงให้อ่านฟรีในเน็ตมาก่อน เรื่องนี้ก็คือจบสรุปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เล่มแรก ในที่สุดเราก็ได้รู้ว่า แม่ของเจรามี่คือใคร และชีวิตรักของเขาและเจมี่เป็นยังไงต่อไปกันบ้าง

สำหรับการเรียงร้อยเหตุการณ์ในเรื่อง สำหรับคนที่ไม่ติดตามอ่านชุดนี้มาตั้งแต่ต้นอาจจะงงนิดหน่อย เพราะเหตุการณ์ในเรื่องนี้ไม่ได้ต่อเนื่องกับ Ascension เลย แถมยังดึงเอาเจมี่ึซึ่งเป็นหวานใจของเจรามี่เข้ามาด้วย แต่ปัญหาก็คือ เจมี่ไม่ได้มีบทบาทในเล่มนี้เลย คนที่ยังไม่ได้อ่านชุดนี้มาก่อนก็อาจจะงงนิดหน่อย แต่เราไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาหรอกนะคะ เพราะเราคิดว่าแค่เรื่อง Savage และ Ascension ก็คุ้มค่าเงินทุกบาทแล้วล่ะ

เรากล้าพูดคำนี้นะคะ เพราะแม็กซ์ได้อ่านเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มาก่อนหน้าแล้วหลายปี และไม่ใช่แค่การอ่านรอบเดียว เราอ่านหลายรอบมาก แต่เมื่อได้เห็นเล่มนี้ในร้านหนังสือ ในรูปแบบปกแข็ง แม็กซ์ก็ยังอดใจไม่ได้ ต้องซื้อมาอ่านอีกรอบ (เพราะก่อนหน้าเราอ่านเป็นอีบุ๊ค) และบอกเลยนะคะว่าไม่เสียดายเงินสักบาท

และขอบอกอีกอย่าง (อาจจะไม่อยากรู้กันนะคะ) แม็กซ์รักหนังสือเล่มนี้มากพอที่จะซื้อมันมาเก็บอีกรอบ หลังจากที่ออกขายเป็นปกอ่อนแล้วด้วย

และ (สุดท้ายจริง ๆ แล้วค่ะ) เราจะซื้อเล่มนี้แจกเพื่อนซึ่งน่าจะรู้นะว่าเราหมายถึงใครกันที่เราเคยแนะนำให้อ่าน และได้กลายเป็นสาวกของเจรามี่และเคลย์พร้อมกับเรา

คะแนนที่ 93


Thursday, January 22, 2009

Alpha and Omega & Cry Wolf // Patricia Briggs

ปกติแม็กซ์ไม่ใช่คนชอบอ่านเรื่องสั้น เพราะมันสั้นเกินไป และกว่าจะรู้สึกสนุกไปกับเรื่อง มันก็ดันจบลงไปเสียก่อน แต่สำหรับเรื่องนี้ถือเป็นข้อยกเว้นค่ะ นั่นก็เพราะว่า แม็กซ์รู้อยู่แล้วว่า เรื่องสั้นเรื่องนี้มันไม่ได้จบใน 72 หน้า แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของซีรี่ย์ที่น่าติดตามมากที่สุดเรื่องนึง

แพทริเซีย บริกส์เป็นนักเขียนแนวแฟนตาซี ที่แม้จะไม่ได้เขียนโรแมนซ์ แต่เรื่องราวของเธอก็มีองค์ประกอบของโรแมนซ์ชัดเจน แต่ยังไงแม็กซ์ก็ไม่ขอบอกว่าเธอเขียนพารานอมอลโรแมนซ์นะคะ เพราะแม้เรื่องของเธอจะมีหวาน แต่มันไม่เด่น หรือเป็นโฟกัสของเรื่อง

แพทริเซียมีชื่อเสียงดังระเบิดจากการเขียนหนังสือชุดที่เรียกว่า เมอร์ซี่ ธอมป์สัน เรื่องราวของโคโยตี้สาว (ที่ไม่ใช่โคโยตี้อย่างที่คนไทยเรียกขานกันหรอกค่ะ แต่เป็นมนุษย์ที่แปลงร่างเป็นโคโยตี้ได้) ที่แม้จะไม่ได้เก่ง หรือแข็งแรง หรือสวย แต่มีความต้านทานต่อเวทมนตร์ได้ และนั่นทำให้เธอเป็นคนพิเศษ เรื่องราวของเธอออกแนว Urban Fantasy หน่อย ๆ เพราะดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของเมอร์ซี่ และยังมีเรื่องรักสามเศร้าเข้ามาเกี่ยวอีก

แต่วันนี้แม็กซ์ไม่ได้พูดถึงเมอร์ซี่ เพราะแม้ชุดนั้นจะดีและน่าติดตาม แต่ก็ไม่มากพอจะทำให้แม็กซ์ชอบได้เท่าชุดนี้

Alpha and Omega

On the Prowl

หนังสือชุดนี้เพิ่งออกมาได้เล่มเดียวค่ะ แต่จุดเล่มต้นของมันอยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ชื่อ On the prowl โดยเรื่องสั้นที่เปิดตัวหนังสือชุดนี้มีชื่อเดียวกับชุดว่า Alpha and Omega

สำหรับคนที่เคยอ่านชุดเมอร์ซี่ ธอมป์สันแล้ว ก็คงจะพอคุ้นเคยกับพระเอกในเรื่อง นั่นคือชาร์ล คอร์นิค ซึ่งเป็นน้องชายของหนึ่งในผู้ชายที่ตามจีบเมอร์ซี่ (แซมมวล) เพราะหนังสือทั้งสองชุดอยู่ในโลกเดียวกัน เพียงแต่โฟกัสที่ตัวละครต่างกัน รวมทั้งวิธีการเล่าเรื่องก็ต่างกัน เพราะชุดนี้เล่าเรื่องโดยใช้บุคคลที่สาม ไม่ได้มองผ่านสายตาของตัวละครตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว

แอนนาเป็นมนุษย์หมาป่าในลำดับชั้นต่ำสุด (ที่เรียกกันว่าซับมิสสีฟ) และในตลอดช่วงปีแรกของการโดนเปลี่ยนเป็นหมาป่า แอนนามีชีวิตที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนควรได้พบ เธอไม่ได้ต้องการเป็นหมาป่า แต่ถูกทำร้ายโดยผู้ชายที่เธอออกเดทด้วย และเมื่อลีโอหัวหน้าเผ่ารู้ว่าเธอเป็นซับมิสสีฟ เขาก็ใช้เธอเป็นรางวัลในการส่งมอบให้กับสมาชิกในเผ่าของเขาหลายต่อหลายคน จนกระทั่งอิสซาเบล่า ภรรยาของลีโอยื่นมือมาช่วยเธอไว้ แต่ชีวิตของแอนนาก็เสมือนอยู่ไปวันวัน เธอเป็นพนักงานเสริฟที่ทำงานและส่งเงินให้กับเผ่าหมาป่า จะว่าไปก็เปรียบเสมือนทาสคนนึง

แต่เื่มื่อเธออ่านข่าวและพบเหตุการณ์ฆาตกรรมนักเรียนไฮสคูล เธอรู้ว่าบางสิ่งผิดปกติไป เธอทำในสิ่งที่ไม่มีซับมิสสีฟคนไหนทำได้ เธอโทรศัพท์หามาร์ล็อค (ซึ่งเป็นตำแหน่งของหมาป่าที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ) เพื่อบอกว่า บางสิ่งผิดปกติ และเธอเชื่อว่าลีโอหัวหน้าเผ่าของเธอมีส่วนเกี่ยวข้อง

เบรน หรือมาร์ล็อค บอกแอนนาว่าเขารู้แล้วว่าบางสิ่งผิดปกติ และได้ส่งมือขวาของตัวเองมาจัดการสถานการณ์ ทั้งขอให้แอนนาไปพบกับชายคนนั้น

ชาร์ล คอร์นิคไม่ได้เป็นแค่มือขวาของเบรน เขาเป็นลูกชาย เป็นมือสังหาร และอาจจะเป็นหมาป่าตัวเดียวที่เป็นหมาป่าตั้งแต่เกิด ไม่ได้โดนเปลี่ยนด้วยการโดนกัดเป็นคนอื่น และเพียงแว่บแรก ชาร์ลก็รู้ว่าแอนนาไม่ใช่ซับมิสสีฟ แต่เธอคือโอเมก้า

ซับมิสสีฟคือหมาป่าที่มีธรรมชาติที่เป็นคนอ่อนโยน และต้องได้รับการปกป้อง ในขณะเดียวกันก็ต้องเชื่อฟังสิ่งที่หมาป่าที่เป็นโดมิเน้นท์สั่ง ในทางกลับกันโดมิเน้นท์ซึ่งมีธรรมชาติเป็นคนกร้าวร้าว จะรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องปกป้องซับมิสสีฟ การที่ใครจะเป็นพวกไหนอยู่ที่พื้นฐานนิสัยเดิมของพวกเขาก่อนที่จะถูกเปลี่ยน มาเป็นหมาป่า และในเผ่าหมาป่าก็จะมีการเีรียงลำดับกันตามความกร้าวร้าว (แต่ไม่ใช่ว่าซับมิสสีฟจะต้องโดนอย่างที่แอนนาโดน บางอย่างผิดปกติไปในเผ่าของแอนนา)

ในขณะที่โอเมก้าคือหมาป่าที่มีความพิเศษ เพราะโอเมก้าจะนำความสงบมาสู่หมาป่าที่กร้าวร้าวกว่าได้ การได้อยู่ใกล้โอเมก้าทำให้เกิดสันติสุข และในเผ่าหมาป่า โอเมก้าคือสิ่งที่ต้องได้รับการทะนุถนอม

ดังนั้นชาร์ลจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใด แอนนาจึงได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น

และเรื่องก็ยิ่งยุ่งไปอีก เมื่อหมาป่าในตัวชาร์ลเลือกแอนนาเป็นคู่ของเขา ซึ่งมันผิดหลักการทั้งปวง ในโลกที่แพทริเซียสร้างขึ้น มนุษย์หมาป่าก็เหมือนคนที่มีสองบุคลิกแยกจากกัน แต่อยู่ร่วมกันในร่างเดียว ชาร์ลและ "พี่หมา" (ชื่อที่ชาร์ลเรียกหมาป่าในกายเขา) มีความคิดเป็นของตัวเอง และเกือบทั้งหมด ส่วนที่เป็นมนุษย์จะเป็นคนเลือกคู่ พวกเขาก็เหมือนมนุษย์ธรรมดา ปิ๊งหญิง จีบ และแต่งงาน มันต้องใช้เวลากว่าส่วนที่เป็นหมาป่าจะยอมรับหญิงคนนั้นมาเป็นคู่

แต่ในกรณีของชาร์ล พี่หมาเป็นคนตัดสินใจแต่ต้นว่าเขาต้องการแอนนา ในขณะที่ชาร์ลเองยังไม่แน่ใจ

บอกตามตรงค่ะว่าสิ่งที่ทำให้แม็กซ์ปิ๊งเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ก็คือชาร์ล คนที่รู้จักแม็กซ์ และเคยอ่านหนังสือชุด Otherworld ก็คงจะคุ้น ๆ ว่าชาร์ลนี่มันดูคุ้น ๆ นะ ดูเหมือนใครบางคนที่ไม่ได้มีแต่แม็กซ์ที่กรี๊ดสลบ

แต่ก็ไม่ได้บอกว่าชาร์ลเหมือนเคลย์ เดนเวอร์มากขนาดไม่มีความเป็นตัวเองหรอกนะคะ ชาร์ลและเคลย์ต่างกันมาก และเหมือนกันในส่วนที่สำคัญ ชาร์ลเป็นปีศาจที่มาร์ล็อคใช้ควบคุมหมาป่า เป็นคนที่ไว้วางใจได้ว่า เมื่อถึงคราวที่ต้องทำ ชาร์ลจะทำ ไม่ว่ามันจะยากหรือเจ็บปวดเพียงใด แต่ชาร์ลก็มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมากพอจะไม่ก้าวข้ามเส้น

ส่วนแอนนา แม็กซ์ถือว่าเธอเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชาร์ล เธอมีชีวิตที่เลวร้าย แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอล้มลงกองกับพื้นแล้วสะอื้นร้องไห้ เธอเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้มันจะทำให้ชีวิตเธออาจจะแย่ลง

เธอเหมาะสมกับชาร์ลอย่างที่สุด

เรื่องสั้นเรื่องนี้หนาแค่ 72 หน้า แต่เต็มอิ่ม และยิ่งกว่าทำให้เชื่อว่า เหตุใดแอนนาที่เพิ่งเจอชาร์ลได้ไม่กี่วัน ถึงยอมเดินทางตามเขากลับไปยังบ้านเกิดของเขาที่มอนตาน่า ซึ่งนำเรื่องราวไปสู่หนังสือเล่มยาวเล่มแรกของชุดเล่มนี้

Cry Wolf ของแพทริเซีย บริกส์

แม็กซ์ไม่แนะนำให้คนที่ยังไม่ได้อ่าน Alpha and Omega เริ่มต้นอ่านที่เล่มนี้เลยนะคะ เพราะขอบอกว่าคุณจะงงชีวิตอย่างรุนแรง

เรื่องราวต่อเนื่องหลังจากที่แอนนาและชาร์ลแก้ปัญหาในเผ่าของเธอได้ สำเร็จ (ซึ่งก็เป็นตอนจบของเรื่องสั้น) ชาร์ล และ เบรน (มาร์ล็อค) ชักชวนแอนนาให้ย้ายไปมอนตาน่า ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกของหมาป่าเป็นครั้งแรก เผ่าของเธอไม่เคยสอนแอนนาถึงความซับซ้อนในโลกที่เธออยู่เลย แอนนาจึงเปรียบเสมือนนักเรียน และผู้เล่าเรื่องให้คนอ่านซึ่งไม่รู้เรื่องเช่นกัน

แม็กซ์ชอบโลกที่แพทริเซียสร้าง โลกของหมาป่าที่ยังคงเต็มไปด้วยความรุนแรง ในขณะเดียวกันก็น่าสนใจอย่างยิ่ง

มีหมาป่านอกรีตออกอาลวาดทำร้ายมนุษย์ และเบรนตัดสินใจส่งชาร์ลไปจัดการ ทั้งที่แผลของเขายังไม่หายดี รวมทั้งยังสั่งให้แอนนาตามไป แม้ชาร์ลจะแสดงความไม่เห็นด้วย ปัญหาก็คือ สิ่งมีชีวิตที่ออกทำร้ายมนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต และไม่ใช่หมาป่าธรรมดา มันรุนแรง และร้ายแรงกว่านั้นมาก

แม็กซ์ชอบเล่มยาวน้อยกว่าเรื่องสั้นค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเวลามากกว่าครึ่งเล่มใช้ในการอธิบายโลกของหมาป่าให้คนอ่าน เห็น หลายส่วนในเรื่องดูจะไม่เกี่ยวข้องกับพล็อตโผล่เข้ามา ซึ่งแม็กซ์เข้าใจว่า คงจะใช้เป็นรากฐานในการเขียนเล่มต่อไปในชุด แต่นั่นก็ทำให้เรื่องดูเยิ่นเย้อไม่น่าสนใจหลายส่วน

นอกจากนี้เหตุการณ์ตอนท้ายเรื่อง (สปอยล์) ที่ เบรนถูกตัวร้ายควบคุมอย่างง่ายดาย ทั้งที่เรื่องเปิดว่าเบรนเป็นหมาป่าที่ทั้งทรงพลัง และเก่งกาจมาก ๆ ทำให้ดูไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างชาร์ล และแอนนาก็ยังน่าสนใจเช่นเดิม อย่างที่เล่าไปแล้ว พี่หมาในร่างชาร์ลเลือกแอนนาก่อนที่ชาร์ลจะตัดสินใจ แต่เขาก็ตัดสินใจแล้ว และพบว่าตัวเองก็ต้องการแอนนาเช่นกัน แต่บาดแผลในอดีตของแอนนาไม่ใช่เรื่องง่ายที่ลูกผู้หญิงจะเอาชนะ แม็กซ์ชอบที่แอนนาไม่ได้สลัดอดีตทิ้งแล้วก้าวสู่ความสัมพันธ์ใหม่เสมือนไม่ มีอะไรเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันการที่แอนนาเกิดอาการไม่มั่นใจตัวเอง หรือประหม่าในบางสถานการณ์ก็ดูเข้ากับบุคลิคของเธอดี

สำหรับตัวร้าย (สปอยล์) ไม่รู้ระยะนี้แม็กซ์เป็นอะไรนะ อ่าน แต่ตัวร้ายที่ชั่วตั้งแต่กำเนิดอยู่เรื่อย การอบรมเลี้ยงดูไม่ทำให้พวกนี้มีพัฒนาการขึ้นมาได้เลย เล่มนี้ก้อเหมือนกัน เพราะตัวร้ายก็เลวมาแต่เกิด ทั้งที่ถูกเลี้ยงด้วยความรัก แต่ก็ยังไม่วายเลวอีก

ขอแนะนำเรื่องนี้สำหรับคนที่อยากอ่านอะไรที่ไม่ใช่โรแมนซ์ แต่ก็ยังมีโรแมนซ์มากพอจะทำให้เรื่องน่าสนใจ

คะแนนที่ 77

Storm Born // Richelle Mead

เราได้ยินชื่อเสียงของริเซล มีดมาตั้งแต่ได้อ่านรีวิวหนังสือของเธอในเว็บของมิสซิสกิ๊กเกิ้ล (ลิงค์อยู่ในแถบด้านข้าง) ซึ่งสำหรับคนที่ติดตามอ่านรีวิวของมิสซิสกิ๊กเกิ้ลก็จะรู้ว่า มาตรฐานของเธอโหดขนาดไหน และปากร้ายขนาดไหน ถ้าพวกคุณคิดว่าแม็กซ์ร้ายแล้ว นั่นแสดงว่าคุณยังไม่เคยอ่านรีวิวของมิสซิสกิ๊กเกิ้ล เธอเป็น "นางมารร้าย" ที่นักเขียนกลัวทั่วเมือง แต่ถ้าใครที่ได้คะแนนจากการรีวิวของเธอสูง ก็จะเปรียบเสมือนเกียรติประวัติเอาไปติดฝาบ้านโชว์ลูกหลานได้เลย

หนังสือเล่มแรกของริเซลเรื่อง Succubus Blues ได้คะแนนจากมิสซิสกิ๊กเกิ้ลเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้แม็กซ์หวั่นไหวขนาดตัดสินใจควักเงินซื้อหนังสือฉบับเทรด เล่มนี้ได้หรอกนะคะ (เพราะถึงแม็กซ์จะชอบอ่านรีวิวของมิสซิสกิ๊กเกิ้ล แต่ก็คิดว่ารสนิยมของเราสองคนไม่ได้เหมือนกันมากนัก) แต่เราก็ตั้งใจว่าจะรอ ร้อ แล้วก็รอจนกว่าเล่มนั้นจะออกขายเป็นปกอ่อนแล้วก็จะซื้อมาครอบครองให้ได้

หลายปีผ่านไป สนพ.ก็ยังดื้อแพ่งไม่ยอมออกเล่มนี้มาเป็นปกอ่อน จนหนังสือในชุดนี้ออกขายไปแล้วตั้งสามเล่ม ปกอ่อนก็ยังไม่ออกสักเล่ม แม็กซ์ก็ยังตั้งมั่นในปณิธานที่ยังไงก็จะรอปกอ่อน

อาจจะต้องรอกันต่อไปอีกหลายปีค่ะ เพราะยังไม่มีวี่แวว

และแล้วก็มีคิวของเล่มนี้ออกขาย เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน Storm Born ไม่ใช่ส่วนหนึ่งในชุดที่แม็กซ์เพิ่งพูดถึงไป เล่มนี้เป็นการเริ่มต้นของชุดใหม่ และข่าวดีก็คือ มันออกขายเป็นปกอ่อน

Storm Born ของริเซล มีด

ริเซลเป็นนักเขียนสาว อายุไม่น่าจะถึงสามสิบปี สวยมาก ๆ (บอกตามตรงว่าเวลาอ่านนางเอกในเล่มนี้ เรานึกถึงหน้าของริเซลตลอดเวลาเลย) และเนื้อเรื่องในเล่มนี้ก็สะท้อนตัวตนของเธอออกมาสมควร

ก่อนอื่นคงต้องบอกว่าเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ แม้จะมีเรื่องรัก เซ็กส์ และชายหนุ่มอยู่ในเล่มบ้าง แต่มันไม่ใช่สาระใหญ่ คนที่เคยอ่านงานแนวแฟนตาซี หรือ Urban Fantasy มาแล้วก็คงพอจะเดาเนื้อเรื่อง และวิธีการดำเนินเรื่องออกนะคะ เล่มนี้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของนางเอกเพียงคนเดียว

ยูจิเนีย มาร์คแฮมเป็นชาร์แมน (หรือผู้ติดต่อกับวิญญาณ) เธอขับไล่ปีศาจออกจากโลกมนุษย์ ให้กลับไปสู่โลกของพวกเขาใน Otherworld หรือฆ่าแล้วส่งวิญญาณพวกนั้นไปยังนรก หรือที่เรียกกันว่า Underworld สำหรับเธอแล้วทุกอย่างกระจ่างชัดเจน ปีศาจ ภูติแฟรี่ หรือที่เรียกกันว่า เจนทรี้ มีที่อยู่ของพวกมัน ซึ่งไม่ใช่ในโลกมนุษย์ ดังนั้นเมื่อลูกค้าคนนึงจ้างเธอให้ออกติดตามหาน้องสาวของเขาซึ่งถูกลักพาตัว ไปโดยเจนทรี้ เธอจึงยอมเสี่ยงตายเดินทางเข้าไปใน Otherworld เพื่อตามหาเด็กสาวคนนั้น แม้มันจะเสี่ยงอันตรายอย่างมากก็ตาม

ด้วยความที่เล่มนี้เป็นเล่มแรกในชุด เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการฝึกวิทยายุทธ์ของยูจิเนีย เหตุการณ์แอ็คชั่นต่อสู้มักเป็นพื้นหลัง และถูกกล่าวอย่างผ่าน ๆ บอกตามตรงว่านี่ไม่ใช่หนังสือที่น่าตื่นเต้นในการอ่านนักหรอกค่ะ

สิ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบชุดนี้คงเป็นที่ตัวยูจิเนียเอง แม็กซ์คิดว่าเธอแตกต่างจากนางเอกแนว UF คนอื่นตรงที่เธอดูไม่แข็งกร้าวเกินไป ไม่ได้อ่อนแอนะคะ แต่เธอมีความพอดี และนั่นทำให้แม็กซ์รู้สึก "เข้าถึง" เธอมากขึ้น อันที่จริงเธอดูคล้ายอนิต้า เบลคในยุคก่อนที่เธอจะต่อมเซ็กส์แตก (แ้ล้วอาลวาดเคลมผู้ชายไปทั้งชุด) คนที่อ่าน Guilty Pleasures (เล่มแรกในชุดอนิต้า) น่าจะพอนึกออกมาว่าตอนนั้นอนิต้าเป็นยังไงบ้าง เวลาอ่่านแม็กซ์อ่านยูจิเนียในเล่มนี้ก็ให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกันค่ะ

ไม่ได้กำลังจะบอกว่าเล่มนี้คล้ายกับชุดอนิต้านะคะ เพียงแต่ความรู้สึกในส่วนของตัวละครเหมือนกัน ถ้าเป็นแนวเรื่องเ่ล่มนี้ดูคล้ายกับชุดเมอรี่ เจนทรี้มาก ยูจิเนียมีชาติกำเนิดที่ยิ่งใหญ่ มีคำทำนายที่ยิ่งใหญ่กว่ารอเธออยู่ ในฐานะของลูกสาวของเจ้าแห่งพายุ (Storm Lord) ลูกชายคนแรกของเธอจะเป็นผู้นำเหล่าเจนทรี้กลับมายึดครองโลกมนุษย์อีกครั้ง และนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอต้องการ หนังสือเล่มนี้เหมือนชุดเมอรี่ตรงที่ยูจิเีนียต้องเรียนรู้การเมือง และการรักษาชีวิต ในโลกแห่งการแย่งชิงและต่อสู้ของเหล่าเจนทรี้

อีกจุดที่แม็กซ์ชอบก็คือ การไม่ชัดเจนของเหล่าคนที่ปองร้ายนางเอก ยูจิเนียแม้จะเป็นลูกครึ่งมนุษย์และเจนทรี้ แต่ความเป็นมนุษย์คือด้านที่ชัดเจน เธอไม่ต้องการในเจนทรี้กลับมาที่โลกของเราอีกต่อไป ดังนั้นเธอจึงทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงคำทำนาย แต่ในฐานะหญิงสาวตามคำทำนาย เธอตกเป็นเป้าหมายของหลายคนที่ต้องการขึ้นสู่อำนาจผ่านการเป็นพ่อของลูกเธอ เธอต้องผจญกับผู้ชายที่ต้องการทำให้เธอท้อง คนเหล่านั้นคือศัตรู

ในขณะที่คนที่เธอคิดว่าเป็นมิตรก็คือ กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับเธอในเรื่องการห้ามไม่ให้เจนทรี้บุกโลกมนุษย์

สิ่งที่เธอไม่ได้คิดก็คือ คนที่ไม่ต้องการให้เจนทรี้บุกโลกมนุษย์ คนที่เธอคิดว่าเป็นมิตร กลับเป็นกลุ่มคนที่มีเหตุผลที่จะต้องการให้เธอตายมากที่สุด นั่นเพราะถ้ายูจิเนียตายโดยไร้ทายาท ก็จะไม่มีเด็กชายตามตำนานอีกต่อไป ลูกของเธอจะไม่ได้เกิด และเจนทรี้ก็จะไม่อาจบุกโลกมนุษย์ได้อีก คนที่เธอคิดว่าเป็นมิตร อาจจะเป็นศัตรูที่ต้องการให้เธอตายมากที่สุด (ในขณะคนที่เธอคิดว่าเป็นศัตรู กลับเป็นคนที่ต้องการให้เธอมีชีวิต เพื่อที่อย่างน้อยจะได้ตั้งท้องเด็กชายตามตำนานคนนั้น)

และเราจะพูดเรื่องแนว UF โดยไม่กล่าวถึงผู้ชายในชีวิตของยูจิเนียได้อย่างไร และก็ตามสูตรค่ะ นางเอกของเราต้องมีผู้ชายมาให้เลือกหลายคน ที่เห็นชัดตอนนี้ก็คงเป็นคิโยะ หรือคิทสึเนะ (Kitsune เทพเจ้าจิ้งจอกในตำนานของญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการบุกโลกมนุษย์ของเจนทรี้ เขาปลอมตัวมาตีสนิท และเ้ข้าถึงหัวใจของยูจิเนียได้ก่อน แต่เขาก็เก็บงำความลับที่ทำให้เธอผลักไสเขาไปจากชีวิต (แต่ในท้ายที่สุดก็รับเขากลับเข้ามา) ซึ่งผ่านไปได้หนึ่งเล่มเขาก็มาแรงที่สุดในหัวใจของนางเอกอยู่

แต่แม็กซ์ไม่ชอบเขา เราเป็นอย่างนี้เสมอแหละ เพราะคิโยะดูดี ดูเพอร์เฟ็คไปเสียหมด เรามันเอนเอียงไปหาตัวละครที่ดูร้ายหน่อย ๆ และในเรื่องนี้ก็คือดอเรี่ยน กษัตริย์แห่งเจนทรี้ (ในโลกเจนทรี้ จะถูกแบ่งเป็นอาณาจักรต่าง ๆ และมีกษัตริย์หรือราชินีปกครอง ดินแดนของดอเรี่ยนเรียกว่า โอ๊คแลนด์ -- ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลนายเหลี่ยมนะคะ เพียงแต่มีสัญลักษณ์เป็นต้นโอ๊ค) เขาเข้ามาในชีวิตของยูจิเนียโดยไม่ปิดบังว่าเขาเองก็ต้องการจะเป็นคนที่นำ ทัพเจนทรี้บุกโลก เขาต้องการเป็นพ่อของลูกที่ยังไม่เกิดของเธอ และเขาพร้อมจะเจรจาต่อรอง

เพื่อแลกกับการที่เขาสอนให้เธอรู้จักวิธีการควบคุมพลังที่มาจากสายเลือดเจน ทรี้ (ทางพ่อของเธอ) ยูจิเนียจะเล่นละครเป็นผู้หญิงของเขา และเมื่อคิโยะโกหกเธอ ดอเรี่ยนจึงเริ่มเข้ามาในชีวิตของเธอมากขึ้น

รักหลายเส้าครั้งนี้ไม่มีบทสรุปในเล่มนี้นะคะ เพราะเ็ป็นแค่เล่มแรกในชุดเท่านั้นเอง คงต้องติดตามกันต่อไปในเล่มสองที่จะออกขายปีหน้า สำหรับแม็กซ์ เล่มนี้สอบผ่านในเรื่องความน่าติดตาม อาจจะไม่สนุกสุดใจ แต่ก็น่าสนใจพอจะตามอ่านต่อเล่มสองค่ะ

อย่างน้อยก็ถือว่าเอามาอ่านฆ่าเวลารอคอย Swollowing Darkness แก้ขัดไปก่อนก็ดีค่ะ

คะแนนที่ 57 (ในมาตรฐานโรแมนซ์) และ 60 สำหรับแนว UF

Wednesday, January 21, 2009

Touch the Dark & Claimed by Shadow // Karen Chance

อยากจะตั้งชื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สัปดาห์แห่งการอ่านหนังสือค้าง เพราะแต่ละเล่มที่หยิบมาอ่านนั้นก็ล้วนเป็นหนังสือเก่าที่เริ่มต้นอ่านไป เมื่อนานแล้ว แต่ด้วยเหตุบางอย่างก็ทิ้งค้างเอาไว้ไม่ได้อ่านต่อ

เล่มนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่แม็กซ์จำสาเหตุที่อ่านค้างไว้ได้นะคะ แม็กซ์ตั้งใจสะสมต้นฉบับในเรื่องชุดนี้ให้ได้จำนวนนึงเสียก่อนที่จะเริ่ม อ่าน เพราะเป็นแนว Urban Fantasy ซึ่งแต่ละเล่มไม่ได้จบในตอนเท่าไหรนัก อย่างเล่มนี้เองก็จบแบบค้างคาโคตร ๆ

และหลังจากเก็บต้นฉบับได้ครบสามเล่มก็ถึงอ่านหนังสือชุดนี้เสียที แต่การอ่านก็ถูกขัดจังหวะด้วยทริปการไปอเมริกาของแม็กซ์เมื่อตอนต้นปี จากที่อ่านไว้ราวร้อยหน้า ก็เลยค้างอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ

จนกระทั่งสัปดาห์แห่งการเก็บกวาดเกิดขึ้น และแม็กซ์หยิบเล่มนี้มาอ่านอีกรอบ

Touch the Dark ของคาเรน แชนน์

ตามสไตล์หนังสือแนว Urban Fantasy เรื่องนี้โฟกัสที่ตัวคาสซานดร้า พาลเมอร์ซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีความสามารถในการเห็นอนาคตได้ เธอกำลังหนีตายจากการตามล่าของโทนี เจ้าพ่อ/แวมไพร์ ซึ่งเป็นคนที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็ก คาสซานดร้าทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้ เธอร่วมมือกับเอฟบีไอหาหลักฐานปรักปรัมโทนี่ในความผิดหลายข้อ และนั่นทำให้ชีวิตของเธอตกอยู่ในอันตราย

แต่ลูกน้องของโทนี่ก็ตามรอยใกล้เข้ามา ทำให้แคสซี่ต้องหนีอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนจะมีมากกว่าแวมไพร์ที่ต้องการตัวเธอ อย่างไม่รู้ตัว แคสซี่เข้าไปพัวพันกับการแย่งอำนาจในสภาแวมไพร์ และสภาของผู้มีเวทมนตร์ก็ต้องการตัวเธออย่างรุนแรง นั่นก็เพราะเธอเป็นทายาทของพลังอันเหลือเชื่อ ผู้หยั่งรู้ดินฟ้า รู้อนาคต และย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้อีกต่างหาก

มิตรคนเดียวที่เธอมีก็คือเมียร์ซี แวมไพร์อายุมากกว่าห้าร้อยปี ซึ่งเป็นเจ้านายของโทนี่ หนึ่งในสมาชิกสภาแวมไพร์ แต่แคสซี่ก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาช่วยเธอเพราะอะไร

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ ขอให้ท่องไว้สามครั้งก่อนเริ่มอ่านนะคะ จะได้ไม่ผิดหวังกัน เพราะมันไม่มีโรแมนซ์ในเรื่อง แทบจะไม่เซ็กส์ให้อ่านกันด้วยซ้ำ อ้อคนที่ชอบนางเอกผุดผ่องก็คงชอบแคสซี่นะคะ

ในฐานะเล่มเปิดชุด แม็กซ์ถือว่าสอบผ่านนะคะ เพราะมันทำให้แม็กซ์หยิบเล่มสองในชุดมาอ่านทันทีที่จบเล่มนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเล่มนี้จะสนุกหรือน่าติดตามมากมายอะไร แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าบุคลิกของตัวละครมีความน่าสนใจเพียงพอ เมียร์ซีดูเป็นพระเอกเกินไป ปกติตัวละครฝ่ายชายในนิยายแนว UF มักจะต้องทำเพื่ออำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว ดูติดออกร้ายมากกว่านี้ แต่เมียร์ซีเป็นพระเอ๊กพระเอก

ในขณะที่แคสซี่ก็ดูไม่น่าสนใจพอ ไม่มีอะไรที่น่าค้นหาเกี่ยวกับเธอมากนัก เธอเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ถูกโทนี่สั่งฆ่า เนื่องจากต้องการความสามารถ (ในการเห็นอนาคต) ของเธอไปครอบครอง

จุดที่น่าสนใจที่สุดก็คงเป็นพลังที่ใช้ในการย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ แต่ก็ยังไม่มีการพูดถึงผลกระทบของการทำตรงนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเราคิดว่าคงจะต้องมีเยอะนะคะ ลองนึกดู หากแคสซี่ต้องการกลับไปแก้ไขอดีตเพื่อไม่ให้พ่อและแม่โดนฆ่าตายล่ะ

ส่วนที่ชอบที่สุดก็คงเป็นภูมิหลังของเหล่าแวมไพร์ทั้งหลาย ที่คาเรนเอาแพะมาจนกับแกะแล้วผูกเรื่องได้แปลกดี มีทั้งคริสโตเฟอร์ มาร์โลว์ (นักเขียนบทละครพระนางอลิซาเบ็ทที่เราชอบมากที่สุด) ซึ่งกลายเป็นคนเดียวไปกับเชคสเปียร์ได้อย่างสนุก แล้วยังเอาตำนานชายในหน้ากากยุคสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่มาเล่นอีก แปลกดีค่ะ เราชอบจุดนี้นะ

คะแนนที่ 60 (มันไม่ใช่โรแมนซ์นะคะ คะแนนก็เลยน้อยไปสักหน่อย)

และอย่างที่บอกค่ะ เล่มนี้น่าสนใจมากพอที่จะทำให้อยากอ่านเล่มสอง ดังนั้นเราจึงหยิบ Claimed by Shadow ซึ่งเป็นเล่มที่สองในชุดมาอ่านทันที่ที่จบเล่มนี้ลง

Claimed by Shadow ของคาเรน แชนน์

เล่มนี้เปิดเรื่องต่อเนื่องจากตอนจบของเล่มแรกค่ะ หลังจากที่แคสซี่ช่วยสภาแวมไพร์เคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการย้อนไปในอดีต เธอก็ตัดสินใจที่จะหนี และไม่ยอมรับการคุ้มครองที่เสนอโดยสภาแวมไพร์ ทั้งนี้เพราะว่าเธอรู้ดีว่า การคุ้มครองนั้นจะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน และเธอไม่แน่ใจว่าตัวเองพร้อมที่จะจ่ายราคานั้นไหม

ในขณะเดียวกันเธอก็ยังมีภารกิจที่ต้องตามหาโทนี่ แวมไพร์นอกรีตที่ฆ่าครอบครัวของเธอ แคสซี่รู้มาว่าโทนี่แอบไปหลบอยู่ในอาณาจักรแห่งภูติแฟรี่ และแม้จะเป็นอันตรายใหญ่หลวง เธอก็ต้องบุกเข้าไป

ถ้าจะว่าไป เล่มนี้ไม่ค่อยมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นมานักหรอกนะคะ เพราะเวลาส่วนใหญ่ในเรื่องหมดไปกับการหนีของแคสซี่ต่อการตามล่าของสภา เวทมนตร์ที่ไม่ต้องการให้เธอเป็นทายาทของพลังอันยิ่งใหญ่ เพราะในฐานะของไพเชีย เธอคือผู้รู้เห็นอนาคต และสามารถเปลี่ยนอดีตได้ สภาพเวทมนตร์ต้องการให้อำนาจนั้นอยู่ในมือของแม่มดที่ควบคุมง่ายสักหน่อย แต่วิธีการเดียวที่จะส่งมอบอำนาจจากไพเชียมาสู่ทายาทได้ก็คือความตายของไพ เชีย ดังนั้นแคสซี่จึงกลายเป็นเป้าหมายใหญ่

แล้วเรื่องมันก็ยุ่งเข้าไปอีกเมื่อแคสซี่ค้นพบว่า เธอและแวมไพร์หนุ่ม (แต่หน้า อายุกว่าสี่ร้อยปีแล้ว) ถูกผูกพันไว้ด้วยกันด้วยมนตร์สะกด ทำให้เธอถวิลหาและคิดถึงเขายิ่งนัก แต่ที่ทำให้เรื่องแย่ที่สุดก็คงเป็นการย้อนเวลากลับไปในอดีตของแคสซี่ ที่พัวพันกับชีวิตของเมอร์ซี และนั่นทำให้แวมไพร์ที่ร้ายที่สุดในโลกอย่างแด็กคูล่าหลุดออกมาเป็นอิสระ (คิดว่าน่าจะเป็นพล็อตเล่นต่อในเล่มสามนะคะ)

ขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องชุดนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ เพราะถ้าอ่านอย่างโรแมนซ์จะต้องมีอาการเขวี้ยงทิ้งกันแน่ ก็แหมนางเอกอุตส่าห์รักษาเนื้อรักษาตัวเป็นสาวจิ้น แทนที่จะเสียให้พระเอก กลับกลายเป็นคนอื่นไปได้ แต่ประเด็นนี้มีที่มา และคำอธิบายที่แม็กซ์ยอมรับได้นะคะ เพราะย้ำอีกที มันไม่ใช่โรแมนซ์

แม็กซ์ไม่ค่อยชอบตอนจบค่ะ (สปอยล์) เราอยากให้แคสซี่เป็นคนลงมือฆ่าแอคเนส (ซึ่งเป็นไพเชียคนก่อน) เอง ไม่ใช่ให้แอคเนสฆ่าตัวตาย เพราะมันจะเป็นการบ่งบอกถึงการขึ้นสู่อำนาจของแคสซี่ เธอยังดูไร้เดียงสาเกินไปกับการกุมอำนาจของไพเชีย

คะแนนที่่ 63

ตอนแรกตั้งใจจะอ่านสามเล่มติดกันเลยนะคะ แต่คิดดูแล้ว กว่าเล่มสี่จะออกก็ตั้งปีหน้าโน่นแน่ะ ยังไงเก็บเล่มสามไว้ก่อนดีกว่าค่ะ

Personal Demon // Kelley Armstrong

แม็กซ์รู้จักเคลลีย์ อาร์มสตรองคนแต่งหนังสือเล่มนี้เพื่อนคนนึงของเราค่ะ เพราะแม้เราจะพูดเสมอว่า เราเป็นคนที่เปิดโอกาสให้กับหนังสือเกือบทุกแนว แต่ครั้งแรกก็ย่อมต้องยากเสมอ แม็กซ์ไม่เคยอ่านหนังสือแนว Urban Fantasy มาก่อนในชีวิต ตอนที่อ่านคำวิจารณ์ของชาวบ้านว่าหนังสือเรื่อง Bitten ของเธอดีนักดีหนาก็ไม่ได้เกิดความรู้อยากออกไปซื้อมาอ่านแต่อย่างใดหรอกค่ะ เพราะรู้สึกว่าพล็อตน่ะมันไม่ใช่เราเอาเลย

จนกระทั่งเพื่อนคนนี้พูดจนเราเกิดอาการฮึด ไปสั่งซื้อมาจนได้

เกือบสิบปีต่อมา เราก็ยังคงรักเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์เหมือนอย่างตอนที่ได้อ่านงานของเธอเป็นครั้งแรก

แต่ถึงเราจะรักงานเขียนของเคลลี่ย์ยังไงนะคะ เราก็ไม่สามารถที่จะรักตัวละครของเธอทุกตัวได้เท่าเทียมกัน หนังสือชุด Otherworld ของเธอถูกเขียนผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัว ดังนั้นบางครั้งถ้าคนที่เล่าเรื่องไม่ใช่ตัวละครที่แม็กซ์ชอบมาก เราก็ไม่ถึงกับเกิดอาการกรี๊ดสลบ (แค่กรี๊ดเล็ก ๆ ค่ะ) ดังนั้นนี่จึงเป็นคำอธิบายเดียวที่ว่า ทำไมเราจึงไม่อ่านอ่านเล่มนี้ทันทีที่ออกขายเป็นปกแข็ง แต่กลับรอต้นฉบับปกอ่อนก่อนจึงเริ่มอ่าน

Personal Demon ของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

คนเล่าเรื่องหลักในเล่มนี้คือโฮป อดัมส์ ลูกครึ่งปีศาจคนที่พ่อของเธอคือลูซิเฟอร์ และนั่นทำให้ความสามารถพิเศษที่ได้รับถ่ายทอดจากบิดาก็คือความถวิลหาความ วุ่นวาย โฮปเป็นปีศาจที่ต้องการดื่มกินความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเกิดจากความตาย ความเจ็บปวด ดังนั้นอาชีพนักข่าวหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับโฮปมาก จนกระทั่งเธอได้รับคำเชิญที่ไม่อาจปฏิเสธได้ให้ไปทำงานพิเศษให้กับเจ้าพ่อคา บาลอย่างเบนิซิโอ คอร์เตซ

โฮปเป็นตัวละครที่ปรากฎตัวครั้งแรกในชุดนี้จากเรื่องสั้นในหนังสือรวม เรื่องสั้นเรื่อง Date from hell ซึ่งในเล่มนั้นเธอได้ค้นพบความจริงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอโดนหลอกให้ทำงานให้กับคอร์เตซ คาบาล (ซึ่งเปรียบเสมือนแก็งค์มาเฟียในโลกเหนือธรรมชาติแห่งนี้ เป็นฐานกำลังสูงสุดของเหล่าพ่อมดที่สร้างคาบาลขึ้นมาในรูปของบริษัท โดยมีเหล่าคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติมาทำงานให้) และในเล่มนั้นเธอได้พบกับคาร์ล หมาป่าหนุ่มใหญ่ที่ช่วยเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมือของเหล่าร้าย

แต่ผลของการเอาชนะผู้ร้ายในเล่มนั้น ทำให้โฮปกลายเป็นหนี้บุญคุณแก่เบนิซิโอ คอร์เตซ หัวหน้าใหญ่แห่งคอร์เตซ คาบาล และในเล่มนี้ เบนิซิโอต้องการทวงหนี้บุญคุณนั้น

โฮปได้รับคำสั่งในเดินทางไปไมอามี่ อันเป็นหัวใจหลักของเขตการปกครองของคอร์เตซ คาบาล เพื่อแทรกซึมเข้าไปในแก๊งค์ของพวกเหนือธรรมชาตินอกรีตที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้ สังกัดของคาบาล แต่ออกหากินด้วยตัวเอง เพียงไม่นานเธอก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในแก๊งค์

บอกตามตรงนะคะว่าครึ่งเล่มแรกไม่ค่อยถูกใจแม็กซ์นัก เพราะเราไม่ได้ชอบโฮป ไม่อยากรู้เรื่องราวของเธอนัก อีกอย่างพล็อตเรื่องยังไม่มีความชัดเจนเลย เราไม่เห็นประเด็นที่โฮปต้องแทรกซึมเข้าไปในแก๊งค์ ไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการดำเนินเรื่อง

แต่ครึ่งหลังของเรื่องคือคนละเรื่องกันเลย นั่นก็เพราะการปรากฎตัวของลูคัส คอร์เตซ

นี่เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ผู้ชายได้เป็นฝ่ายเล่าเรื่องในหนังสือ ชุดนี้ และแม็กซ์ขอบอกว่า แม็กซ์ชอบการได้เข้าไปถึงความคิดของลูคัสอย่างมาก เขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขาไม่ใช่คนเล่าเรื่อง เขาเป็นพระเอกในเรื่อง Dime Store Magic และ Industrial Magic ในเล่มนี้เราได้เห็นการเติบโตของเขาอย่างมาก

ในฐานะลูกชายคนเล็ก และลูกนอกสมรสของเบนิซิโอ คอร์เตซ ลูคัสปฏิเสธทุกอย่างที่เป็นเชื้อสายของเขา ลูคัสอาจจะเป็นพ่อมดโดยสายเลือด แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเห็นชอบกับการกระทำของคาบาล ทัศนคตินี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้เบนิซิโอจะเลือกเขาเป็นทายาทแห่งคาบาล อันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ลูคัสเ็ป็นทนายความที่ใช้ความสามารถของตัวเองในการช่วยเหลือเพื่อนพ้องชาว เหนือมนุษย์ในการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม ซึ่งจำนวนมากเกิดจากการกระทำของคาบาล ดังนั้นหากจะบอกว่าเขาเป็นศัตรูกับบิดาก็คงพูดได้ เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างลูัคัสและเบนิซิโอไม่ได้เข้าใจง่ายเช่นนั้น

ลูคัสยังคงเป็นลูกชายที่รักพ่อ ในขณะเดียวกันก็เข้าใจความจำเป็นของคาบาลในสังคมสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ แม้จะไม่เห็นด้วย แต่คาบาลก็เป็นองค์ประกอบที่ยังต้องมี ดังนั้นเมื่อเขาเดินทางมาไมอามี่เพื่อดูแลการที่เบนิซิโอจัดการให้โฮปปลอม ตัวเข้าไปในแก๊งค์เพื่อสืบความลับ และลูคัสได้เจอปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะเบนิซิโอและพี่ชายสองในสามคนของเขาถูกลอบทำร้าย ส่วนพี่ชายอีกคนกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ลูคัสผู้ซึ่งเป็นคนนอกคาบาลมาตลอดก็ได้เวลาที่จะขึ้นสู่อำนาจ

เราพูดมาหลายรอบแล้วค่ะว่าหนังสือของเคลลี่ย์ไม่ใช่โรแมนซ์ แต่เป็นพล็อตโรแมนซ์ที่ทำให้เราลงเสน่ห์อ่านชุดนี้ แต่ในเล่มนี้ความโรแมนซ์ไม่เยอะนักหรอกค่ะ เพราะทั้งโฮปและลูคัสซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง ก็ล้วนแต่มีคู่เป็นของตัวเองแล้ว เรื่องความรักของลูคัสและเพจ ภรรยาของเขาถูกเล่าใน Dime store magic และ Industrial Magic ส่วนเรื่องของโฮป และคาร์ล เริ่มต้นในเรื่องสั้น ก่อนจะลงเอยในเล่มนี้

สำหรับแม็กซ์แล้ว เล่มนี้คือทางแยกในชีวิตของลูคัส ที่เขาต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์ที่ตัวเองต่อสู้มาตลอดชีวิต กับความจำเป็น เขาไม่ชอบวิธีการของคาบาล แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยคอร์เตซคาบาลซึ่งเป็นคาบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลกล้มลงโดย ไม่ดูแลได้ เพราะนั่นหมายถึงการล้มของสถาบันนึงในโลกที่เขาอาศัยอยู่ คาบาลอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็จำเป็นต้องมี เพราะแม้แต่ผู้มีพลังพิเศษ พวกเขาก็เหมือนมนุษย์ ตรงที่ ไม่ใช่ทุกคนถูกสร้างมาให้เกิดมามีอิสระ หลายคนต้องการหลักพึ่งพิง แม้จะสูญเสียสิทธิบางอย่างไปบ้าง พวกนั้นก็พอใจ เพราะไม่ต้องการต่อสู้ในโลกอันโหดร้ายนี้ตามลำพัง คาบาลเป็นทางออกให้พวกเขา

อ่านไปก็คงสังเกตนะคะว่า แม็กซ์ไม่ค่อยได้พูดถึงโฮป นั่นก็เพราะแม้เธอจะเป็นคนเล่าเรื่องหลัก ประเด็นในเล่มนี้ก็คือลูคัส โฮปเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้นเอง

และบอกตามตรงค่ะ สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องชุดนี้มาตั้งแต่ต้น การเริ่มต้นอ่านที่เล่มนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีนักหรอก เพราะคุณจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างลูคัสและเบนิซิโอ หรือกระทั่งเรื่องราวระหว่างลูคัส และเพจ

สำหรับคนที่สนใจ และไม่กลัวสปอยล์ แม็กซ์เขียนบลอกเกี่ยวกับเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์และหนังสือชุดนี้ของเธอไว้เยอะมาก

คะแนนเล่มนี้ให้ยากเหมือนกันนะคะ เพราะแม็กซ์ไม่ชอบอ่านเรื่องตอนที่โฮปเป็นคนเล่าเลย แต่จะแทบกรี๊ดสลบตอนที่ลูคัสเล่า ก้อเลยอยู่ที่ 77 สำหรับทั้งเรื่อง และ 85 ถ้าเอาเฉพาะตอนที่ลูคัสเล่าเรื่องอย่างเดียว