Showing posts with label 2007. Show all posts
Showing posts with label 2007. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

Exit Strategy // Kelley Armstrong

วันนี้เป็นอีกวันนึงค่ะที่เราเขียนบลอกช้ากว่าปกติสักหน่อย งานก็ยุ่งนะคะ แต่มันไม่ใช่เหตุผลหลักหรอกค่ะ แม็กซ์กำลังทำโปรเจ็กค์บางอย่างอยู่ และอีกไม่กี่วันก็น่าจะเอามาเล่าให้ฟังกันได้ ว่าเราไปซุ่มทำอะไรอยู่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรอกนะคะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น มันเป็นเพียงสิ่งที่แม็กซ์คิดว่า ตัวเองควรจะทำตั้งนานแล้ว

คิดอยู่นาน และในที่สุดเราก็ตัดสินใจตกเสียที ยังไงรอให้พร้อมกว่านี้ แล้วจะมาเปิดตัวให้อ่านกันค่ะ

กลับมาที่รีวิวประจำวัน วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศหวาน ๆ ในเรื่องโรแมนซ์ มารีวิวหนังสือที่ไม่ใช่โรแมนซ์กันสักเล่มแล้วกัน

Exit Strategy ของแคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

นอกจากหนังสือเรื่องนี้จะไม่ใช่โรแมนซ์แล้ว แม็กซ์ก็ขอเตือนพลพรรคโรแมนซ์แต่ต้นเลยแล้วกันว่าไม่มีอะไรให้รู้สึกหวานได้ เลยในเรื่อง มันเป็นหนังสือที่ีไม่มีพระเอกคู่กับนางเอกนะคะ มีตัวละครอยู่สองตัวที่ดูมีความหวังเป็นพระเอก แต่ก็ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าการร่วมงานกันตามธรรมดา

จากภาพภายนอก นาเดีย สแตฟฟอร์ดเป็นอดีตตำรวจที่ผันตัวเองไปเป็นเจ้าของโรงแรมขนาดเล็กในแคนาดา แต่ใครล่ะจะรู้ว่า รายได้เสริมที่นาเดียใช้ในการจุนเจือกิจการโรงแรมที่แทบจะไม่ทำเิงินของเธอ มาจากแก๊งค์มาเฟีย นาเดียมีอาชีพเสริมเป็นนักฆ่าให้กับตระกูลโทแมสินิสซึ่งเป็นตระกูลมาเฟียใน นิวยอร์ค

นาเดียดูเหมือนจะพอใจกับชีวิตที่เป็น ปีนึงเธอเดินทางออกจากแคนาดาเพื่อทำงานไม่กี่ครั้ง เพื่อแลกกับค่าตอบแทน และตอบสนองแรงกระตุ้นด้านมืดของตัวเอง แต่แล้วในวงการนักฆ่ามืออาชีพก็เริ่มเกิดเรื่องขึ้น เมื่อฆาตกรต่อเนื่องออกล่าเหยื่อและฆ่าอย่างไม่เลือก ปัญหาก็คือ ฆาตกรคนนั้นอาจจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทำอาชีพนักฆ่ามืออาชีพ

ซึ่งนั่นไม่ดีต่อธุรกิจนักฆ่าเลย

แจ๊คซึ่งเป็นนักฆ่าเพียงคนเดียวที่รู้จักกับนาเดีย เดินทางไปชักชวนเธอถึงแคนาดา เพื่อให้เธอร่วมงานกับกลุ่มนักฆ่าอีกหลายคนในการออกตามล่าตัวฆาตกรต่อเนื่อง คนนั้น เพราะมันไม่ดีต่อธุรกิจ ตำรวจไล่จับนักฆ่าหลายต่อหลายคน และมันทำให้อาชีพของพวกเขาดูจะไม่มั่นคงอีกต่อไป

การไล่ล่าของนักฆ่า และนักฆ่าจึงเกิดขึ้น

โดยปกติแม็กซ์ไม่ค่อยอ่านหนังสือพล็อตแนวนี้หรอกนะคะ เราซื้อหนังสือเล่มนี้ก็เพราะชื่อของแคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์เพียงคนเดียว เราติดใจ (และคลั่งไคล้) งานแนวพารานอมอลของเธออย่างมาก จะเรียกว่าบ้าก็ไม่ผิดหรอกนะคะ เราชอบวิธีการเล่าเรื่องของเธอ โดยเฉพาะเรื่องราวของแคลลี่ย์มักจะเป็นการเล่าผ่านสรรพนามบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ได้เล่าเรื่องผ่านมุมมองของนาเดีย

แม็กซ์ได้รู้จักตัวละครที่มีความขัดแย้งในตัวเองมากที่สุดคนนึง นาเดียเติบโตมาในครอบครัวของตำรวจ ตัวเธอเองก็เป็นตำรวจ ปัญหาก็คือ เธอมีด้านมืดที่ตัวเองก็ไม่อาจควบคุมได้ เธอได้เห็นคนเลวเดินจากไปโดยที่กฎหมายไม่อาจแตะต้องพวกเขาได้ และเมื่อมันสะสมเข้า นาเดียก็มาถึงจุดแตกหัก และนั่นทำให้เธอสูญเสียอาชีพตำรวจไป การเป็นนักฆ่า (ที่เลือกเหยื่อที่เป็นคนเลว) ดูจะเป็นการตอบสนองความต้องการด้านมืดของเธอได้

ในส่วนของตัวละคร แม็กซ์ค่อนข้างคิดว่ามีความน่าสนใจดี ไม่ว่าจะเป็นนาเดียเอง แจ๊คซึ่งเป็นนักฆ่าวัยกลางคนที่มีอดีตอันลึกลับ หรือกระทั่งควินน์ผู้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่มีอาชีพเสริมเป็นนักฆ่า พวกเขาน่าสนใจในตัวเอง แต่ปัญหาใหญ่ที่เราพบก็คือ เมื่ออยู่รวมกัน แม็กซ์กลับพบว่าตัวละครเหล่านั้นไม่สป๊าร์ค ไม่ใช่แม็กซ์คาดหวังให้มันเป็นโรแมนซ์นะคะ แต่เราต้องการให้ตัวละครมีปฏิสัมพันธ์กัน มีความสอดรับส่งกัน ซึ่งสิ่งนี้ขาดหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่แคลลี่ย์เป็นนักเขียนที่เก่งมากในการรวบรวมตัวละครที่มีความน่าสนใจ มากที่สุด

ส่วนสำคัญที่หายไปจากเรื่องก็คือ ตัวละครฝ่ายชาย แม้ว่าแคลลี่ย์จะเขียนเรื่องที่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเล่าเรื่องผ่านมุมมอง ของตัวละครผู้หญิง แต่ผู้ชายในหนังสือของเธอโดดเด่นเหลือเกิน (ไม่ว่าจะเป็นเคลย์, เจรามี่, หรือกระทั่งลูคัส) แต่ในหนังสือเล่มนี้ ทั้งแจ๊ค ที่ดูจะเป็นตัวเอกที่สุดแล้ว กลับดูไร้ชีวิต ไม่เคยที่จะเปล่าประกายความน่าสนใจให้แม็กซ์รู้สึกว่าเขาน่าสนใจ ทั้งที่ในเรื่องก็บอกใบ้ถึงความหลังอันเป็นความลับของเขามากมาย แต่เชื่อไหมว่า แม็กซ์ไม่สนใจสักนิดเดียว

นั่นคือปัญหาของเรื่อง และมันเป็นปัญหาที่แม็กซ์มองข้ามไม่ได้ค่ะ มันทำลายความสนุกของเรื่องไปเลยแหละ

อีกส่วนหนึ่งที่ยิ่งทำให้หนังสือเรื่องนี้กลายเป็นความผิดหวัง (นอกเหนือจากตัวละครที่ไม่อ่าจดึงความสนใจของเราเอาไว้ได้) ก็คือ พล็อตในส่วนของการสืบสวน และการไล่ล่าที่ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวสืบสวนเข้มข้น ค้นหาว่าใครคือคนร้าย แต่เราคาดหวังอะไรมากกว่าที่มันเป็นมากนัก เราพบว่าคนร้ายไม่มีความน่าสนใจสักนิดเดียว ปริศนาในเรื่องไม่น่าสนใจเพียงพอ และฉากไล่ล่าก็ดูไม่น่าอ่านเอาเสียเลย

ผิดหวังมาก ๆ ค่ะ แต่ข่าวดีที่คนบอกมาก็คือ หนังสือเล่มสองในชุดนี้ สนุกกว่าเล่มนี้ แต่สำหรับตอนนี้แม็กซ์อยากให้แคลลี่ย์ใช้เวลาไปกับการเขียนในชุด Otherworld มากกว่า

คะแนนที่ 37

Desires Never Die // Jenna Petersen

ส่วนใหญ่วันทำงาน แม็กซ์จะไม่ค่อยเอาหนังสือที่ตัวเองคิดว่าสนุกมาอ่านนะคะ เรามักหยิบเอาเล่มที่ไม่ค่อยคาดหวังอะไรมากมาอ่าน และส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังสือที่ดองเปรี้ยวดองเค็มมานานหลายปี และรีวิววันนี้ก็เป็นคิวของหนังสือเก่าเก็บอีกเล่มค่ะ

แต่ก่อนอื่นขอพูดถึงตัวนักเขียนคนนี้ก่อนแล้วกัน เจนน่า ปีเตอร์เซ่นเป็นนักเขียนที่แม็กซ์ยังคงถือว่า "หน้าใหม่" แม้จะมีงานเขียนออกมาเกือบสิบเล่มแล้วก็ตาม (ไม่ว่าจะเป็นในนามปากกานี้ หรือเจส ไมเคิลส์ก็ตาม) ตอนที่เราอ่านงานเล่มแรกของเธอเรื่อง Scandalous ที่แม้จะยังไม่ถือว่าสนุกอะไรมากมาย แต่เราก็คิดว่า เจนน่าเป็นนักเขียนที่มีอนาคต และน่าติดตามซื้อต่อ

เราซื้องานของเธอเรื่อยมา และคิดเสมอว่า "เล่มนี้แหละที่จะเป็นเล่มที่ดีที่สุดของเธอ"

ผลเป็นไงเหรอคะ

เราอ่านงานของเธอในนามปากกาเจนน่า ปีเตอร์สันไปสี่เล่ม (จากทั้งหมดห้าเล่มที่ออกขาย) ไม่มีเรื่องไหนเลยที่เทียบเคียงกับ Scandalous ได้ และดูเหมือนมันจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ

แม็กซ์กำลังคิดหนักค่ะว่า จะเลิกอ่านงานของเธอดีไหม

ว่ากันด้วยรีวิวก่อนแล้วกัน จะได้เข้าใจในสิ่งที่แม็กซ์พูดมากขึ้น

Desire Never Dies ของเจนน่า ปีเตอร์สัน

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่สองในชุด Lady Spies เรื่องราวที่แม็กซ์คิดเอาว่าคงเกิดจากไอเดียของเจมส์ บอนด์ผสมกับนางฟ้าชาร์ลี เรื่องที่เลดี้เอ็ม (เลียนแบบเอ็มในเจมส์ บอนด์ ซึ่งดูได้จากชื่อเรื่องที่ตั้งเลียนแบบหนังบอนด์หลายเรื่อง) ซึ่งเป็นสุภาพสตรีในวงสังคมชั้นสูงที่ไม่เปิดเผยตัวเองให้คนอ่านเห็น (และคงจะเฉลยในเล่มสามแหละ) ได้ทำการรวบรวมเลดี้สาวม่ายในวงสังคมสามคนเพื่อก่อตั้งองค์กรสายลับขึ้นใน ยุครีเจนซี่

ความไม่น่าเชื่อมันก็เริ่มต้นตั้งแต่ตรงนี้แหละ เพราะแม็กซ์อ่านมาสองเล่ม เราไม่รู้สึกว่า เจ้าองค์กรลับสุดยอดเกี่ยวกับสายลับที่เป็นผู้หญิงนี่ มันจะไปอยู่ตรงไหนของการจัดการองค์กรในระบบการปกครองของอังกฤษในยุคนั้น เพราะอ่านแล้วก็รู้ว่า ไม่ได้สังกัดกระทรวงต่างประเทศ เหมือนอย่างที่สายลับคนอื่น ๆ ในประเทศของอยู่กัน ปัญหาคือ มันอยู่ตรงไหน ไม่มีการพูดถึงตรงนี้โดยละเอียดเลย

การที่เป็นหนังสือโรแมนซ์ ไม่ได้หมายความว่า คนแต่งมีสิทธิที่จะแต่งเรื่องที่ไร้เหตุผลได้หรอกนะคะ อย่างน้อยมันต้องวางพื้นฐานอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงบ้าง แม็กซ์ไม่ชอบหนังสืออย่างนี้ เพราะมันทำให้โรแมนซ์เสียชื่อ

กลับมาที่เรื่องของเรา เลดี้อนาสตาเซียเป็นสายลับที่ไม่เคยออกทำงานภาคสนาม เธอเป็นอัจฉริยะในการตีความโค้ดลับ เป็นนักประดิษฐ์สติเฟื่องที่สร้างเครื่องไม้เครื่องมือให้กับองค์กรสายลับ แต่เพราะการบาดเจ็บอย่างไม่คาดฝันของสายลับอีกคนในองค์กร เธอจึงจำเป็นต้องออกปฏิบัติงานกับสายลับจากกระทรวงต่างประเทศอย่างลูคัส ไทเลอร์เพื่อสืบสวนหาคนทรยศ ที่เปิดเผยตัวสายลับหลายคนในองค์กร จนทำให้สายลับเหล่านั้นถูกลอบทำร้าย

ลูคัสซึ่งเป็นสายลับหนุ่มหล่อ ร่ำรวย พร้อมสรรพทุกอย่าง (ขอให้นึกถึงเจมส์ บอนด์เข้าไว้) ไม่ยินดีนักที่ต้องมาทำงานร่วมกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างแอนนาที่ไม่เคยทำงานสายลับนอกสถานที่มาก่อน แต่ลูคัสไม่มีทางเลือกเมื่อผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งให้ต้องทำ นอกจากนี้แล้วแอนนายังเป็นคนทำให้เขาหวั่นไหว จนแทบไม่มีสมาธิพุ่งตรงไปกับงานตรงหน้า เธอเป็นผู้หญิงที่แตกต่าง แม่หม้ายที่รักสามีผู้เสียชีวิตไปของเธออย่างมาก ผู้หญิงที่ปฏิเสธเขาหลายครั้ง และเป็นผู้หญิงที่ลูคัสพบว่าตัวเองไม่อาจห้ามใจไม่ให้ยุ่งเกี่ยวได้เลย

หนังสือเรื่องนี้มีพล็อตชนิดที่ดาษดื่นมาก นั่นคือไม่มีอะไรใหม่ในเนื้อเรื่อง แถมการสืบสวนหาคนร้ายก็ดูเหมือนเด็กอนุบาลเล่นซ่อนหากัน มันไม่ลึกลับ ไม่ต้องใช้ความคิด และแม็กซ์ไม่เข้าใจว่า ทำไมองค์การสายลับของลูคัสเองไม่มีปัญญาสืบหาความจริงนี้ได้ตั้งแต่ต้น ทำไมต้องมาเป็นงานของแอนนาที่จะคิดเรื่องนี้ออก ทุกอย่างมันเด่นชัดมาก ก็แค่ (สปอยล์) สืบเรื่องการเงินของคนที่เป็นผู้ร้าย ความจริงทุกอย่างก็ปรากฎออกมาแล้ว

แม็กซ์คิดนะว่าคนแต่งอาจจะพยายามทำให้คนอ่านเชื่อว่าแอนนาฉลาดที่มองเห็นการ เสแสร้างของคนร้าย แต่มันกลับเพิ่มความโง่ให้กับลูคัส และองค์กรของเขา มีที่ไหน สายลับในองค์กรตัวเองตายลงเป็นสิบ ๆ คน แทนที่จะสืบหาหนอนบ่อนไส้ ซึ่งสืบได้ง่ายมากเมื่อดูจากวิธีที่แอนนาใช้ในการยืนยันความคิดของตัวเองว่า คนคนนั้นเป็นคนทรยศ แต่พระเอก (ขอย้ำว่าเป็นพระเอกนะ) และองค์การของเขาไม่เคยทำ

อ่านแล้วไม่น่าเชื่อว่า อังกฤษที่มีองค์กรสายลับที่ห่วยแตกอย่างงี้จะชนะสงครามกับนโปเลียนได้

ยิ่งไปกว่านั้น คนแต่งยังแสดงความไม่เข้าใจ (หรือแกล้งไม่เข้าใจ แม็กซ์ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน) ในเรื่องเกี่ยวกับแบ่งแยกการบริหารงาน มีฉากหนึ่งในเรื่อง ที่ลูคัสถูกเรียกให้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับคดีคนทรยศถูกฆาตกรรม ลูคัสคิดในใจว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจ (ซึ่งในเวลานั้นยังไม่ได้เป็นตำรวจของแท้ แต่เรียกกันว่า Watch) ไม่มีอำนาจในการทำคดีใหญ่อย่างนี้หรอก มันเป็นหน้าที่ของสายลับในการสืบ

อุแม่เจ้า แม็กซ์เพิ่งรู้นะคะว่า สายลับเขามีไว้ในการสืบสวนคดีฆาตกรรม

เห็นอย่างนี้แล้ว จะให้แม็กซ์นับถือพระเอกของเราได้ยังไง ที่สำคัญ จะให้แม็กซ์นับถือเจนน่า ปีเตอร์สันได้ยังไง เราเข้าใจนะว่าเธอจะสื่อให้คนอ่านเห็นถึงความยิ่งใหญ่ ความสำคัญของเหล่าสายลับ แต่การให้ลูคัสตัดบทและปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องของ Watch มันผิดความจริงอย่างใหญ่หลวง

แม็กซ์โอเคนะคะถ้าจะบอกว่าเหล่า Watch นี่ไร้ความสามารถ สืบคดีไม่ได้หรอก ต้องให้สายลับมาทำคดี นั่นก็โอเค แต่ประเด็นคือ คดีฆาตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของสายลับในการสืบสวน (ถ้าจะสืบก็ต้องสืบในทางลับ แต่ไม่ใช่หน้าที่ เข้าใจกันไหมเนี่ย --- อันนี้ถามตัวละครในเรื่องนะคะ ไม่ได้ถามคนอ่านบลอก)

อีกเรื่องน่าขัดใจก็คือ ในเรื่องพยายามบอกว่า กลุ่มสายลับสาวสามคน (ที่เป็นนางเอกในชุดนี้) มีความสำคัญมากแค่ไหน แต่เราไม่เห็นว่าพวกเธอจะทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง และอย่างที่บอก เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอสังกัดหน่วยงานไหน และมีความรับผิดชอบในหน้าที่อะไร ถ้าแม็กซ์เข้าใจไม่ผิด งานหลักของสายลับก็คือ การออกไปสืบความลับ แต่แม็กซ์ไม่เห็นว่า สามสาวในเรื่องสืบความลับบ้าบออะไรสักอย่าง เราโอเคนะกับงานที่แอนนาได้รับมอบหมายในเรื่องนี้ มันเป็นการขอความช่วยเหลือจากองค์การสายลับอื่นให้ช่วยสืบหาคนทรยศในหน่วย งานของตัวเอง แต่ตลอดสองเล่มในชุดนี้ที่อ่านมา ก็ไม่เห็นว่าสายลับสาวมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ย้อนกลับมาในส่วนของโรแมนซ์บ้าง เราไม่มีปัญหาอะไรกับตัวละครนะคะ แต่ในอีกแง่นึง ตัวละครก็เป็นส่วนที่ทำให้พล็อตเลวร้ายลง แม็กซ์มีความรู้สึกว่า ทั้งลูคัสและแอนนาไม่ได้ให้ความใส่ใจกับงานที่ได้รับมอบหมายเลย ตลอดทั้งเรื่องก็มัวแน่นัวเนียคลอเคลียกันไปมาทั้งเรื่อง ทำงานโคตรคุ้มค่าจ้างเลย (อันนี้ประชดนะ)

อย่างที่บอกค่ะ เรื่องนี้เป็นหนังสือโรแมนซ์ เราก็คาดหวังให้เรื่องโฟกัสที่ตัวละครและความรักของพวกเขา แต่การดำเนินเรื่องในเล่มนี้ มันทำให้ดูเหมือนทั้งพระเอกและนางเอกเห็นแก่เรื่องส่วนตัวมากกว่าหน้าที่การ งาน และการเป็นหนังสือโรแมนซ์ ก็ไม่ได้เป็นการอนุญาตให้คนแต่งละเลยพล็อตเรื่องยังไงก็ได้หรอกนะ

หลังจากอ่านงานของเจนน่าไปหลายเล่ม แม็กซ์ได้ข้อสรุปว่า เธอมีปัญหาในการทำให้เรื่องรักษาความน่าสนใจไว้ได้น่ะค่ะ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่พล็อตที่ทำให้แม็กซ์รู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อ และกลับกลายเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของตัวละคร อย่างในเรื่องนี้ เราไม่เชื่อว่าทั้งลูคัสและแอนนาเป็นสายลับ เพราะไม่มีน้ำยาด้วยกันทั้งคู่ รวมทั้งองค์กรสายลับที่สองคนนี่สังกัดอยู่ด้วย อย่างที่บอกนะคะ เราไม่รู้สึกว่า อังกฤษน่าจะชนะสงครามได้เลย ถ้ามีองค์การสายลับห่วย ๆ อย่างสองแห่งนี้

คะแนนที่ 43

Friday, February 13, 2009

Dragon Series // Allyson James

แม็กซ์เริ่มต้นอ่านงานของอลิสัน เจมส์ตั้งแต่สมัยที่เธอเขียนให้กับสนพ.อีลอร่าส เคฟ ซึ่งเราค่อนข้างชอบงานของเธอพอสมควรเลยล่ะ (เรื่องฮ็อตได้ใจมาก) และเมื่อเรารู้ว่า เธอคือคนเดียวกับเจนนิเฟอร์ แอชลี่ย์ ก็ทำให้แม็กซ์เริ่มหันมาอ่านงานของเธอในนามปากกานั้นด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรเลยที่เราติดตามเธอไปยังสนพ.เบิร์คเลย์ เมืีอเธอเริ่มต้นเขียนหนังสือชุดแนวพารานอมอลเกี่ยวกับมังกร

โดยคอนเซ็ปต์แล้วดูน่าสนใจค่ะ แม็กซ์จำได้ว่าสมัยที่เธอเริ่มต้นเขียนเรื่อง Dragon Heat ยังไม่ค่อยมีนักเขียนคนไหนเอาเรื่องมังกรมาเล่นมากนัก (ซึ่งเมื่อเทียบกับตอนนี้เริ่มมีมังกรเพ่นพ่านมากขึ้น) เมื่อเราอ่านเล่มแรกจบลง เราคิดว่าเธอเริ่มต้นได้ดี เรื่องอาจจะไม่ถึงกับสนุกถูกใจเรามาก แต่ก็ดูมีอนาคตไม่น้อย และมันก็ถูกพิสูจน์เมื่อแม็กซ์อ่านเล่มที่สองในชุด เรื่อง The Black Dragon (เดี๋ยวจะเขียนรีวิวให้อ่านกันค่ะ) ที่เราคิดว่าเป็นเล่มที่ดีที่สุดในชุด แต่แล้วในเล่มสาม และเราคิดว่าอาจจะเป็นเล่มสุดท้ายในชุดนะคะ กลับเป็นเหมือนการเดินถอยหลังลงคลอง


The Black Dragon ของอลิสัน เจมส์

เหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้แม็กซ์ชอบเล่มนี้มากกว่าเล่มอื่นในชุดอาจเป็นเพราะ มัลคอล์ม พระเอกของเรื่องเป็นตัวละครที่เกือบจะเป็นตัวร้ายในเล่มแรกของชุด (Dragon Heat) ในฐานะของคนที่ชอบตัวร้ายมากอย่างเรา เล่มนี้จึงถูกหยิบมาอ่านทันทีที่ซื้อมา (แต่ไม่ได้เขียนรีวิวเท่านั้นเอง มาเขียนตอนนี้เพราะเราเพิ่งอ่านเล่มสามจบไป เลยถือโอกาสรวบยอดทีเดียวไปเลย) และก็ไม่ผิดหวังค่ะ เราคิดว่าเล่มนี้เป็นเล่มที่ให้ความหวังเรากับงานของอลิสันพอสมควรเลยล่ะ

มัลคอล์มเป็นมังกรสีดำที่ถูกคำสาปของแม่มดทำให้เขาติดอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นเวลานานหลายร้อยปี สิ่งเดียวที่เขาถวิลหาก็คือการกลับบ้านในโลกแห่งมังกร (โลกแห่งมังกรเป็นเหมือนมิติคู่ขนานไปกับโลกของเรา ต้องให้แม่มดให้พลังในการเปิดประตูข้ามมิติ มังกรจึงจะข้ามกลับไปได้) ดังนั้นเมื่อเขาได้พบกับซาบะ สาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น และเป็นแม่มดฝึกหัด เขาก็เห็นโอกาสที่จะใช้เธอในการส่งเขากลับบ้าน มัลคอล์มครองงำซาบะและให้เธอเป็นผู้ช่วยในการต่อสู้กับคาเล็บ มังกรสีทอง ที่คุ้มกันลิซ่า ซิงเกิ้ลตัน ผู้พิทักษ์ประตูแห่งมิติอยู่ ทั้งหมดนี่เป็นเหตุการณ์ในเล่มแรกในชุดค่ะ

แน่ล่ะ ในเล่มนี้ มัลคอล์มซึ่งสงบศึกกับทั้งคาเล็บและลิซ่าแล้ว กำลังจะได้กลับบ้าน หลังจากใช้เวลาในโลกมนุษย์มาหลายร้อยปี มัลคอล์มกลับได้พบกับคนเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาหวั่นไหว นั่นก็คือซาบะ เธอทำให้เขาคิดที่จะอยู่ต่อ แต่กระนั้นมัลคอล์มก็ข้ามประตูกลับไปในโลกแห่งมังกร แต่ก็ไม่ก่อนที่จะทิ้งสัญลักษณ์แทนกาย ที่ซาบะสามารถใช้เรียกตัวเขาให้กับมายังโลกมนุษย์ได้ทุกเมื่อ

ซาบะไม่ต้องการจะใช้มัน เธออาจใช้เวลากับมัลคอล์มโดยที่จิตใจของเธอถูกครอบงำ แต่ก็มีบางส่วนที่เธอรู้ดีกว่า เขาเป็นมากกว่านั้น มันไม่ใช่ความสัมพันธ์ของเจ้านายและลูกน้องธรรมดา ซาบะรู้ว่า ตัวเองไม่อาจรั้งมัลคอล์มไว้ในโลกมนุษย์ได้นาน และไม่ต้องการเอาหัวใจเข้าไปเสี่ยง

แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก เมื่อพบว่าตัวเองกลายเป็นเป้าหมายของมังกรขาว ที่ต้องการพลังแม่มดในกายเธอ เพื่อใช้ในการทำลายโลก มัลคอล์มกลับมาอีกครั้ง และคราวนี้เขาสวมบทบาทที่ตัวเองไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร นั่นก็คือการเป็นพระเอก

อย่างที่บอกแต่แรกค่ะ เราชอบมัลคอล์ม ชอบความมีมิติของเขา ในยามที่เป็นตัวร้ายเล่มแรก เราพบว่าเขาน่าสนใจกว่าพระเอก ดังนั้นในเล่มที่เขาควรจะโดดเด่นเหนือใคร มัลคอล์มก็โดดเด่นได้จริง ความที่เขาเป็นมังกรดำ ที่มีนิสัยสนใจใฝ่รู้ และชอบอยู่ตามลำพัง ความเข้าใจมนุษย์ของมัลคอล์มก็มีจำกัด ถึงจะอยู่ในโลกมนุษย์มานานเป็นร้อย ๆ ปี แต่มัลคอล์มก็ยังไม่อาจเข้าใจมนุษย์ได้ถ่องแท้ ดังนั้นเมื่อเขาพบว่าตัวเองตกหลุมรักกับมนุษย์ มันจึงสร้างความสนุกสนานให้กับเนื้อเรื่องอย่างยิ่ง (เขาไม่เข้าใจว่าเธอทำไมจึงไม่เข้าใจว่าเขารักเธอ)

โดยรวมหนังสือเล่มนี้น่าสนใจมากกว่าเล่มแรก แต่สิ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนกันก็คือ ความเบาบางของเนื้อเรื่อง แม็กซ์บรรยายไม่ถูกนะคะว่ามันคืออะไร แต่เรารู้สึกถึงความไม่จริงจังของตัวละครต่ออันตรายที่พวกเขากำลังเผชิญหน้า มันเหมือนกับว่าความกดดันในเรื่องมันไม่มากพอ แต่เมื่อคิดถึงอันตรายที่ตัวร้ายนำมา มันใหญ่หลวงนะคะ เพียงแต่เรารู้สึกว่าปฏิกริยาของตัวเอกในเรื่องไม่สมจริง หรือไม่ก็เป็นเพราะบรรยากาศในเรื่องดูผ่อนคลายเกินไป แต่นี่ก็เป็นเอกลักษณ์นึงของอลิสัน เจมส์ ซึ่งถ้าคุณอ่านงานของเธอมาสักระยะก็น่าจะเข้าใจ

เราไม่ได้บอกว่า มันแย่หรือเลวร้ายหรอกนะคะ เพียงแต่แม็กซ์เป็นคนที่ชอบเรื่องเครียดหน่อย (หรือไม่ก็ฮาแตกไร้สาระไปเลย) พอเจออะไรที่อยู่ตรงกลาง มันก็เลยทำให้เราไม่รู้สึกว่าเรื่องโดดเด่นจนถึงขนาดเข้าไปอยู่ในใจเราได้

เล่มนี้คะแนนที่ 70


The Dragon Master ของอลิสัน เจมส์

อันดับแรกเลยที่แม็กซ์มีปัญหากับหนังสือเล่มนี้ก็คือ เรามีความรู้สึกว่า อลิสันไม่ได้วางแผนที่จะเขียนเล่มนี้เลยตั้งแต่ต้น มันเหมือนกับว่าเธอวางแผนจะเขียนแค่สองเล่ม (Dragon Heat และ The Black Dragon) ซึ่งจากที่แม็กซ์ค้นข้อมูล ก็รู้ว่าตอนที่เซ็นต์สัญญากับเบิร์คเลย์ฉบับแรกนั้น อลิสันก็ขายหนังสือในชุดนี้ไปแค่สองเล่มเท่านั้น และอาจะเป็นได้ว่าชุดนี้ค่อนข้างฮิต จึงมีการให้เธอเขียนเรื่องต่อ และเธอก็เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา แต่อย่างที่บอกค่ะ มันไม่ใช่เล่มที่วางแผนมาตั้งแต่ต้น ดังนั้นแม็กซ์จึงรู้สึกถึงความไม่สม่ำเสมอของเนื้อเรื่องมากเลยค่ะ

คาโรล ฮวน ที่แม้จะชื่อเหมือนชาวสแปนิช แต่ก็เป็นคนอเมริกันเชื้อสายเอเชีย พบว่าตัวเองเผชิญหน้ากับชายร่างเปลือยเปล่าที่ข่มขู่ให้เธอบอกเหตุผลที่เธอ เรียกตัวเขามายังโลกมนุษย์ เซ็ธเป็นมังกรไฟที่มีพลังอันน่าทึ่ง เขาไม่พอใจนักที่ตัวเอกกลายเป็นเหยื่อของผู้ควบคุมมังกรอีกครั้ง หลังจากที่โชคดีหนีไปได้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

ปัญหาก็คือ คาโรลไม่ใช่คนที่เรียกเซ็ธมายังโลก ความจริงคือ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสืบทอดเชื้อสายของผู้ควบคุมมังกร แต่การมาของเซ็ธก็เป็นการปลุกพลังแฝงอันนี้ในกายของเธอให้ตื่นขึ้น จากคนที่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ คาโรลพบว่าตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางของมัน และมีความสามารถในการควบคุมมัน เพราะแม้แต่มังกรที่ทรงอำนาจที่สุด ก็ยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเธอได้

คาโรลเป็นตัวละครที่ปรากฎขึ้นมาในหนังสือชุดนี้ทั้งสองเล่ม แต่ในช่วงเวลาที่เธอมีบทบาท แม็กซ์ไม่รู้สึกว่าเธอมีความพิเศสอะไรซ่อนอยู่เลยสักนิด มันเป็นไปได้นะคะว่าคนแต่งอาจจะวางแผนเรื่องให้กับคาโรลอยู่แล้ว เพียงแต่เรารู้สึกว่า เจ้าความเป็น "ผู้ควบคุมมังกร" ของเธอ มันโผล่ขึ้นมาแบบซะงั้น (คือไม่มีที่มาที่ไป)

เรื่องนี้เป็นความขัดแย้งในตัวเองของคาโรล ที่พลังในกายผลักดันให้เธอแสวงหา และควบคุมมังกรให้มากที่สุด ในขณะที่ตัวตนที่เธอเป็นกลับรู้สึกว่าการกระทำนั้นมันน่ารังเกียจ แต่คาโรลก็ไม่มีทางเลือก เมื่อความจริงปรากฎว่า ปีศาจกำลังจะหลบหนีออกจากที่คุมขังได้แล้ว และเซ็ธเป็นเครื่องมือสำคัญของผู้ควบคุมมังกรในการจัดการกับปีศาจนั้น ภาระทั้งหมดจึงตกมายังเธอ ในกระทำในสิ่งที่เธออาจจะต้องเสียใจทีสุดในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเธอ และมังกรไฟของเธอผูกพันกันมากกว่าแค่มนตร์ตราที่ผูกพวกเขาเอาไว้

สำหรับเรื่องนี้แม็กซ์โอเคกับตัวละครทั้งสองคนนะคะ ไม่ถึงกับประทับใจ ส่วนหนึ่งเพราะเราติดภาพของคาโรลตอนที่เธอออกมาในสองเล่มแรก ที่เราไม่รู้สึกว่าคาแร็คเตอร์ของเธอน่าสนใจขนาดจะต้องมีเรื่องเป็นของตัว เอง เราคิดว่าเธอเป็นตัวละครทีน่าเบื่อ แม้ในเรื่องนี้จะมีการเล่าภูมิหลัง และทำให้เธอน่าสนใจขึ้น แม็กซ์ก็ยังอดนึกถึงภาพเดิม ๆ ของเธอในหัวไม่ได้ ในกรณีนี้ไม่ใช่ว่า อลิสันเปลี่ยนแปลงคาแร็คเตอร์ของคาโรลจากหน้ามือเป็นหลังมือหรอกนะคะ เธอยังคงเป็นเหมือนเดิมพอสมควร แต่เจ้าความรู้สึกว่า อลิสันไม่ได้วางแผนสำหรับการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็ค้างคาใจในรำคาญอยู่ เรื่อย

เซ็ธเป็นมังกรไฟที่รักสันโดษและชอบอยู่คนเดียว การถูกเรียกมาในโลกมนุษย์เป็นการทรมานที่เขาไม่ชอบอย่างรุนแรง แต่การได้เจอกับคาโรลเริ่มทำให้เขาเปลี่ยนใจ เซ็ธก็เช่นเดียวกับคาเล็บที่เรามีปัญหากับคาแร็คเตอร์ของเขา เพราะทั้งคู่มีพื้นฐานเป็นมังกรมากกว่ามนุษย์ ทำให้หลายครั้งเรารู้สึกว่า ตัวตนที่แท้จริงของเขาไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมังกร (ในเรื่องของคาเล็บ เราคิดว่าตอนจบค่อนข้างลบล้างอาการติดขัดอันนี้ของเราได้พบสมควร โดยเฉพาะเมื่อเฉลยว่าแท้จริงแล้วลิซ่าเป็นใคร) แต่ในเล่มนี้ เซ็ธไม่เคยมีเซ็กส์มาก่อน (เคยแต่มีตอนที่ร่างเป็นมังกร) และมีคาโรลเป็นคนแรก ความรู้สึกของแม็กซ์ตอนที่อ่านน่ะมัน "ยี้" พอควรนะคะ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองคิดมากไปไหม แต่เรานึกตลอดว่า ร่างที่แท้จริงของเซ็ธก็คือมังกรนะ ไม่ใช่คน

ความเป็นผู้ควบคุมมังกรของคาโรล และพลังอันไม่มีขีดจำกัดของเธอเป็นสิ่งที่ขัดใจแม็กซ์มาก เพราะมันลบล้างสิ่งที่อลิสันเขียนไว้ในสองเล่มแรกทั้งหมด ไม่มีการพูดถึงผู้ควบคุมมังกรในสองเล่มแรกเลย และเมื่อถูกพูดถึงก็กลายเป็นว่า นี่คือคนที่มีอำนาจมากที่สุด เรารู้สึกเหมือนคนแต่งพยายามจะทำให้ตัวละครทุกเรื่องของเธอเป็นคนที่ทรง อิทธิพลมากที่สุด แต่การทำอย่างนั้น มันก็เป็นการทำลายตัวตนของตัวละครตัวอื่นของเธอที่เธอเขียนขึ้นมาก่อนแล้ว (สปอยล์) เพราะลิซ่า ก็เคยเป็นตัวละครที่ทรงอำนาจมากที่สุดมาก่อนเช่น แต่ในเล่มนี้คาโรลสามารถควบคุมคนคนนั้นได้อย่างง่ายดาย

เราอยากให้เล่มนี้เป็นเล่มสุดท้ายในชุด เพราะคิดว่าอลิสันหมดมุขที่จะเขียนเรื่องในซีรี่ย์ชุดนี้แล้ว

คะแนนที่ 57

Slow Burn & Shadow Dance // Julie Garwood

เพิ่งอ่านเรื่อง Slow burn ของจูลี่ การ์วู้ด (เราอ่านตามภาษาอังกฤษค่ะ ไม่ได้อ่านตามชื่อที่คนไทยเรียกกัน) จบไป และตอนนี้กำลังอ่านเล่มต่อซึ่งเป็นเรื่องของตัวละครที่คนรอคอยเรื่องของเขา มากที่สุด คือ Shadow Dance ที่เป็นเรื่องระหว่างจอร์แดน และโนอาห์

ความรู้สึกเราก็เหมือนกะชื่อบลอกค่ะ หนังสือระยะหลังของจูลี่ขาดหายองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในหนังสือโรแมนซ์ไป นั่นก็คือปฏิกริยาทางเคมีระหว่างพระเอกกะนางเอก หลายคนอาจเข้าข้างเธอโดยบอกว่า เดี๋ยวนี้จูลี่ไม่ได้เขียนโรแมนซ์แท้แล้ว แต่เป็นแนวสืบสวนโรแมนซ์มากกว่า

ซึ่งเราไม่เถียง แต่สำหรับแม็กซ์แล้วประกายไฟวูบวาบระหว่างพระเอกกะนางเอกของเธอหายไปตั้งแต่ เธอเขียนเรื่อง Prince Charming แล้วล่ะค่ะ ซึ่งนั่นก็ยังเป็นเรื่องสมัยที่เธอเขียนโรแมนซ์แท้อยู่นะ

เสน่ห์ของโรแมนซ์อยู่ที่ความรักระหว่างพระนาง และการที่เขียนเรื่องให้คนอ่านเชื่อว่าพระเอกและนางเอกรักกันได้ด้วยหน้า หนังสือประมาณ 300 กว่าหน้า คนแต่งจำเป็นต้องสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระเอกและนางเอกที่น่าเชื่อ และจูลี่ การ์วู้ดสอบตกในส่วนนี้ไป

หนังสือระยะหลังของเธอสอบผ่านในแง่พล็อตเรื่องที่น่าติดตาม ตัวละครที่เราชอบ นับว่าเป็นหนังสือที่น่าอ่านเล่มหนึ่ง แต่ด้วยมาตรฐานของจูลี่ การ์วู้ดในอดีต นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งกับฝีมือที่ถดถอยของเธอ

ทำให้แม็กซ์ตั้งคำถามว่า เธอมีปัญหาทางบ้านหรือเปล่า ถึงเขียนเรื่องแล้วไม่รู้สึกถึงความรักของตัวละครเลย

แม็กซ์ไม่ได้ต้องการอ่านหนังสือที่พระเอกพร่ำเพ้อบอกรักนางเอกทุกหน้า กระดาษ แค่ต้องการอ่านหนังสือแล้วรู้สึกว่าตัวละครสองตัวนี้มันรักกัน ไม่ใช่ว่าอ่านอ่านไปแล้วก็งงว่ามันบอกรักกันทำไม อยากรู้สึกเชื่อในความรักของตัวละครเพราะเนื้อเรื่องพาไป ไม่ใช่เพราะคนแต่งสั่งให้ตัวละครบอกคนอ่าน

เรื่อง Slow Burn นี่ยังถือว่าดีกว่า Murder List, Killjoy, และ Heartbreaker ที่เราอ่านแล้วยังคิดไม่ตกว่าตัวเอกมันรักกันตอนไหน แต่ก็ยังถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานมากเมื่อเทียบกับงานระดับคลาสิกของจูลี่

ส่วน Shadow Dance นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เรื่องราวของตัวละครที่น่าสนใจมากตัวนึง แต่อ่านแล้วกลับไม่รู้สึกรับรู้ถึงเสน่ห์ของเขาสักนิด

มันอาจจะดีกว่าถ้าแม็กซ์ลืมเลือนจูลี่ การ์วู้ดไปในฐานะที่เคยเป็นนักเขียนโรแมนซ์ แต่เธอก็ยังไม่อาจถือว่าเป็นนักเขียนแนวสืบสวนที่ดีหรอกนะ

ถ้าเทียบในระหว่างนักเขียนกันเอง จูลี่ การ์วู้ดเขียนแนวสืบสวนสอบสวน (โดยไม่เน้นเรื่องโรแมนซ์) สู้ลิซ่า การ์ดเนอร์ อดีตนักเขียนแนวโรแมนซ์ของฮาร์ลิควินไม่ได้เลย เรื่องราวของลิซ่า แม้จะเป็นสืบสวนที่ไม่เน้นเรื่องรักใคร่ของตัวเอก น่าติดตาม ตื่นเต้น จนเราไม่สนใจว่าตัวเอกไม่มีปฏิกริยาทางเคมีระหว่างกัน

ถ้าลดระดับการสืบสวนในเรื่องลงมา เรื่องของจูลี่ก็สู้ลินดา โฮเวิร์ดไม่ได้ เพราะตัวละครของเธอไม่มีประกายไฟให้เห็น

แล้วจูลี่ การ์วู้ดความวางตำแหน่งตัวเองอยู่ตรงไหนล่ะ

ถ้าเธออ่านภาษาไทยออก แม็กซ์ก็อยากบอกให้เธอกลับไปสู่สิ่งที่เธอถนัดเถอะ กลับไปเขียนเรื่องแนวย้อนยุคจะดีกว่าไหม

สรุป สรุป เดี๋ยวหาว่าเขียนเสียยาวแต่ไม่มีประเด็น แม็กซ์คิดว่า Slow Burn และน่าจะรวมถึง Shadow Dance ด้วย อ่านได้เพลิดเพลินค่ะ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ยังไม่เคยสัมผัสความยิ่งใหญ่ของจูลี่ การ์วู้ดสมัยที่เธอเขียนเรื่อง The Gift, Castles, Gentle Warrior, และอื่น ๆ อีกมากมาย

สำหรับคนที่เคยอ่านงานยุคก่อนของเธอมาแล้ว แม็กซ์ก็บอกได้ว่าจะรู้สึกเสียดายฝีมือ และเวลาที่เธอเอามาทุ่มเทในการเขียนเรื่องที่ไม่เหมาะกับสไตล์การเขียนของ เธอค่ะ

Bloodline // Eileen Wilks

หนังสือที่ชื่อเหมือนหนังสือสุดฮิตของชิดนีย์ เชลด้อนเมื่อหลายสิบปีก่อน (ทีช่องสามเอามาดัดแปลงทำละครเรื่องทายาทเมื่อหลายสิบปีก่อนอีกเช่นกัน ---- ไม่น่าอ้างถึงเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีก่อนเลย ทำให้รู้อายุกันหมดเลยสินี่) แต่เราไม่ได้อ่านเรื่องนี้หรอกนะ (แล้วพูดทำไมตั้งนาน)

บลัดไลน์เป็นตัวอย่างของความจนปัญญาของฝรั่งในการตั้งชื่อเรื่อง เพราะนอกจากจะซ้ำกับหนังสือเก่าในอดีตแล้ว ยังไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องเลย

นี่เป็นหนังสือเล่มที่สามในชุด "ไม่ใช่มนุษย์" ของอีลีน วิกส์ หนังสือชุดที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องสั้นที่ชื่อ Only Human (ซึ่งเป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดที่แม็กซ์โชคดีได้อ่านมา) จากเรื่องสั้นถูกนำมาเขียนขยาย (และดัดแปลง) จนกลายเป็นเรื่องยาวที่ชื่อ Tempting Danger (เรื่องยาวที่เสน่ห์เทียบเท่าเรื่องสั้นไม่ได้เลย) แต่ก็ยังมีคุณภาพมากพอในเราติดตามอ่านตอนต่อไปได้

เรื่องราวการผจญภัยของคู่ต่างอย่างลิลลี่ หยู สาวอเมริกันเชื้อสายอดีตตำรวจที่ผันตัวมาเป็นเอฟบีไอ กับรูล เทอร์เนอร์ทายาทของตระกูลหมาป่าชื่อดังที่โชคชะตาผูกทั้งคู่เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งสองเจอกันและเกือบจะตกหลุมรักกันใน Tempting Danger และยอมรับความรักที่มีให้กันใน Mortal Danger กลับมาแล้วกับเรื่อง Bloodline คราวนี้การผจญภัยขยายขอบเขตไปไกลขึ้น ประเด็นความรักไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้ว (ก็รักกันไปแล้วในเล่มก่อน)

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องชุดนี้มาก่อน แม็กซ์เล่าเรื่องคร่าว ๆ แล้วกันนะคะ ใน "ยั่วอันตราย" มีการตายอันเกิดจากการกระทำของมนุษย์หมาป่าเกิดขึ้น ลิลลี่ หยูตำรวจเจ้าของคดีตามร่องรอยไปจนนำไปถึงรูล เทอร์เนอร์ ผู้ซึ่งเป็นลูนันซิโอหรือทายาทแห่งเผ่าหมาป่าที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา เขาเป็นภาพลักษณ์ของชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ คนที่เป็นฉากหน้าแสดงให้โลกเห็นว่ามนุษย์หมาป่าไม่ได้มีอันตรายใดใดเลยกะ มนุษย์ เมื่อจบเล่มหลังจากการแก้ปริศนาฆาตกรรม ลิลลี่ก็พบว่าตัวเองเป็นคู่ชีวิตของรูลด้วยการลิขิตของโชคชะตา เล่มนี้ถ้าแม็กซ์ไม่เคยอ่าน "แค่เพียงมนุษย์" มาก่อน ก็คงจะบอกว่าสนุกมาก แต่เพราะมีตัวอย่างเปรียบเทียบแล้ว เรื่องนี้จึงกลายเป็นเพียงเรื่องที่อ่านได้เท่านั้น เพราะการหาหนังสือมาเทียบเคียง Only Human นี่คงไม่ใช่เรื่องง่าย

ใน "อันตรายร้ายแรง" การผจญภัยนำลิลลี่และรูลไปยังโลกแห่งปีศาจ เล่มนี้มั่วค่ะ บอกได้คำเดียว อ่านแล้วทั้งงงทั้งมึน เรื่องไม่สนุก ไม่น่าอ่าน แต่ก้ออ่านเพราะติดตามมาแล้วนี่คะ แม็กซ์ไม่ชอบพล็อตเรื่องที่นางเอกถูกแยกออกเป็นสองร่าง ที่สำคัญไม่ชอบที่รูลต้องอยู่ในร่างของหมาตลอดทั้งเล่ม คนแต่งไม่รู้หรือไงว่าแฟนหนังสือเกินครึ่งอ่านชุดนี้เพราะความเท่ห์ของรูล หมามันน่ารัก แต่มันไม่มีเสน่ห์หรอกนะ

แล้วก็มาถึงเล่มนี้ ด้วยความผิดหวังจากเล่มสอง แม็กซ์จึงไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ดังนั้นโอกาสสมหวังจึงเพิ่มมากขึ้น และก็เป็นจริงค่ะ เล่มนี้สนุก(เพราะรูลไม่ได้เป็นหมาทั้งเรื่อง) ความโรแมนซ์อาจจะไม่ได้เต็มที่นัก เพราะผจญภัยกันทั้งเรื่อง แต่ก็น่าติดตาม เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยการตามล่าสังหารบรรดาทายาทของตระกูลมนุษย์หมาป่า ซึ่งรูลก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกลอบทำร้าย เขาโชคดีกว่าคนอื่นที่รอดตาย แต่ก็ได้รับบาดเจ็บ ที่แปลก็คือ แผลนั้นไม่ยอมหาย ทั้งที่เขาเป็นมนุษย์หมาป่าที่มีอัตราก็เยียวยาตัวเองเร็วกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่แผลที่ได้รับจากปีศาจที่ตามฆ่าเขา กลับไม่หาย

ในเล่มนี้ตัวเอกยังคงเป็นลิลลี่ และรูลอยู่ ที่ดูจากธีมเรื่องแล้ว คาดว่าอีกไม่นานเรื่องราวคงจะเปลี่ยนตัวเอกไปเป็นตัวละครอีกคู่หนึ่ง มนุษย์หมาป่าที่เต้นรำเปลื้องผ้าเป็นอาชีพ กับแม่มดเอฟบีไอสาว นั่นก็คงเป็นเพราะเรื่องราวของลิลลี่ และรูลดูจะลงตัวและใกล้จบลงเต็มที่ ตัวละครใหม่ ๆ ถูกแนะนำเข้ามาในเรื่อง

แม็กซ์คงไม่แนะนำเรื่องนี้ให้กับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องชุดนี้มาก่อน เพราะคาดว่าคงงงกันเป็นแถวแน่ แต่สำหรับคนที่อยากลองอ่านพารานอมอลดีดีที่ไม่เน้นเซ็กส์ เรื่องชุดนี้ของอีลีนถือเป็นชุดที่น่าติดตาม หรือถ้าไม่อยากอ่านหนังสือชุด อย่างน้อยก็ควรจะหาเรื่อง Only Human มาอ่านนะคะ นี่เป็นเรื่องสั้นที่สนุกมากเล่มหนึ่งที่แม็กซ์ได้อ่านมาในชีวิต

Infatuation // Alison Kent & Her book of Pleasure // Marie Donovan

แม็กซ์ขออวดว่าเป็นคนหนึ่งที่ติดตามหนังสือของฮาร์ลิควิน เบลซตั้งแต่เล่มแรกที่ออกขายเมื่อหกปีก่อน ตอนแรกยอมรับว่าบ้ามาก เรียกว่าเห็นเป็นต้องซื้อ แต่หลังจากอ่านมาได้ระยะหนึ่งก็เริ่มผิดหวัง ผิดหวัง และผิดหวัง

คนที่อยากรู้ว่าอะไรคือหนังสือของฮาร์ลิควิน เบลซ ก็ต้องลองไปหยิบหนังสือของสำนักพิมพ์ พัดลมซี (ลองแปลกันเองนะคะว่าแม็กซ์หมายถึงสำนักพิมพ์ไหน) ดู เล่มที่จ่าหัวบอกว่า ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีนั่นแหละมาอ่าน เพราะหนังสือส่วนใหญ่ของสำนักพิมพ์นี้แปลมาจากฮาร์ลิควิน เบลซกันทั้งนั้น ก็เซ็กซ์มันร้อนฉ่า สะใจคนอ่านดี ยอดขายก็พุ่งนี่ค่ะ

แม็กซ์ชอบอ่านเซ็กซ์ก็เลยชอบอ่านเบลซ นี่พูดกันตรง ๆ เลยนะ แต่ถ้าอ่านบลอกของแม็กซ์มาบ้างก็คงจะรู้เดาประโยคต่อไปของแม็กซ์ได้ "เซ็กซ์เพียงอย่างเดียว ไม่เคยเพียงพอ" ถ้ามีแต่ฉากเซ็กซ์โดยปราศจากความผูกพันของตัวละคร ก็เหมือนก็ดูหนังโป๊ ปลุกใจเหล่าลูกเสือ ที่ไม่เห็นจะน่าสนใจ ดูแล้วสะอิดสะเอียนไปเสียอีก

หนังสือของเบลซหลายเล่ม ส่วนใหญ่ด้วยซ้ำที่เป็นพล็อตแนว เซ็กซ์เพื่อเซ็กซ์ อ่านแล้วไม่เห็นความผูกพันของตัวละคร ทำให้ท้ายที่สุด แม็กซ์ก็เลยชักจะขยาด จะซื้อเบลซเล่มไหนก็ต้องเลือกที่นักเขียนก่อน

นักเขียนเบลซคนแรกที่แม็กซ์ทุ่มให้หมดใจก็คือ อลิสัน เคน ที่เดี๋ยวนี้เขียนเบลซไม่หนุกมาหลายเล่ม ตามคติดังแล้วไม่ต้องเขียนดี แต่เบลซเล่มล่าสุดของเธอที่ชื่อว่า Infatuation ก็สนุกใช้ได้ แม้จะไม่อาจเทียบเท่ากับ Indiscretion ซึ่งจนถึงทุกวันนี้แม็กซ์ยังยกให้เป็นสุดยอดหนังสือเบลซตลอดกาลอยู่ค่ะ

คนไทยอาจนึกรายการประเภทนี้ไม่ออก แต่ในอเมริกานี่ถือว่าสารคดีแนวเรียลิตี้ที่ดังมาก นึกถึงรายการอเมริกัน ช็อปเปอร์ทางช่องดิสคอฟเวอรี่ แต่เรนนี่หล่อกว่านั้น (จากคนบรรยายของคนอ่าน)

เล่มนี้แม็กซ์ถือว่าอลิสันกลับมาได้สวยค่ะ หลังจากทำเราผิดหวังกับเบลซหลายเล่มติดกัน

นอกจากอลิสันแล้ว แม็กซ์ลองอ่านงานของนักเขียนอีกหลายคน แต่ก็ไม่คืบหน้านัก คนที่ตอนนี้ตามอ่านอยู่ก็แค่อยู่ในระดับที่ใช้ได้เท่านั้นเอง ไม่ถึงกับน่าจำจดมากนัก จนกระทั่งแม็กซ์ได้อ่านงานของ มาเรีย โดโนแวน

งานเล่มแรกของเธอกับเบลซ ซึ่งเป็นเล่มแรกในชีวิตของเธอด้วยคือ Her body of pleasure เรื่องราวของสายสืบของหน่วยงานดีอีเอ (ปราบปรามยาเสพติด) ที่หนีตายจากการตามล่าจนต้องปลอมรับสมอ้างเป็นน้องชายของตัวเองที่เป็นนาย แบบสุดฮ็อต แล้วตกกระไดพลอยโจนกลายเป็นนายแบบนู้ดให้กับนางเอกที่เป็นช่างแกะสลัก เรื่องนี้มีครบทุกรส ทั้งตื่นเต้น บรรยากาศในเรื่องที่เร่าร้อนจนควันขึ้น พระเอกนางเอกที่ถูกวางบุคลิกมาอย่างดี จนแม็กซ์ถือว่าเป็นหนังสือเล่มเล็กที่สนุกที่สุดที่ได้อ่านในปี 2005

มาเรียหายหน้าไปปีนึง ก่อนจะกลับมาด้วยงานภาคต่อ เรื่องราวของมิชิโกะ หรือเมแกน มิชิโกะ โอมัลลี่ ลูกครึ่งไอริช-ญี่ปุ่น เพื่อนของนางเอกเล่มแรก แม็กซ์ชอบหน้าปกเล่มนี้มาก ๆ นางเอกสวยสมกับที่เป็นลูกครึ่งเอเชียฝรั่ง (ดูเหมือนสุนิสา เจ๊ทต์หน่อย ๆ นะคะ) เล่มนี้ขาดความตื่นเต้นไป เพราะตัวร้ายงี่เง่ามาก แต่ความรักความสัมพันธ์ความเร่าร้อนของตัวเอกยังอยู่ครบ อาจสนุกสู้เล่มแรกไม่ได้ แต่ Herbook of pleasure ก็ไม่ถึงกับทำให้ผิดหวัง

ดังนั้นในเวลานี้ มาเรีย โดโนแวนกลายเป็นหนังสือเบลซมือหนึ่งสำหรับแม็กซ์ไปแล้วค่ะ ตอนนี้อยากอ่านเล่มยาวสักหน่อยของเธอมากค่ะ

Tuesday, February 10, 2009

Drop Dead Gorgeous // Linda Howard

ใครที่อ่าน To die for คงจำแบลร์ มัลโลรี่ (หรือที่กำลังจะกลายเป็นแบลร์ บลัดสเวิร์ธตอนจบเรื่อง) ได้ คนส่วนใหญ่ชอบเธอ แต่แน่นอนว่าหลายคนก็ไม่ชอบ

ดังนั้นคนไม่ชอบไม่ต้องอ่านนะคะ เสียเวลาเปล่า เพราะแบลร์ยังเหมือนเดิม แสบอย่างเก่าที่เราจำได้

แบลร์เป็นตัวละครที่แปลกไปจากที่ลินดา โฮเวิร์ดเคยเขียน อดีตเชียร์ลีดเดอร์นักเรียนทุน (ทุนเชียร์ลีดเดอร์ ซึ่งแม็กซ์อาศัยโอกาสนี้ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรับรู้ว่าจบมาจากอเมริกาบอกเลย ว่าเป็นความจริง มันมีทุนอย่างนี้จริง และคนที่ได้ทุนพวกนี้ก็ไม่ใช่พวกสวยไร้สมองอย่างที่พวกเราคิดว่าเชียร์ลี ดเดอร์เป็นกัน) พูดกันตามจริงแมกซ์ชอบแบลร์อาจเพราะรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจเธอ

แม็กซ์ไม่อาจเอื้อมจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกะนางเอกในนิยายหรอกค่ะ ไม่คิดสั้นขนาดนั้น ก็แหมรู้กันอยู่ว่าพระเอกในนิยายนี่มันทั้งหื่น ทั้งโหด แม็กซ์เป็นสาวน้อยแสนเปราะบาง รับไม่ไหวหรอก (แต่ถ้า Roarke มาเองนี่ โอเคเลยค่า) แต่แม็กซ์รู้สึกผูกพันกับแบลร์เป็นพิเศษ เพราะพฤติกรรมหลายอย่าง หลายสิ่งที่แบลร์คิด แม็กซ์คิดเหมือนกัน

อย่างเรื่องร้องไห้หลังดูเกมส์ฟุตบอลนี่ ตอนอ่านแม็กซ์ซาบซึ้งจนน้ำตาเกือบไหลออกมา ดีใจที่ในที่สุดก็มีคนบ้าเหมือนเรา (แม้จะอยู่ในนิยายก็ตาม)

เรื่องนี้อาจทำให้ดูเหมือนเป็นแนวโรแมนติกสืบสวน แต่ความจริงแล้วก็คือเรื่องของแบลร์ในการเตรียมตัวแต่งงานกะไวแอตนั่นเอง การสืบสวนไม่ค่อยสำคัญเท่ากับการสนุกไปกับวิธีการที่เธอปั่นหัวชายที่เธอรัก ผู้ร้ายในเรื่องงี่เง่าไปหน่อย แต่ด้วยว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก ก็พอจะให้อภัยได้

คนที่ชอบแบลร์อย่าพลาดเรื่องนี้ แต่คนที่ไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน เพราะแบลร์กลับมาแล้ว แถมร้ายกว่าเดิม

The Red Heart of Jade & Eye of Heaven // Marjorie M. Liu

แม็กซ์ขอเริ่มต้นด้วยการบอกว่า เราเชื่อในรักแรกพบ ถึงแม้จะไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง แต่เชื่อว่ามันมีจริง

โอเคกลับสู่เรื่องของเรากัน นิยายโรแมนซ์เป็นหนังสือแนวที่ใช้มุขเรื่องรักแรกพบบ่อยมาก จนเกือบน่ารำคาญ

แค่เกือบงั้นเหรอ

ใช่แล้ว เพราะว่ารักแรกพบที่เขียนดีดี จะกลายเป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก ในทางกลับกัน การใช้แค่เพียงพบหน้า พระเอกก็รักจนแทบจะลากนางเอกแล้วโดยที่คนแต่งไม่เก่งพอจะทำให้คนอ่านเชื่อ ได้ว่าความรักนั้นจริงแท้แน่นอน ก็จะทำให้หนังสือที่ควรสนุก สลดไปทันตา

และนี่เป็นความเหมือนที่แตกต่างกันของหนังสือสองเรื่องของมาร์เจอรี่ เอ็ม หลิว (นักเขียนที่ไม่แน่ใจว่าเป็นลูกครึ่งจีนอเมริกัน หรือว่าเป็นเอบีซีกันแน่ --- อะไรคือเอบีซี แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่อักษรภาษาอังกฤษสามตัวแรก แต่เป็น American Born Chinese ถ้าคุณอยากเท่ห์ หรือแสดงให้ชาวบ้านรับรู้ว่าคนนี่ ของแท้เมดอินอเมริกา ก็ใช้คำนี้นะคะ)

นอกเรื่องอีกแล้วเรา (แต่มันอยากโชว์นี่) โอเค หนังสือสองเรื่องของมาร์เจอรี่ที่ชื่อว่า "หัวใจสีแดงของหยก" กะเรื่อง "ดวงตาแห่งสวรรค์"

ทั้งสองเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชุดที่สนุกใช้ได้ชุดหนึ่ง เรื่องราวของนักสืบที่มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ที่คอยปกป้องมนุษย์

The Red Heart of Jade เล่าเรื่องของดีน ผู้มีพลังจิตในการมองเห็นทางไกล เขาเห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกสถานที่หนึ่ง สิ่งที่เขาไม่เห็นก็คือ การมีชีวิตอยู่ของผู้หญิงที่เขารักจนหมดหัวใจคนที่เขาคิดว่าตายไปแล้วเมื่อ หลายปีก่อน

มิรี่เองก็เข้าใจว่าดีนตายไปแล้วเช่นกัน ความจริงก็คือทั้งสองต่างตายไปแล้ว และได้รับโอกาสคืนมาเพื่อที่จะทำให้คำสาปยาวนานหลายพันปีกลายเป็นจริง คำสาปที่ทำให้หลายคนเชื่อว่าจะทำลายล้างโลกได้ และทางเดียวที่จะหยุดมันได้ ดีนจะต้องเป็นคนฆ่ามิรี่

เรื่องนี้ตั้งแต่เปิดเรื่อง คนอ่านไม่ต้องลุ้นกับความรักของดีนแม้แต่น้อย พวกเรารับรู้ได้เลยว่าเขารักผู้หญิงคนนี้แค่ไหน และที่สำคัญมาร์เจอรี่ทำให้เราเชื่อในความรักนั้น ความรู้สึกที่บรรยาย การกระทำที่แสดงออก ทุกอย่างนำไปสู้ข้อสรุปเดียว นั่นก็คือความรักที่มีให้กัน ดังนั้นการกระทำทุกอย่างที่ดีนทำเพื่อปกป้อง และเสียสละเพื่อมิรี่ จึงดูน่าเชื่อ และสมจริง

ซึ่งต่างจาก Eye of Heaven ซึ่งเป็นเรื่องราวของบลู ผู้ชายที่มีพลังในการควบคุมกระแสไฟฟ้า กับรักแรกพบของเขา นักแสดงละครสัตว์สาวที่ใช้เวลาว่างแปลงร่างเป็นเสือ เรื่องนี้คนอ่านก็ถูกบอกตั้งแต่ต้นเช่นกันว่าบลูรักไอริสแค่ไหน เขายอมเสียทุกอย่าง เลือกกระทั่งผู้หญิงที่ตนเองรักเหนือกว่าน้องชายของตัวเอง

คีย์เวิร์ดที่สำคัญก็คือ "ถูกบอก" ที่เราใช้ในเรื่อง EOH และคำว่า "รับรู้" ในเรื่อง TRHOJ แม็กซ์เป็นคนดื้อ และสมกับที่เรียนสายวิทยาศาสตร์ นั่นคือไม่ชอบให้ใครมาบอก อย่างรู้ด้วยตัวเองมากกว่า ในเรื่องดวงตาแห่งสวรรค์ เราไม่รับรู้ถึงความรัก เราถูกบอกให้ทราบถึงความรัก และมัน ไม่ น่า เชื่อ เลย

และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้หนังสือเล่มนี้สอบตก แม้ว่าเรื่องราวจะสนุกสนานและตื่นเต้น (อาจจะมากยิ่งกว่าหยกสีแดงเสียอีก) เพราะเราไม่เชื่อว่าบลูจะรักไอริสขนาดนี้ และเมื่อไม่เชื่อก็ทำให้เรื่องหมดสนุก

Two Weeks with a Stranger // Debra Mullins

ขอถามหน่อยว่า เคยอ่านหนังสือบางเล่มไหม ที่อ่านอ่านไปชักจะรู้สึกเหมือนว่าเคยอ่านมาแล้ว เพราะเจ้าพล็อตเรื่องนี้มันคล้ายคลึงกับหนังสือเล่มอื่นที่คุณเคยอ่านมาก่อน

ซึ่งถ้าคุณเป็นแฟนโรแมนซ์ อาการเดจาวูนี่คงเกิดขึ้นเป็นประจำ เพราะพล็อตในโรแมนซ์ไม่หลากหลายนัก เขียนไปยังไงก็ต้องวกกลับมาซ้ำกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นแน่

"สองอาทิตย์กับคนแปลกหน้า" ของเดบร้า มัลลินน์ หรือ Two weeks with a stranger เปิดเรื่องด้วยฉากที่คล้ายคลึงจนเกือบเหมือนกันกับเรื่อง Upon a wicked time ของคาเรน เรนนี่ หนังสือสุดคลาสิกเล่มหนึ่งที่แม็กซ์แนะนำให้นักอ่านที่ชอบพระเอกใจร้าย กะนางเอกใจแข็งควรอ่าน

การแต่งงานของไซมอนและลูซี่เป็นการแต่งงานเพื่อความสะดวก ฉากเปิดเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนวันแต่งงานของทั้งคู่ซึ่งไซมอน ได้รู้สึกถึงความพิเศษของภรรยาคนที่เขาเลือกมาเพื่อให้อยู่เฝ้าบ้านชนบท

แน่ล่ะเรื่องนี้คงไม่ใช่โรแมนซ์ถ้านางเอกนั่งรอพระเอกอยู่ในชนบท เธอต้องเดินทางเข้ามาในลอนดอน หลังจากโดนทิ้งร้างไว้ตามลำพังหลังจากคืนวันแต่งงาน สิ่งที่แตกต่างจากเรื่อง UAWT ก็คือ ไซมอนไม่ใช่เพลย์บอยเสเพล เขาเป็นสายลับให้กับราชการอังกฤษทำหน้าที่สืบหาบัญชีรายชื่อสายลับคนสำคัญ ที่อยู่ในมือของนางบำเรอสาวสวยของสายลับชาวฝรั่งเศส

ฟังดูมันชักจะไปคล้ายกับเรื่อง An Arranged Marriage ของโจ เบฟเวอรี่อีกแล้วนะ และมันก็คล้ายค่ะ พระเอกของเราจำใจต้องเสแสร้งไปสนใจนังตัวร้าย ปล่อยนางเอกนอนช้ำอยู่บ้าน คิดว่าสามีไม่ใส่ใจ

แม็กซ์ผู้ชอบความแปลกใหม่ คงไม่ชอบเรื่องนี้ใช่ไหม

ผิดค่ะ เพราะแม็กซ์

นั่นเพราะความเหมือนที่แตกต่าง หนังสือเรื่องนี้ทำให้แม็กซ์นึกถึงนิยายหลายเรื่องในอดีตที่เคยได้อ่านไป แต่ความต่างเพียงเล็กน้อยก็ช่วยเสริมแต่งจนทำให้หนังสือเรื่องนี้พิเศษขึ้น

ไซมอนพระเอกที่ไม่ใช่เป็นเพลย์บอย เขาพูดถึงตัวเองหลายครั้งว่าเหมาะจะอยู่ในเงามืด เป็นนักปรัชญา ชอบใช้เวลาปลูกต้นไม้ เขาเป็นคนสุดท้ายที่ควรมารับบทบาทสายลัยเจ้าเสน่ห์ เราชอบพระเอกที่ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ เขาสร้างความแตกต่างด้วยการแหกคอกพระเอกหัวแข็งทั้งหลายด้วยการบอกรักนางเอก ก่อน เขียนกลอนให้นางเอกอ่าน รวมทั้งเอาไดอารี่ของตัวเองที่เขียนขึ้นมาตั้งนานให้กับเธอเพื่อที่จะทำให้ เธอเข้าใจตัวตนของเขามากขึ้น

ส่วนลูซี่ล่ะ เธอไม่ใช่นางเอกไร้เดียงสา หรือใจน้อย เธอไม่ใช่พวกกินน้ำตาต่างข้าวเวลาเห็นสามีไปจีบผู้หญิงอื่น เธอสู้เพื่อดึงเขากลับมา และเมื่อสุดหนทางเธอก็ฉลาดพอจะรู้ว่า ไซมอนที่เธอรู้จักไม่มีวันสนใจสตรีคนอื่นได้ มันต้องมีเหตุผลบางอย่าง เหตุผลที่เธออาจจะคิดผิด แต่อย่างน้อยก็มีความแปลกใหม่ทำให้เธอแตกต่างจากนางเอกโรแมนซ์หลายร้อยคนที่ มีอยู่ในเวลานี้

สิ่งที่แม็กซ์ชอบมากที่สุดกับเรื่องนี้ก็คือ ความแตกต่างเล็กน้อยเหล่านี้ที่ทำให้ตัวละครมีความต่างออกไป มีความสดใหม่ในเนื้อเรื่องท่ามกลางความซ้ำซากของพล็อตเรื่องเดิม ๆ อ่านงานของเดบร้ามาหลายเล่ม ก็เพิ่มมาปิ๊งเอาเล่มนี้ล่ะค่ะ อาจไม่ใช่งานที่ดีที่สุดที่แม็กซ์ได้อ่านในปีนี้ แต่ก็น่าจดจำ

Bite me if you can // Lynsay Sands

คำถามแรกก่อนจะเริ่มบลอกอาจจะดูนอกเรื่องไปสักนิด แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหนังสือเล่มที่กำลังจะพูดถึงต่อไป

คุณชอบหนังเรื่อง As Good As It Get รึเปล่า หนังเรื่องที่มีพระเอกหน้าตาน่าเกลียดที่สุดเรื่องนึง แต่เป็นหนังในดวงใจของแม็กซ์ เรื่องนี้พระเอกไม่ได้หวานปานน้ำผึ้ง แต่ประโยคเด็ดในเรื่องตอนที่เขาสารภาพรักกับนางเอกที่บอกเธอว่า "การคบกับเธอทำให้เขาอยากเป็นคนดีที่สุดที่เป็นได้" ซึ่งพฤติกรรมในเรื่องของเขาหลายอย่างมันไม่น่ารักเอาเสียเลย

ที่ถามอย่างนี้เพราะในเรื่อง Bite me if you can ของลินเซย์ แซนด์ พระเอกก็ไม่ค่อยน่ารักนะคะ ถ้าคุณคาดหวังให้พระเอกจ๊ะจ๋า เอาใจนางเอกตั้งแต่แรกพบ บอกได้เลยว่าคุณผิดหวัง เพราะลูเซียนรักษาบุคลิกความเป็นคนเย็นชาที่เขาแสดงออกตั้งแต่เล่มแรกที่เขา ปรากฎตัวไว้อย่างครบถ้วน

สำหรับแม็กซ์แล้วสิ่งสำคัญที่สุดในการอ่านหนังสือต่อเนื่องก็คือ การรักษาตัวละครให้เป็นคนคนเดิมกับที่เขาเคยเป็นในเล่มก่อนหน้า และถ้าเล่มนี้เปิดตัวลุงลูเซียนด้วยการให้เป็นหนุ่มนักรักโรแมนติกที่เอาใจ นางเอกตั้งแต่ต้น ทั้งที่ยังไม่รู้จักกัน แม็กซ์ก็คงไม่ชอบเรื่องนี้เพราะนั่นไม่ใช่ลูเซียนที่แม็กซ์รู้จักเป็นแน่

ดังนั้นพฤติกรรมในตอนต้นเรื่องของลูเซียนที่ดูไม่อินังขังขอบ (ใช้คำถูกไหมเนี่ย?) กับลีย์นางเอกจึงไม่ใช่เรื่องแม็กซ์รู้สึกรำคาญหรือเบื่อหน่าย เพราะแม็กซ์รู้จักลูเซียนดีจากการอ่านเล่มก่อนหน้าว่านิสัยเขาเป็นยังไง

ส่วนที่ดีที่สุดของเรื่องจึงเป็นการดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ ลูเซียน เมื่อเขายอมรับความจริงที่ว่าลีย์เป็นคู่แท้ของเขา ความเย็นชาที่ค่อยละลายลง พฤติกรรมที่ค่อยเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้แม็กซ์เชื่อถึงอาการตกหลุมรักของเขาเป็นของจริงแท้แน่นอน

เรื่องนี้เป็นเล่มที่หกในชุดแวมไพร์ของลินเซย์ แซนด์ ซึ่งแม็กซ์คิดว่าเขายิ่งเขียนดีวันดีคืน ในเล่มนี้ลีย์เจ้าของบาร์ถูกกัดและเปลี่ยนเป็นแวมไพร์โดยแวมไพร์ตัวร้าย ก่อนจะได้รับความช่วยเหลือของทีมนักล่าแวมไพร์ (ที่เป็นแวมไพร์--- งงไหมเนี่ย)

ลูเซียนตกกระไดพลอยโจนกลายเป็นผู้คุ้มครองดูแลแวมไพร์สาวหน้าใหม่ ความสัมพันธ์ที่ลูเซียนไม่ต้องการและแสดงออกอย่างชัดเจน (ซึ่งอาจทำให้แฟนหนังสือรักโรแมนติกหวานซึ้งรับไม่ได้) แม็กซ์ว่ามันตลกดีค่ะ โดยเฉพาะเมื่อเขารู้ความจริงว่าลีย์เป็นคู่แท้ของตน ความเย็นชาที่ค่อยละลายลง ทำให้เรื่องสนุกและตลกตามสไตล์ลินเซย์

สุดท้ายคงต้องบอกว่า แม็กซ์ชอบเรื่องนี้ค่ะ และไม่เห็นความผิดปกติในความเย็นชาที่ไม่ใส่ใจนางเอกในตอนแรกของเรื่อง แต่ถ้าคนอ่อนไหวอยากอ่านเรื่องที่พระเอกตกหลุมรักนางเอกตั้งแต่ต้น และพยายามเอาใจเธอสารพัดอาจจะไม่ชอบเรื่องนี้นะคะ แม็กซ์ชอบความรักแบบค่อยเกิดค่ะ

Insufficient Mating Material // Rowena Cherry

วันนี้แม็กซ์มามาดใหม่ ไม่ได้พาดพิงหรือว่าใครหรอกนะ คราวนี้ได้แต่ว่าตัวเองที่ทำมายถึงได้โง่จัง ก็แหมอ่านหนังสือเล่มที่เพิ่งจบไปไม่รู้เรื่องเลยน่ะสิ

อ่านเล่มนี้แล้วเสียความมั่นใจในภาษาอังกฤษระดับสอบโทเฟิลได้ 630 โทอิกได้ 970 หมดสิคะ อ่าน Insufficient Mating Material ของโรแวนน่า เชอรี่ ไม่รู้เรื่องเลยล่ะ

หนังสือบ้าอะไรภาษาโคตรอ่านยาก อ่านไปกินพาราแก้ปวดหัวไป ทำเอาหนังสือที่น่าจะสนุกก็เลยไม่หนุก เพราะไม่รู้เรื่อง

ไม่เกิดอาการปวดหัวอ่านไม่ออกยังงี้นานมาก จนเมื่อเกิดก็เลยเริ่มเครียด "นี่กูโง่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย"

ไม่อยากจะเชื่อ

ดังนั้นจึงไม่เชื่อ คิดว่าคนแต่งประหลาดใช้ภาษาต่างดาวดีกว่า ทำให้เราอ่านไปรู้เรื่อง โยนความผิดกันเข้าไป

หนังสือเรื่องนี้มันน่าจะสนุกนะ เพราะพล็อตเรื่องโดนเต็มใจ อดีตตัวร้ายในเล่มก่อนหน้าที่หาญกล้ามาแย่งชิงนางเอกกะพระเอก จนโดนพระเอกบังคับให้แต่งงานกับน้องสาวตัวเองเพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมือง เรื่องแสนจะน่าสนุก

แต่ก็ได้แค่น่าสนุกนะ เพราะหนึ่งอ่านไม่รู้เรื่องไปครึ่งเรื่องแล้ว อีกครึ่งหนึ่งที่พออ่านรู้เรื่องก็ไม่เข้าใจการกระทำของตัวละครว่ามันทำอะไร ของมัน

คำแนะนำสำหรับหนังสือเรื่องนี้ และเรื่องอื่นของคนแต่งคนนี้ โปรดหลีกเลี่ยงเป็นการดีค่ะ เว้นแต่อยากทดลองรับภาษาอังกฤษของตัวเองว่าเป็นยังไงบ้าง

สำหรับแม็กซ์สงสัยคงบอกลาเจ๊โรแวนน่าคนนี้แล้วล่ะค่ะ อ่านไปสองเล่ม เข้าใจได้ประมาณเล่มเดียว (อ่านรู้เรื่องเล่มละครึ่งเล่ม) เสียดายเงินจัง

Surviving Demon Island // Jaci Burton

หนังสือที่ชื่อเรื่องเหมือนหนังสือแนวโหด แต่ดันเป็นโรแมนซ์เล่มนี้มาจากเรื่อง Surviving Demon Island ของเจซี เบอร์ตัน นักเขียนของอีลอร่าอีกคนที่ได้ดีถูกสำนักพิมพ์หญ่ายจับเอาไปพิมพ์

แม็กซ์สนใจเรื่องนี้ตั้งแต่แรกที่ได้ข่าวคราวเมื่อเกือบสองปีก่อน ที่มีสำนักพิมพ์หลายแห่งพากันให้ความสนใจกับเรื่องนี้ถึงขนาดเกิดสงครามราคา เพื่อแย่งลิขสิทธิ์ของเรื่องนี้ คนที่รวยไปก็คือคนเขียน เพราะราคาคงพุ่งกันไปสูง และสุดท้ายก็คือแรนดอมเฮ้าท์ที่ได้ไป

แม็กซ์น่าจะจำได้จากประสบการณ์นะว่า ครั้งสุดท้ายที่แม็กซ์จำได้ถึงสงครามราคาเพื่อแย่งชิงลิขสิทธิ์โรแมนซ์ก็คือ เรื่อง Once a pirate ของซูซาน แกนต์ ที่หลายคนคงได้อ่านในฉบับแปลไป แล้วคงยังส่ายหัวโยกหัวคลอนตามสไตล์แฟนเพลงร็อคด้วยความเสียดายเงินไม่ หายอยู่

เรื่องนี้ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอกนะคะ เพียงแต่มันควรจะดีกว่านั้นได้ต่างหาก

หนังสือชุดแนวพารานอมอลยอดฮิต (โดยเฉพาะของนักเขียนอีลอร่าที่ขึ้นมาเขียนให้สำนักพิมพ์นิวยอร์ค) เป็นสูตรสำเร็จที่เจซีใช้ เรื่องราวของดาราสาวที่ถนัดเล่นหนังบู๊ชื่อดังที่ได้รับคำเชิญให้ไปเข้าร่วม เล่นรายการเรียลลิตี้ที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับรายการเซอร์ไวเวอร์ โดยให้ใช้ชีวิตบนเกาะ และมีภารกิจในการปราบปีศาจ (ที่คิดกันว่าเป็นของปลอม)

ความจริงก็คือ ปีศาจมีจริงในโลก และรายการที่เชิญเธอไปร่วมแข่งขันนั้น แท้จริงแล้วเป็นองค์กรพิทักษ์โลก (ที่ถ้าดูจากหนังสือแล้ว คิดว่ามีเป็นพันองค์กร) ที่เรียกตัวนางเอกและผองเพื่อนมาเพื่อทดสอบฝีมือการต่อสู้ว่าจะไหวไหมในการ ใช้ชีวิตเป็นนักล่าปีศาจ

พระเอกของเราก็เป็นหนึ่งในมือล่าปีศาจตัวเก่งขององค์กร และตามสไตล์หนังสือยุคใหม่ที่เมื่อพระเอกนางเอกเจอกัน อาการปากว่ามือถึงก็เกิดขึ้นในทันใด ดีกรีความร้อนแรงในเรื่องนี้ไม่เป็นรองเรื่องไหน แม้จะสู้หนังสือของอีลอร่าที่เจซีเคยเขียนไม่ได้ก็ตาม

ทั้งพระเอกและนางเอกล้วนแต่เคยสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักให้แก่ปีศาจ พระเอกเสียน้องชายไปในคืนนึงเมื่อปีศาจลักพาตัวไป ส่วนนางเอกก็เสียมารดาที่ถูกปีศาจพาตัวไปใช้ทำเป็นแม่พันธุ์ในการผลิตปีศาจ น้อย ๆ แต่ไม่น่ารักออกมารังควาญชาวโลก (ที่ไม่ใช่ควาย แต่เป็นคนค่ะ)

คำจำกัดความของเรื่องนี้ก็คือ ฉากบู๊และเซ็กส์ เพราะมีอยู่สองอย่างจริงจริง ถ้าพระเอกนางเอกไปออกไปสู้กะปีศาจ ก็จะ... นะ คงนึกกันออก เรื่องมันมีเท่านี้จริงนะ อ่านไปสักพักก็เลยเบื่ออ่ะ ขนาดฉากเซ็กส์ยังเปิดไปข้ามไปเลย

Too much sex is not good for the heart na ka

ตอนใกล้จบก็เผยเรื่องมาอีกนิดนึงว่าน้องชายพระเอกน่าจะยังมีชีวิตอยู่ แล้วพออ่านต่อบทนำเล่มหน้าที่เขาเอามาโฆษณาก็เลยเจอว่ามีชีวิตอยู่จริง และดูท่าจะน่าสนใจกว่าพี่ชาย

โดยรวมก็คงติดตามอ่านต่อไปล่ะค่ะ เพราะไม่ได้เลวร้ายอะไร เพียงแต่มันไม่หนุกเหมือนอย่างที่คิดไว้เท่านั้นเอง

What Price Love? // Stephanie Laurens

สุดสัปดาห์ผาสุขที่ผ่านไป แม็กซ์อ่านหนังสือจบไปแค่สองเล่มเองค่ะ ทั้งที่ตั้งใจจะอ่านให้ได้มากกว่านั้น แต่ก็มีกิจกรรมอื่นมาแทรกเป็นระยะ ผลสรุปของการอ่านอยู่ตรงกึ่งกลางพอดี คือดีกะเลว ไม่ถึงกะดีมาก หรือเลวมาก แต่ตรงกลางของสองอย่างนั้นพอดีอีก

อ่านไปก็งง พูดถึงหนังสือดีกว่า

ค่าแห่งความรัก ที่ไม่ใช่หนังสือของลินน์ เกรแฮมที่เพิ่งออกขายไปนะคะ แต่เป็นการตั้งชื่อเองของแม็กซ์กับเรื่อง What Price Love? ของสเตฟานี ลอว์เรนส์ หนังสือที่ถ้าสั้นกว่านี้สักหนึ่งร้อยหน้าจะสมบูรณ์แบบกว่านี้ แต่ด้วยความยาวที่เกินขนาดก็เลยทำให้เบื่อไปเสียก่อน ทั้งที่พูดตามตรงก็ถือว่าสนุกพอตัวทีเดียว

เรื่องเริ่มต้นตามสไตล์หนังสือในครอบครัวซินสเตอร์ แม้ว่าดิลล่อนจะไม่ใช่ซินสเตอร์ แต่การเป็นญาติทางเมียก็เพียงพอแล้วจะทำให้เขาแสนเท่ห์ หล่อ รวย และเก่ง ความผิดปกติก็คือ ดิลล่อนมันไม่ได้หล่อ เท่ห์อย่างนี้ในเล่มที่เขาออกมามีบทบาทเป็นตัวละครรอง (The Rogue's Proposal) ความเท่ห์แม็กซ์เชื่อว่าสร้างกันได้ ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น ดิลล่อนปรับตัวเปลี่ยนนิสัยจากเด็กเอาแต่ใจกลายเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบ อันนี้โอเค

แต่ความหล่อนี่สิ งงมาก เพราะดิลล่อนไม่ได้หล่อธรรมดา แต่เป็นหล่อประเภทลืมหายใจ หล่อจนคนสนใจแต่ความหล่อไม่สนใจตัวตนภายในของเขา (นี่เป็นเรื่องปรับทุกข์ที่เขาคุยกะนางเอกที่สวยจนลืมหายใจพอกัน) ความหล่อนี่มันเป็นของเฉพาะตัวนะ ลองโผล่หน้ามาว่าหน้าตาธรรมดา ทำยังไงมันก็ไม่หล่อขึ้นมาหรอกนะ ยิ่งสมัยนั้นไม่มีศัลยกรรมด้วย ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่

อีกประเด็นนึงที่ขัดใจมากก็คือเรื่องชื่อนางเอก พริส ย่อมาจากพริสซิล่า นี่เป็นชื่อที่น่าเกลียดที่สุดที่แม็กซ์เคยได้ยินมา อ่านยังไงก็ซึ้งไม่ออกน่ะ รู้สึกเหมือน piss พิกล

ถ้าตัดประเด็นพวกนั้นไป เนื้อเรื่องก็ถือว่าสนุกอ่านได้ คนที่ชอบชุดซินสเตอร์ก็คงชอบค่ะ คนที่ไม่เคยอ่านชุดนี้ก็อ่านได้ จะมีก็แต่คนที่เบื่อเรื่องแนวซินสเตอร์แล้วนะค่ะที่ไม่ควรอ่านอย่างยิ่ง เพราะสเตฟานี่ไม่ได้สร้างสรรเนื้อหาสาระอะไรใหม่ ทุกอย่างเดินตามรอยเท้าความสำเร็จในอดีต

สำหรับแม็กซ์ที่ไม่ถึงกะเบื่อซินสเตอร์ แต่ก็ไม่คลั่งเหมือนแต่ก่อน ก็อ่านไปได้ เพราะองค์ประกอบของชุดซินสเตอร์ที่แม็กซ์ชอบก็คือ พระเอกรู้ใจตัวเองว่าต้องการอะไร เขาอาจะไม่พูดออกมาว่ารัก แต่เขารู้เกือบในทันทีว่าต้องการนางเอกให้เข้ามาอยู่ในชีวิต และทำทุกวิถีทางไม่ว่าเจ้าเล่ห์อย่างไรเพื่อให้เธอมาเป็นของเขา

หนังสือเรื่องนี้เป็นรักในสนามม้า เพราะเกิดที่ Newmarket อันเป็นตลาดแข่งม้าชื่อดังของอังกฤษ นางเอกมาตามหาน้อง/พี่ฝาแฝดที่หลงเข้ามาพัวพันกับแก็งค์ต้มตุ๋น ส่วนดิลล่อนเป็นผู้เก็บรักษาสมุดประวัติม้าที่นางเอกแสนจะอยากเข้ามาอ่าน เพราะรวบรวมข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นกับแฝดของเธอกันแน่

พล็อตปัญญาอ่อน

แต่อย่างที่บอกอ่านได้นะคะ ถ้าไม่คิดอะไรมาก อ่านความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกะนางเอกก็ถือว่าสอบผ่าน แม้นางเอกจะทำเป็นเล่นตัวไม่เชื่อใจพระเอกสักกะที แต่ก็กลับตัวทันก่อนที่แม็กซ์จะหมดความอดทนแล้วขว้างหนังสือทิ้ง

แม็กซ์ว่าเรื่องนี้ไปเยอะ แต่พูดจริงนะว่าสนุกอ่านได้ ที่ติเยอะก็คงเพราะแม็กซ์ยังเพ้อฝันอยู่กับอดีตอันแสนรุ่งเรื่องของสเตฟานี สมัยที่เธอเขียน Devil's Bride อยู่น่ะค่ะ

The Marcelli Princess // Susan Mallery

แม็กซ์บอกไปแล้วว่าอ่านหนังสือจบไปสองเล่ม เล่มแรกก็คือค่าแห่งความรักที่ถือว่าอยู่ในส่วนดี อีกเรื่องก็คือเจ้าหญิงมาเซลี่ หรือ The Marcelli Princess ของซูซาน มัลโลลี

แม็กซ์ชอบชุดพี่น้องตระกูลมาเซลี่ และนี่ก็เป็นเล่มที่ห้าแล้วของชุด เป็นเรื่องของมีอา น้องนุขสุดท้อง แม็กซ์คาดหวังกับเล่มนี้มากด้วยหลายเหตุผล

หนึ่งเพราะปู่งี่เง่าของเธอตายไปแล้วตั้งแต่เล่มสี่ ฉากที่คนแต่งหวังเรียกน้ำตาคนอ่านใน The Marcelli Bride ตอนที่ปู่ตาย แม็กซ์อ่านไปดีใจจนเกือบเต้นระบำ เพราะเกลียดปู่ชั่วคนนี้มาก (ต้องอ่านทั้งชุดแล้วจะซึมซับว่าปู่มันงี่เง่ายังไง เริ่มตั้งแต่บังคับให้หลานสาวแต่งงานตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบกันทุกคน คนที่ดื้อไม่ยอมแต่งก็นั่งด่าว่าว่าขึ้นคาน คนที่แต่งแล้วตอนหลังโดนสามีทิ้งก็ซ้ำเติมว่าไม่มีน้ำยาเอาสามีไม่อยู่ ทำร้ายจิตใจหลานสาวสารพัด ตายไปได้แล้วก็ดี) เล่มนี้ปู่ตัวแสบไม่อยู่ แม็กซ์ก็เลยดีใจนึกว่าจะไม่มีพวกน่ารำคาญนิสัยเสียอยู่ในเรื่องให้รกสายตา อีก แต่ก็คิดผิด

สองเรื่องนี้เป็นแนวพาฝันที่ซูซานเป็นคนที่เขียนเรื่องน้ำเน่าได้ค่อน ข้างดี ไม่มีกลิ่นเหม็นมากจนเกินไป พล็อตเรื่องก็คือ มีอาที่อดีตเคยเป็นสายลับที่ตกหลุมรักโจรปล้นงานศิลปะพบว่าคนรักที่เป็นโจร ของเธอยังมีชีวิต และไม่เพียงแต่มีชีวิตอยู่เท่านั้นเขายังเป็นรัชทายาทแห่งอาณาจักรเล็ก ๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เป็นไงคะ เน่าไหม

พระเอกหรือก็ชื่อถูกใจ ราฟาเอล สำหรับแม็กซ์ที่ตกหลุมรักราฟาเอลที่คนวาดภาพมาดอนน่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน แม้จะสะกดไม่เหมือนกัน แต่อ่านคล้ายกันก็ได้ใจไปกว่าครึ่ง

แต่สุดท้ายแม็กซ์เกลียดเรื่องนี้นะ เพราะความชั่วเกินพิกัดของพระเอก

แม็กซ์ชอบพระเอกที่ติดเลวนิด ๆ เถื่อนหน่อย ๆ ไม่ต้องถึงขั้นตบนางเอกหน้าคว่ำหรอกนะ เพียงแต่เป็นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ พระเอกอย่างของแอน สจ๊วตที่มีพรสวรรค์ไม่ว่าจะเขียนยังไงก็ไม่ล้ำเส้นของแม็กซ์

แต่ราฟาเอลของซูซาน มัลโลลีนี่ล้ำเส้น ล้ำไปจนขนาดแม็กซ์ที่มีเขตแดนกว้างแล้วนะยังรับไม่ได้

แม็กซ์ไม่ได้พูดถึงความเลวชนิดตบตีทำร้ายนางเอกหรอกนะ เพราะนั่นมันล้ำไปตั้งแต่ยกมือแล้วล่ะ แต่เป็นนิสัยการกระทำที่แสดงออก

ราฟาเอลเป็นเจ้าชายมากจนเกินไป ไม่ใช่ประเภทเจ้าชายจิกมี่ที่อ่อนน้อมถ่อมตน แต่ยะโสโอหัง และไม่รักนางเอกเอาเสียเลย

พล็อตเรื่องน่าสนใจและเน่าได้ใจเปิดเรื่องเมื่อราฟาเอลกลับมาหามีอา หลังจากพลัดพรากกันไปห้าปี หลังจากที่เขาเล่นละครฉากการตายของตัวเอง และมีอาหนีกลับอเมริกาไปอย่างเจ็บปวดที่รู้ว่าคนรักเสียชีวิต แถมตัวเองยังมีลูกติดท้องไปอีกหนึ่งคน ราฟาเอลกลับมาเพื่อบอกกับมีอาว่า เขาไม่เคยรู้เลยว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ เขาก็โดนหลอกเช่นกันว่าเธอตายแล้ว ตลอดเวลาเขายังรักเธออยู่เสมอ และเมื่อทราบข่าวว่าเขามีลูกชายตัวน้อย ๆ อายุ 4 ขวบด้วยหนึ่งคน เขาก็ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่

เขารีบขอเธอแต่งงานอย่างรวดเร็ว และแม้มีอาจะสับสนกับความเปลี่ยนแปลงที่คนรักจากโจรกระจอกกลายเป็นเจ้าชาย สูงศักดิ์ ด้วยเวลาเพียงครึ่งเล่มเขาก็ชนะใจเธอได้

สิ่งที่มีอาไม่รู้ แต่คนอ่านรู้ (เพราะคนแต่งบรรยายความรู้สึกของราฟาเอลให้รับทราบ) ก็คือ เขาไม่ได้มีความคิดอย่างที่พูดไปเลย เขาเห็นว่ามีอาเป็นผู้หญิงคนนึงที่เขาอยากได้ และเมื่อได้แล้วก็หมดความสนใจ เขาไม่ตามหาเธอเพราะไม่คิดว่ามีอาคู่ควรกับการแต่งงาน เป็นแค่ความสัมพันธ์ชั่วแล่น และเมื่อเขารู้ว่าผลพวงจากความสัมพันธ์นั้นก่อกำเนิดเด็กน้อยที่เป็นทายาท ราชบัลลังค์ของเขา เขาจึงเสแสร้งเล่นละครมาเพื่อตีสนิทกับมีอา ด้วยจุดประสงค์เพื่อขโมยตัวลูกชายกลับไปประเทศ

ราฟาเอลเป็นผู้ชายชนิดที่ควรเป็นตัวร้ายในหนังสือเล่มอื่น แต่ดันเป็นพระเอก พฤติกรรมแต่ละอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกแต่งงานกับนางเอกเพื่อวางแผนให้นางเอกพาลูกกลับประเทศ แล้วทำการฮุบตัวลูกชาย (แล้วหย่านางเอกทิ้ง) หรือว่าการทิ้งให้นางเอกเข้าใจผิดมาตลอดห้าปีว่าตัวเองตาย (ในขณะที่ตัวเองมีผู้หญิงคนอื่นไปเรื่อย)

ที่สำคัญชั่วแล้วไม่รู้ตัวว่าชั่วอีกต่างหาก เพราะเมื่อมีอาจับได้ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเขาแล้วไล่เขาไป เมื่อมาขอโทษแทนที่จะพูดถึงความผิดของตัวเอง กลับบอกนางเอกว่า "เสียใจที่โดนนางเอกจับ"

นี่นะพระเอก

เข้าใจความมุ่งหมายของคนแต่งนะที่จะเล่าว่า ราฟาเอลแข็งกระด้างเพราะถูกเลี้ยงมาอย่างนั้น แต่เขาแข็งเกินไป แข็งจนเราไม่รู้สึกถึงความเป็นพระเอกที่ซ่อนอยู่ภายใน มันถูกซ่อนมิดชิดจนมองไม่เห็นราศีพระเอก เข้าใจนะว่าคนแต่งจงใจสร้างบุคลิกของราฟาเอลให้ดูเป็นเจ้าชายที่เอาแต่ใจทำ ให้ไม่เข้าใจชีวิตปกติของคนธรรมดา

แต่มันมากเกินไป ล้ำเส้นการยอมรับได้ของแม็กซ์

How to Abduct a Highland Lord // Karen Hawkins

ไม่ใช่ว่าเรื่อง "ลักพาตัวขุนนางทางที่ราบสูงทำได้อย่างไร" หรือ How to abduct a Highland Lord ของคาเรน ฮ็อคว์กิ้นส์จะสนุกสุดใจ (ขาดดิ้น) หรอกนะคะ แต่เป็นเพราะเป็นเวลานานมากแล้วที่เรารู้สึกชอบงานของคาเรน อันย้อนไปก็ตั้งแต่เรื่อง The Belated Bride ซึ่งนั่นเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นก่อนวายทูเคเสียอีก คิดเอาเองแล้วกันว่านานขนาดไหน ดังนั้นพอเจอเรื่องนี้ก็เลยดีใจที่ และแล้วคาเรนก็เขียนหนังสือสนุกอีกครั้ง

หนังสือเรื่องนี้มีพล็อตที่ "โดน" แม็กซ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานเพื่อความสะดวกของตัวพระเอกและนางเอก หรือการที่พระเอกและนางเอกเคยมีความหลังรักกันมาแต่ก่อนเก่า

ฟิออน่านางเอกเป็นน้องสาวคนเดียวในตระกูลแม็คคลีน เรื่องไม่บ่งชี้แน่ชัดว่าเป็นพี่สาวหรือน้องสาวกันแน่ แต่จากที่อ่านไปคาดว่าคงจะเป็นน้องสาวคนเดียว (มีน้องชายคนนึงแต่ไม่มีบทในเรื่อง) เพราะบรรดาพี่ชายปกป้องกันเหลือเกิน ฟิออน่าไม่ต้องการให้เกิดสงครามระหว่างตระกูลขึ้นอีกหลังจากน้องชายต่างบิดา ของแจ็คพระเอกเข้าไปพัวพันในเหตุการณ์การตายของน้องชายของเธอ เธอไม่ต้องการเสียพี่น้องไปกับการทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกแล้ว ทางออกของเธอก็คือการแต่งงานระหว่างเธอและแจ๊ค ซึ่งเธอก็ทำได้เด็ดมากด้วยการลักพาตัวเขาแล้วมอมเหล้าให้แต่งงานกันในเกรน่า กรีน

และเมื่อแต่งงานกันแล้ว ทั้งสองที่เคยมีอดีตอันหวานชื่น แต่พลัดพรากกันตามสไตล์โรแมนซ์ก็พบว่าทั้งคู่ตกลงกันให้การแต่งงานมีต่อไป โดยแจ๊คจะทำให้เธอมีลูกเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างตระกูลไปเสีย

สิ่งที่แม็กซ์ชอบในเรื่องนี้ก็คือ ฟิออน่าไม่ใช่นางเอกประเภทน้ำตาตกใน ทนให้ตัวร้ายด่าว่าดูถูก ฉากที่นางเอกเผชิญหน้ากับอดีตเมียเก็บของแจ๊คเป็นฉากที่สนุกและสะใจมากฉาก หนึ่ง และแม็กซ์ก็ยังชอบความสัมพันธ์ของทั้งสองที่แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าการแต่ง งานเป็นเพียงเพื่อความสะดวก แต่ก็ยังห่วงใย อาทรกัน

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ดีเลิศ บางประเด็นเปิดขึ้นมาก็ไม่พูดถึง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแจ๊คและครอบครัวของเขา ที่ตอนแรกดูว่าจะเป็นประเด็นในเรื่อง แต่ก็หายไป และเมื่อคิดว่านางเอกอุตส่าห์ลงทุนลักพาตัวพระเอกเพื่อปกป้องความขัดแย้งกัน ระหว่างตระกูล อย่างน้อยตัวละครที่เป็นครอบครัวของแจ๊คก็น่าจะโผล่มามีบทบาทบ้าง แต่นี่ไม่เห็นมีสักคน แล้วยังเรื่องความขัดแย้งระหว่างตระกูลอีก ไม่รู้ว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร ไม่เห็นจะกล่าวเอาไว้เลย

ถึงอย่างนั้นแม็กซ์ก็ขอแนะนำเรื่องนี้ค่ะ อ่านฆ่าเวลาเพลินดีค่ะ

Full Moon Rising // Keri Arthur

แม็กซ์เห่ออยากอ่านหนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่แรกที่ได้ยินข่าวถึงหนังสือ เรื่อง Full moon rising ของคีรี อาเธอร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วแล้วล่ะ (ส่วนคำถามว่าทำไมแม็กซ์ถึงจำได้ว่าเป็นเรื่องเมษานี่ แม็กซ์ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเมษาแน่รึเปล่า เดาเอาว่าประมาณนั้นแหละ) แต่ด้วยความงก เพราะตอนที่ออกเมื่อปีก่อนเป็นปกแข็ง แล้วแม็กซ์ได้ยินข่าวว่ากำลังจะออกเป็นปกอ่อนในเดือนธันวามคมอยู่แล้ว ก็เลยเกิดอาการงกแทรกแซง ตัดสินใจไม่ซื้อ

ใครจะรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มันจะหายากหาเย็นเหลือเกิน ขนาดแม็กซ์สั่งล่วงหน้าไว้หลายเดือน ก็เกิดอาการหนังสือหายตัวระหว่างทางมาไม่ถึงหน้าร้าน จนทำให้แม็กซ์ต้องควักกระเป๋าดังหนึบสั่งซื้อมาจากผู้ค้าส่งอีกเจ้าหนึ่งที่ ชาร์จค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแพงกว่าปกติถึงห้าสิบบาท จึงจะได้หนังสือเล่มนี้มาอยู่ในกำมือน้อย ๆ

คืนพระจันทร์เต็มดวงเป็นหนังสือเล่มแรกที่ดำเนินเรื่องราวโดยไรลี่ย์ เจนสันลูกครึ่งหมาป่าและแวมไพร์ ส่วนผสมที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นไปได้ ซึ่งดูท่าทางแล้วคงเป็นหนังสือชุดยาวที่ไม่มีตอนจบเห็นในระยะสายตา

แม็กซ์เคยพูดถึงหนังสือแนวนี้มาแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าควรจะเรียกชื่อมันว่ายังไงดี จนกระทั่งเพื่อนผู้ทรงภูมิ (ซึ่งแม็กซ์ขอคารวะ) ก็ชี้ทางสว่างให้ แม็กซ์ถึงได้รู้กันว่าแนวนี้ที่กำลังฮิตกันในเมกา เรียกว่า Urban Fantasy

หรือแฟนตาซีในเมือง

แปลแล้วงงเปล่า ถ้าไม่งง แม็กซ์ของงงก่อนแล้วกัน แต่เพื่อความเท่ห์แม็กซ์ของเสแสร้งทำเป็นเข้าใจไปแล้วกัน

ไม่ว่าจะแปลว่ายังไง หนังสือแนว Urban Fantasy จะมีสูตรสำเร็จตายตัว เรื่องราวที่เล่าเรื่องผ่านมุมมองของนางเอก ที่เป็นหญิงเก่งแกร่งอึด เรื่องราวแนวพารานอมอลแปลกประหลาด ผสมผสานไปกับการสืบสวนคดี

ฟังแล้วคุ้นว่าเหมือนหนังสือของลอเรล เค. แฮมิลตันไปล่ะ

เรื่องพระจันทร์นี่ก็ไม่ต่างออกไป อ่านไปอ่านมาอาจนึกว่าไรลี่ย์คืออนิต้าได้ง่าย เพียงแต่แม็กซ์ชอบไรลี่ย์มากกว่า ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าแม็กซ์คิดว่าพระจันทร์ดีกว่าอนิต้า อนิต้าคือต้นแบบที่ย่อมมีข้อผิดพลาด หนังสือเล่มอื่นชุดอื่นที่เดินตามรอยเท้า ย่อมมีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดได้มากกว่า การนำมาเปรียบเทียบกันย่อมไม่สมควร และแม็กซ์ไม่ขอบังอาจเปรียบเทียบ (เพราะอาจโดนรุมเหยียบได้)

ไรลี่ย์ เจนสันเป็นเลขานุกการในสำนักงานที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลบรรดาสิ่งมีชีวิตผิด ธรรมชาติจำพวกหมาป่า แวมไพร์ และสัตว์ประหลาดอื่นที่เราจะนึกออกกัน เธอไม่ใช่หนึ่งในการ์เดี้ยน หรือก็คือตำรวจที่คอยทำหน้าที่จัดการพวกที่ออกนอกเส้น แต่พี่ชายฝาแฝดของเธอเป็น และเมื่อเขาหายตัวไป ไรลีย์จึงต้องเริ่มสืบหาความจริง ซึ่งช่างโชคดีจริงจริงที่เป็นจังหวะเดียวกับช่วงพระจันทร์เต็มดวง

พระจันทร์เต็มดวงไม่ได้ทำให้บังคับให้หมาป่าต้องกลายร่างเป็นหมาเพียงอย่าง เดียว หากแต่ยังมีผลให้เลือดลมฉีดพุ่ง ชนิดคนอ่านเลือดกำเดากระจายกับฉากเซ็กส์อันหลากหลายระหว่างไรลีย์และคู่รัก ทั้งสามคนของเธอในเรื่องนี้

นางเอกมีคู่รักสามคน สองคนเป็นขาประจำทุกช่วงเวลาพระจันทร์เต็มดวง และอีกหนึ่งที่เพิ่มเข้ามาในเล่มเปิดเรื่อง ควินน์ที่อ่านยังไง้ยังไงก็ทำให้นึกถึงสุดที่รัก Roarke ของเรา ไม่ใช่ว่าเหมือนในด้านประทับใจหรอกนะคะ แต่เป็นด้านที่ทำให้แม็กซ์นึกถึงของก็อปปี้ชนิดไม่มีคุณภาพต่างหาก ควินน์เป็นอภิอภิอภิมหาเศรษฐี ทั้งหล่อทั้งเก่งทั้งเป็นแวมไพร์อายุพันสองร้อยปีที่แสนเร้าใจ แถมยังมีประสบการณ์อกหักมาจากหมาป่าสาว (ตัวอื่น) ทำให้ไม่กล้าวางใจไรลี่ย์ ทั้งที่รู้สึกต้องใจกับเธอเหลือเกิน

มาดพระเอ้กพระเอก คุณว่าไหม

แต่แม็กซ์ไม่ชอบล่ะ คนที่แม็กซ์ชอบมากกว่า แม้ไม่ถึงกับเชียร์ให้เป็นพระเอก เพราะคิดแล้วว่ามันน่าจะมีดีกว่านี้ คนนึงก็ตายตอนจบเล่มแรก ส่วนอีกคนก็มาตายในตอนจบเล่มสอง (ที่แม็กซ์ยังไม่ได้อ่าน แต่แอบเปิดอ่านตอนจบไปเรียบร้อยแล้ว) เห็นได้ชัดว่าแม็กซ์เป็นคนที่ดวงกินตัวละครขนาดไหน

ควินน์เองก็ออกตามหาพี่ชายนางเอกเช่นกันเพราะหวังว่าจะไขความลับที่เขากำลังติดตามหาได้ เมื่อทั้งสองเจอกันประกายไฟก็พรึบพรับ

ปริศนาในเรื่องนี้ยังไม่กระจ่างจบในเล่มนี้หรอกนะคะ ต้องติดตามไปอ่าน "รอยจูบแห่งบาป" อันเป็นเล่มสองในชุดต่อ แต่เล่มนี้ก็น่าสนใจพออยู่แล้วกับการแนะนำให้รู้จักกับตัวละครที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรนพี่ชายนางเอกที่เป็นหมาป่าเกย์กับคู่ขาอดีตหน่วยปฏิบัติการ พิเศษที่เปลี่ยนอาชีพเป็นช่างแต่งหน้า (ทำแอ๊ฟเฟ็คในภาพยนตร์) แจ๊คหัวหน้าองค์กรที่นางเอกทำงานให้ ควินน์ที่กล่าวไปแล้ว ทาลอนและมิสช่าสองหมาป่าคู่ขาประจำของนางเอก

เล่มนี้อาจไม่ดีเท่ากับอนิต้าในเล่มที่ดีที่สุด (ในความคิดของแม็กซ์) กับเรื่องObsidian butterfly แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดตัวนางเอกในหนังสือแนว Urban Fantasy (ที่เขียนจนเกือบจะจบบลอก แม็กซ์ก็ยังไม่รู้ว่ามันจะแปลว่ายังไงดี) ที่น่าสนใจมากกว่าเล่มอื่นหลายช่วงตัว

หากท่านไม่เกรงคาวเลือดที่สาดกระจายในเรื่อง เซ็กส์ที่เปิดกว้าง โลกแห่งจินตนาการที่น่าสนใจ แม็กซ์แนะนำว่าคุณไม่น่าพลาดหนังสือชุดนี้ค่ะ

Lover Revealed // J.R. Ward

แม็กซ์ชอบหนังสือชุด "ภราดรภาพแห่งกริชดำ" อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ค่อยมีความหมายใช่ไหมล่ะ นั่นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะชื่อชุดหนังสือตอนนี้แล้วแต่คนแต่งจะตั้ง กะเอาให้เท่ห์ไว้ก่อน

หนังสือชุดนี้ถือว่าเป็นชุดที่มาแรงแซงทางโค้งมากที่สุดแล้วล่ะ ณ เวลานี้ ดังนั้นแม็กซ์จึงขอแนะนำคนที่ไม่ได้อ่าน ให้รีบอ่าน จะได้อินเทรนด์ ไม่ตกสมัย และที่สำคัญแม็กซ์ว่าช่วงนี้ล่ะถือเป็นจุดสูงสุดของเจอาร์ วาร์ดแล้วในการเขียนชุดนี้ ต่อไปอีกไม่นานถ้ายังไม่ยอมจบชุดนี้ลง อาการมั่วน้ำเค็มก็เริ่มเกิดขึ้น เหมือนกับที่เกิดกับหนังสือชุดสนุกหลายชุดตอนนี้

Lover Revealed เป็นเล่มที่สี่ในชุด และเป็นเรื่องของตัวละครที่แม็กซ์แทบไม่อยากจะอ่านเลยก็ว่าได้ พระเอกเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ถูกดึงเข้ามาอยู่ในกลุ่มนับรบแวมไพร์ ส่วนนางเอกก็เป็นแวมไพร์สาวที่แสนจะอ่อนแอ น่ารำคาญ

ดังนั้นแม้แม็กซ์จะชอบชุดนี้มากแค่ไหน แม็กซ์ก็ไม่ตื่นเต้นสักนิดเมื่อรู้ข่าวว่าเล่มนี้จะออกขาย แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อเพื่อนที่เชื่อถือได้ (หมายถึงเพื่อนที่มีรสนิยมคล้ายคลึงกับแม็กซ์) รับประกันว่าแม็กซ์จะต้องชอบเรื่องนี้แน่ ความอยากอ่านจึงค่อยกลับมา และเหมือนทุกครั้งที่คำแนะนำของเพื่อนคนนี้เป็นความจริง

แม็กซ์ชอบ Lover Revealed ด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดแม็กซ์ชอบที่เจอาร์ไม่เปลี่ยนแปลงบุคลิกของมาริสซ่าเลยสัก นิด แต่ทำให้แม็กซ์หันมาชอบเธอได้ นั่นเป็นจุดเด่นมากของเรื่อง และเพราะมุมมองที่มีต่อมาริสซ่าเปลี่ยนแปลง ก็เลยทำให้ความชื่นชอบในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นมา

แน่ละวิธีการแก้ปัญหาความรักระหว่างแวมไพร์และมนุษย์ (ในโลกที่แวมไพร์ไม่อาจเปลี่ยนมนุษย์ให้เป็นเหมือนกับตนเองได้) ของเจอาร์มันง่ายไปหน่อย และเป็นสูตรสำเร็จเกินไป แต่ถ้าให้เลือกระหว่างการไม่มีทางออกของปัญหา กับวิธีง่ายที่ใช้แต่ทำให้เรื่องจบลงอย่างมีความสุขได้ แม็กซ์เลือกของง่ายค่ะ (เข็ดแล้วกับ The time-traveller wife)

และถ้าแม็กซ์ไม่พูดถึงกลิ่นแนววาย (พูดถึงวายขอนอกเรื่องหน่อยแล้วกัน เพิ่งรู้ว่าห้างเซ็นทรัลมีบัตรที่ชื่อ Central Y Club ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้ง แต่ถ้าแม็กซ์เป็นผู้ชาย สงสัยไม่มีทางพกบัตรใบนี้มาถือแน่ค่ะ) กับหนังสือชุดนี้ ก็คงประหลาดสักหน่อย เพราะคิดว่าคนที่อ่านทุกคนก็คงรู้สึกถึงมันได้ และคนแต่งเองก็ไม่ได้คิดจะปกปิดอะไร

สำหรับแม็กซ์แล้วบอกตามตรงว่าเฉยนะคะ เพราะคิดอยู่เสมอว่าผู้ชายนี่มีโครโมโซมเอ็กซ์อยู่ตัวตัวนึง ก็คงได้ลักษณะของผู้หญิงติดไปบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อมาผสมผสานกับแกนของเรื่องนี้ที่วางเรื่องให้อยู่ในสังคมที่ผู้ชายเป็น ใหญ่ และทำหน้าที่สำคัญในการปกป้องเผ่าพันธุ์ของตัวเอง ความเป็นพี่น้องเพื่อนพ้องร่วมรบ ความผูกพันที่บางครั้งดูมันจะลึกซึ้งจนก้าวล่วงเข้าไปในขอบเขตที่ต้องห้ามก็ ย่อมมีบ้าง

ความสัมพันธ์ระหว่างวี (ที่ไม่ใช่อคาเดมี่ของยูบีซี) กับบุชดูจะหมิ่นเหม่การยอมรับได้สักหน่อย แต่แม็กซ์ก็ยังโอเคอีกนั่นแหละ แม้แม็กซ์จะตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ทำให้ความเป็นเพื่อนของทั้งคู่แน่นแฟ้นกัน อย่างนี้ แต่แม็กซ์เข้าใจว่าทำไมวีถึงคิดว่าบุชเป็นหนึ่งในคนที่เขาคิดว่าเป็นของเขา (ในฉากที่เขารู้แล้วว่าบุชและมาริสซ่าลงเอยกันด้วยดี) ความรู้สึกของวีเหมือนคนที่สูญเสียคนที่เขาผูกพันมากที่สุดไป มันไม่ใช่ประเด็นเรื่องโฮโมอย่างเดียว แต่เป็นความว่างเปล่าของคนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เพราะบุชเจอผู้หญิงของเขาแล้ว ในขณะที่วี ไม่มีใครเลย นอกจากบุช

พูดตามตรงนะคะ แม็กซ์ชอบกลิ่นวายในเรื่องนี้ด้วย เพราะคิดว่าเป็นสิ่งใกล้เคียงกับความจริงมากกว่าที่จะไม่มีเลย ลองนึกถึงกลุ่มนักรบผู้ชายที่อยู่ด้วย กินนอนด้วยกัน ออกรบและตายด้วยกัน คุณจะไม่คาดหวังหรือว่าความผูกพันระหว่างกันจะให้ความรู้สึกที่บางครั้งเกิน เพื่อนไปบ้าง

แม็กซ์แน่ใจว่าในฐานะของหนังสือโรแมนซ์ เรื่องวายนี่คงเป็นแน่ผงชูรสของเรื่อง คนอ่านไม่ต้องกลัว (หรือบางคนอาจจะหวัง) ว่ามันจะกลายเป็นหนังสือเกย์หรอกนะ เล่มหน้าวีก็จะเจอผู้หญิงของเขาแล้ว แม็กซ์ว่าเราจะได้ข้อมูลมากขึ้นนะถึงเหตุผลที่เขาผูกพันกับบุชมาขนาดนี้

ณ เวลานี้ แม็กซ์ยกให้เจอาร์ วาร์ดเป็นเจ้าแม่หนังสือแนวพารานอมอล (แบบชุด) ที่ดีที่สุดไปแล้วนะคะ ขอคารวะที่ทำให้แม็กซ์ชอบมาริสซ่าขึ้นมาได้ ทำไม่ได้ง่ายหรอกนะคะ เมื่อคิดว่าแม็กซ์รำคาญผู้หญิงคนนี้มากขนาดไหน

คนที่ชอบแนวพารานอมอล และชอบด้านมืดของตัวละคร ความไม่สมบูรณ์แบบ เรื่องราวที่อ่านแล้วบางครั้งทำให้น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว และคนที่ไม่กลัวโฮโมติดปลายนวมนิดหน่อย ขอเชิญก้าวเข้าสู่โลกของภารดรภาพแห่งกริชดำแล้วกันค่ะ

แล้วเจอกัน

Enticed // Kathleen Dante

"ล่อลวง" หรือ Enticed ของเคธลีน ดังเต้เป็นภาคต่อของหนังสือแนวอีโรติกโรแมนซ์ที่แม็กซ์ให้ความสนใจอยากอ่าน มากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่แม็กซ์จะหยิบเรื่องนี้มาอ่านก่อน Lover Revealed แต่ก็คงเห็นแล้วว่าแม็กซ์เลือกที่จะเขียนถึง LR ก่อนเล่มนี้ ไม่ใช่เพราะไม่สนุกถึงกับอ่านไม่จบหรอกค่ะ แต่คิดแล้วว่า พูดถึงเรื่องที่สนุกมากกว่าก็คงดีกว่า

Enticed ไม่ถึงกับไม่สนุก แต่เมื่อเทียบกับความคาดหวังแล้ว ถือว่าสอบตก และน่าแปลกที่แม็กซ์เองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายความผิดหวังนี้ได้ยังไง ไม่ใช่เพราะ Entangled ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุดจะสนุกโคตรหรอกนะ แต่มันน่าสนใจกว่านี้เยอะ

Enticed ราบเรียบในทุกอย่าง ตัวละคร พล็อตเรื่อง และเซ็กส์ อ่านไม่มีอาการหัวใจเต้นแรงหรืออะไรเลย ทุกอย่างสงบเงียบซึ่งมันไม่ดีเลยสำหรับหนังสือแนวอีโรติกโรแมนซ์

พระเอกของเรื่องนี้คือดิลล่อน (ทำไมช่วงนี้เจอพระเอกชื่อนี้บ่อยจังเลย) ซึ่งเป็นอดีตคู่หูของพระเอกเรื่อง Entangled ที่เมื่อได้พบกับจิตรกรสาวก็ตกหลุม (อะไรสักอย่างที่ไม่แน่ใจว่าเป็นรักหรือเซ็กส์) อย่างจัง จนกระทั่งตามเธอติด

เพราะความพยายามจะทำให้มีพล็อตเรื่องสืบสวนสอบสวน เบาะแสหลายอย่างถูกทิ้งไว้ให้คนอ่านตามสืบ ซึ่งเป็นความผิดพลาดอย่างสูง เพราะคนแต่งไม่โชว์ให้คนอ่านเห็นด้วยซ้ำว่า ตัวละครกำลังจะสืบเรื่องอะไร หรือมันเกิดอะไรขึ้น แค่ภาพระลึกที่นางเอกมองเห็นจากการสัมผัสสิ่งของบางอย่างมันไม่น่าสนใจเลย สักนิด

เรื่องนี้ถือว่าโชคดีมากที่แม็กซ์อารมณ์ไม่ค้าง เพราะเล่มที่อ่านต่อจากเล่มนี้คือ Lover Revealed ซึ่งเป็นหนังสือที่สนุกมากจนลบล้างบรรดาความผิดหวังที่เกิดจากเรื่องนี้ไป ได้

Night of the Huntress // Kathryn Smith

คงต้องยกความดีให้กับคริสตีน ฟีแฮน และเชอริลีน เคนย่อนที่ปลุกกระแสแวมไพร์ในโลกโรแมนซ์ (แม้ว่าสำหรับแม็กซ์ แม็กกี้ เชนยังคงเป็นผู้บุกเบิกที่ทำให้แม็กซ์รู้จักด้านมืดของโรแมนซ์แนวนี้อยู่ค่ะ ) ทำให้นักเขียนหลายคนหลายคนแห่ตามเขียนกันใหญ่ มีทั้งดีและไม่ดี ส่วนใหญ่จะไม่ดีค่ะ เพราะของลอกเลียนแบบนี่ ผลิตยังไงก็คุณภาพไม่เท่าของแท้หรอกนะ

นอกจาก J.R. Ward แล้ว แม็กซ์ไม่คิดว่ามีนักเขียนคนไหนที่สร้างเรื่องราวได้น่าติดตามเท่ากับยามที่ เชอริลีนออกชุดดาร์คฮันเตอร์ออกมาหรอกนะ มีความเห็นหนึ่งที่แม็กซ์ชอบมากและเห็นด้วยอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบ หนังสือสองชุดนี้ และเนื่องจากแม็กซ์ไม่ใช่คนประเภทที่เอาความคิดของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง เพื่อแสดงอวดภูมิให้คนรู้ตัว ข้าน่ะเก่งนะ (แม้ความคิดนั้นจะโพสต์อยู่ตามอินเตอร์เน็ต และมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่ถูกจับได้ก็ตาม --- โอเคจะโฆษณาว่าตัวเองเป็นคนดีก็บอกมาเถอะ)

"Just my opinion, but JR Ward's Series makes Sherilyn Kenyon's Dark Hunter's series look like cotton candy. The Black Dagger Brotherhood is a hard core series. It is gritty and hard in a way that Sherilyn has not been able to achieve. Both are great series, just for different reasons" ความเห็นของคุณ kkiker แม็กซ์เก็บความได้มาจาก Romantic Time Board ค่ะ

แม็กซ์ว่าเป็นการให้ความแตกต่างระหว่างชุดบราเธอร์ฮู้ด กะดาร์คฮันเตอร์ได้ดีมาก

พักเรื่องนี้ไปก่อนแล้วกัน อันที่จริงวันนี้ตั้งใจจะพูดถึงหนังสือชุดแวมไพร์อีกชุดนึงค่ะ ชื่อคล้ายกับของเจอาร์ วาร์ด แต่คราวนี้เป็นชุด Brothorhood of Blood ของเคธลีน สมิท

เคธลีน สมิทเป็นนักเขียนแนวย้อนยุคที่ใช้ได้ ไม่ดี ไม่เลว อ่านได้ และแล้วเคธลีนก็หลงไปกะกระแสแวมไพร์ครองโลกโรแมนซ์ หันมาเขียนบ้าง แล้วคุณจะได้อะไรล่ะ จากนักเขียนแนวย้อนยุคที่ไม่ได้เขียนดีอะไร แม้ไม่เลวร้าย แต่ก็ไม่ถึงกับน่าจดจำ

คุณก็จะได้นิยายแวมไพร์โรแมนซ์ที่แม้ไม่เลวร้ายแต่ก็ไม่ถึงกับน่าจดจำ เรื่องราวของบิช็อบหนึ่งในหกนักรบยุคกลางที่ได้ดื่มน้ำจากจอกแห่งเลือดของลิ ลิธทำให้กลายเป็นแวมไพร์สายพันธุ์บริสุทธิ์ และตามสไตล์แวมไพร์โรแมนซ์พระเอกก็ต้องทนทุกข์กันสักหน่อย แต่เล่มนี้ดีหน่อยตรงที่บิช็อบยอมรับตัวตนของเขาได้

ส่วนนางเอกเราถือว่าโอเคนะคะ เป็นนักล่าแวมไพร์ที่ทำงานจริงจัง ไม่ได้เป็นแล้วดูเท่ห์อย่างเดียวเหมือนหนังสือบางเล่ม เรียกว่ามีผลงานเข้าตาคนอ่านทีเดียว ฝีมือใช้ได้ เรื่องนี้นางเอกจับพระเอกเป็นตัวประกันเพื่อหวังให้พระเอกยอมเปิดเผยที่อยู่ ของเพื่อนร่วมอาชีพ (แวมไพร์) แต่แล้วกลับกลายเป็นว่าทั้งคู่โดนตามล่าจากกลุ่มอำนาจมืดลึกลับ องค์กรที่หวังจะครอบครองจอกแห่งเลือดเพื่อเป็นหนทางไปสู่การครองโลก หนังสือเรื่องนี้ออกแนวแอ็คชั่นใช้ได้ค่ะ

สุดท้าย อย่าเข้าใจผิดนะคะ หนังสือ "ค่ำคืนแห่งนักล่า" หรือ Night of the huntress นี่ไม่ถึงกับไม่สนุก เพียงแต่ก็ไม่ถึงกับสนุก (งงป่ะ) เรื่องราวที่อ่านเพลิน ๆ วันเดียวจบขณะรออาหารงานเลี้ยงโต๊ะจีนออก ไม่สนุกจนถึงกับอยากเอากลับมานอนอ่านคนเดียวบนเตียง ไม่แย่ถึงขั้นอยากเอาไปปาฝาผนัง

My Favorite Earthing // Susan Grant

My Favorite Earthing ของซูซาน แกรนต์ (เจ้าแม่โรแมนซ์แนวนักบิน) เป็นส่วนประกอบสุดท้ายของภารกิจกู้โลกที่เคววิน ฟาร์สตาร์พยายามทำให้สำเร็จใน Your Planet or Mine?

ใน Your Planet or Mine? เคววิน แห่งฟาร์สตาร์ในวันเยาว์เดินทางมาสำเร็จโลกกับบิดานักวิทยาศาสตร์ของเขา เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้โลกเป็นถิ่นที่ตั้งใหม่ของประชากรแห่ง อาณาจักรพันธมิตร นั่นฟังดูดีสำหรับโลกใช่ไหม ในที่สุดหลังจากสงสัยมานานว่าเราอยู่คนเดียวในจักรวาลหรือเปล่า เราก็จะได้รับการติดต่อจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก คำตอบคือไม่ เพราะการตั้งถิ่นฐานใหม่ หมายถึงการอพยพประชากรของโลกทั้งหมดไปยังถิ่นอื่นที่อาจน่าพิศมัยน้อยกว่า โลกอันอุดมสมบูรณ์ของเรา

การเดินทางมาโลกครั้งแรกของเคววิน เขาได้พบกับจาน่า แจสเปอร์เด็กสาวที่ไม่ยอมพูด ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากเพื่อนของเด็กสองคนในเวลาเพียงสามวัน กลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของคนทั้งคู่ เพราะเมื่อเคววินเดินทางกลับไป เขาก็พบความจริงของภารกิจของบิดา เขารู้ว่าอาณาจักรของเขาต้องการยึดครองโลก ซึ่งการกระทำเช่นนั้นก็จะเป็นการทำร้ายเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่เขาพบว่าตัวเอง ไม่อาจลืมเลือน และนับจากวันนั้นเขาก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาโลกไว้ให้กับจาน่า

หลายปีผ่านไปจนถึงวันที่อาณาจักรพร้อมที่จะบุกโลก เคววินซึ่งได้กลายเป็นนายทหารชั้นสูงแห่งอาณาจักร เป็นผู้ชายถูกคาดหมายว่าจะกลายเป็นคู่สมรสของราชินีแห่งอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ เขาทิ้งทุกอย่างเพื่อหนีมาโลก และพบกับจาน่าเพื่อเตือนเธอถึงการบุกรุกที่กำลังจะมาถึง

จุดเด่นที่สุดของ Your Planet or Mine? ก็คือความรักที่เคววินมีให้กับจาน่า คุณต้องลองอ่านเองถึงจะรู้ซึ้งไปถึงความลึกล้ำที่เขารู้สึก การที่เขาเป็นนายทหารใหญ่แห่งกองทัพพันธมิตรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นเพราะใฝ่หาความยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นเพราะเขารู้ว่าเขาต้องทำให้ตัวเองอยู่ในตำแหน่งที่รับรู้ถึงแผน การบุกรุกโลกได้ก่อนคนอื่น เพื่อที่จะได้เตือนจาน่าถึงภัยคุกคามที่กำลังมาถึง เขาไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่ส่วนตัว ทุกอย่างที่เขาเป็น ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อเด็กสาวชาวโลกที่เขาเจอเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน

อะไรจะซึ้งมากไปกว่านี้

ภารกิจของเคววินสำเร็จ เขาสามารถหลอกลวงกองทัพแห่งอาณาจักรพันธมิตรได้โลกมีกองทัพอันยิ่งใหญ่ แต่นั่นเป็นเพียงยุทธวิธีถ่วงเวลาเท่านั้น ใน My Favorite Earthling ก็คือบทสรุปของความพยายามรักษาโลกเอาไว้

พระเอกในเล่มนี้คือจาเร็ต แจสเปอร์พี่ชายของจาน่า อดีตนักบินเครื่องบินขับไล่ ที่กลายมาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ คนที่ไม่ต้องการอะไรมากนอกจากใช้ชีวิตอย่างผู้ชายทั่วไป บทบาทที่เขาได้รับก็คือ การเป็นเครื่องบูชายันที่ถูกส่งไปเพื่อไปเป็นคู่ครองของราชินีแห่งอาณาจักร

การหลอกลวงที่เคววินสร้างขึ้นมีผลดีกว่าที่คิด เพราะนั่นทำให้อาณาจักรผู้รุกรานคิดว่า โลกมีกองทัพอันแข็งกร่าง และเกรงว่าหากไม่ทำให้โลกกลายเป็นพวกเดียวกัน โลกอาจจะเลือกไปเข้ากับพวกเดรคเคนซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายกว่า ของมีค่าอย่างเดียวที่อาณาจักรพันธมิตรมีก็คือราชินีของพวกเขา เคียร่า

การแต่งงานเพื่อการเมืองจึงเกิดขึ้น และจาเร็ดต้องเดินทางมากกว่าแสนปีแสงเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้หญิงที่ ขึ้นชื่อในเรื่องการใช้อาวุธทำร้ายผู้ชายที่เธอไม่ต้องการ

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่แม็กซ์ตั้งหน้ารอคอยอ่านมาตลอด และเมื่อได้ข่าวว่าหนังสือมาแล้ว ก็ถึงกับรีบไปเอา และอ่านจบภายในเวลาสามชั่วโมง อาจไม่ใช่หนังสือที่ดีที่สุดแห่งปี แต่ก็ไม่ผิดหวังกับการรอคอย ซึ่งคนที่รู้จักแม็กซ์คงบอกได้ว่านี่เป็นคำชมที่สูงมาก เพราะเมื่อความคาดหวังสูงขนาดนี้ แม็กซ์ยังไม่ผิดหวัง

แม็กซ์ชอบจาเร็ดกับบุคลิกที่ไม่ใช่ฮีโร่ของเขา (แต่เขาคือฮีโร่) กับการที่เขากล้ายอมรับกับตัวเองถึงความรักที่เขามอบให้ภรรยาคนที่เขาไม่ ต้องการ กับเคียร่าต้องใช้เวลามากหน่อยในการเข้าถึงตัวตนของเธอ แรกที่ปรากฎตัวเธอเป็นราชินี่ที่เอาแต่ใจตัวเอง มืดบอดกับความร้ายแรงของสถานการณ์ความเป็นไปในอาณาจักรของเธอเอง

ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อจาเร็ตถูกทำร้ายเกือบตาย เมื่อนั้นราชินีเคียร่าก็ปรากฎตัวขึ้น และแม็กซ์ชอบผู้หญิงคนนั้นค่ะ เธอเข้มแข็ง เด็ดขาด และเธอเชื่อใจสามีชาวโลกของเธอ

แม็กซ์อยากให้เล่มนี้ยาวกว่านะคะ เพราะเวลาเกือบครึ่งเรื่องหมดไปกับการปูพื้นเรื่องก่อนการแต่งงานระหว่างคน ทั้งสอง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนจำเป็นของเนื้อเรื่อง แต่แม็กซ์อยากอ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างจาเร็ตและเคียร่ามากกว่านี้ เพราะชอบตัวละครทั้งคู่

สำหรับแม็กซ์แล้ว เล่มนี้อาจจะเป็นงานที่ดีที่สุดของแกรนต์ที่แม็กซ์ได้อ่านนะคะ และแม็กซ์อ่านงานของเธอทุกเล่ม