Showing posts with label Kelley Armstrong. Show all posts
Showing posts with label Kelley Armstrong. Show all posts

Wednesday, March 4, 2009

Exit Strategy // Kelley Armstrong

วันนี้เป็นอีกวันนึงค่ะที่เราเขียนบลอกช้ากว่าปกติสักหน่อย งานก็ยุ่งนะคะ แต่มันไม่ใช่เหตุผลหลักหรอกค่ะ แม็กซ์กำลังทำโปรเจ็กค์บางอย่างอยู่ และอีกไม่กี่วันก็น่าจะเอามาเล่าให้ฟังกันได้ ว่าเราไปซุ่มทำอะไรอยู่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรอกนะคะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น มันเป็นเพียงสิ่งที่แม็กซ์คิดว่า ตัวเองควรจะทำตั้งนานแล้ว

คิดอยู่นาน และในที่สุดเราก็ตัดสินใจตกเสียที ยังไงรอให้พร้อมกว่านี้ แล้วจะมาเปิดตัวให้อ่านกันค่ะ

กลับมาที่รีวิวประจำวัน วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศหวาน ๆ ในเรื่องโรแมนซ์ มารีวิวหนังสือที่ไม่ใช่โรแมนซ์กันสักเล่มแล้วกัน

Exit Strategy ของแคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

นอกจากหนังสือเรื่องนี้จะไม่ใช่โรแมนซ์แล้ว แม็กซ์ก็ขอเตือนพลพรรคโรแมนซ์แต่ต้นเลยแล้วกันว่าไม่มีอะไรให้รู้สึกหวานได้ เลยในเรื่อง มันเป็นหนังสือที่ีไม่มีพระเอกคู่กับนางเอกนะคะ มีตัวละครอยู่สองตัวที่ดูมีความหวังเป็นพระเอก แต่ก็ไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่าการร่วมงานกันตามธรรมดา

จากภาพภายนอก นาเดีย สแตฟฟอร์ดเป็นอดีตตำรวจที่ผันตัวเองไปเป็นเจ้าของโรงแรมขนาดเล็กในแคนาดา แต่ใครล่ะจะรู้ว่า รายได้เสริมที่นาเดียใช้ในการจุนเจือกิจการโรงแรมที่แทบจะไม่ทำเิงินของเธอ มาจากแก๊งค์มาเฟีย นาเดียมีอาชีพเสริมเป็นนักฆ่าให้กับตระกูลโทแมสินิสซึ่งเป็นตระกูลมาเฟียใน นิวยอร์ค

นาเดียดูเหมือนจะพอใจกับชีวิตที่เป็น ปีนึงเธอเดินทางออกจากแคนาดาเพื่อทำงานไม่กี่ครั้ง เพื่อแลกกับค่าตอบแทน และตอบสนองแรงกระตุ้นด้านมืดของตัวเอง แต่แล้วในวงการนักฆ่ามืออาชีพก็เริ่มเกิดเรื่องขึ้น เมื่อฆาตกรต่อเนื่องออกล่าเหยื่อและฆ่าอย่างไม่เลือก ปัญหาก็คือ ฆาตกรคนนั้นอาจจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทำอาชีพนักฆ่ามืออาชีพ

ซึ่งนั่นไม่ดีต่อธุรกิจนักฆ่าเลย

แจ๊คซึ่งเป็นนักฆ่าเพียงคนเดียวที่รู้จักกับนาเดีย เดินทางไปชักชวนเธอถึงแคนาดา เพื่อให้เธอร่วมงานกับกลุ่มนักฆ่าอีกหลายคนในการออกตามล่าตัวฆาตกรต่อเนื่อง คนนั้น เพราะมันไม่ดีต่อธุรกิจ ตำรวจไล่จับนักฆ่าหลายต่อหลายคน และมันทำให้อาชีพของพวกเขาดูจะไม่มั่นคงอีกต่อไป

การไล่ล่าของนักฆ่า และนักฆ่าจึงเกิดขึ้น

โดยปกติแม็กซ์ไม่ค่อยอ่านหนังสือพล็อตแนวนี้หรอกนะคะ เราซื้อหนังสือเล่มนี้ก็เพราะชื่อของแคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์เพียงคนเดียว เราติดใจ (และคลั่งไคล้) งานแนวพารานอมอลของเธออย่างมาก จะเรียกว่าบ้าก็ไม่ผิดหรอกนะคะ เราชอบวิธีการเล่าเรื่องของเธอ โดยเฉพาะเรื่องราวของแคลลี่ย์มักจะเป็นการเล่าผ่านสรรพนามบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ได้เล่าเรื่องผ่านมุมมองของนาเดีย

แม็กซ์ได้รู้จักตัวละครที่มีความขัดแย้งในตัวเองมากที่สุดคนนึง นาเดียเติบโตมาในครอบครัวของตำรวจ ตัวเธอเองก็เป็นตำรวจ ปัญหาก็คือ เธอมีด้านมืดที่ตัวเองก็ไม่อาจควบคุมได้ เธอได้เห็นคนเลวเดินจากไปโดยที่กฎหมายไม่อาจแตะต้องพวกเขาได้ และเมื่อมันสะสมเข้า นาเดียก็มาถึงจุดแตกหัก และนั่นทำให้เธอสูญเสียอาชีพตำรวจไป การเป็นนักฆ่า (ที่เลือกเหยื่อที่เป็นคนเลว) ดูจะเป็นการตอบสนองความต้องการด้านมืดของเธอได้

ในส่วนของตัวละคร แม็กซ์ค่อนข้างคิดว่ามีความน่าสนใจดี ไม่ว่าจะเป็นนาเดียเอง แจ๊คซึ่งเป็นนักฆ่าวัยกลางคนที่มีอดีตอันลึกลับ หรือกระทั่งควินน์ผู้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่มีอาชีพเสริมเป็นนักฆ่า พวกเขาน่าสนใจในตัวเอง แต่ปัญหาใหญ่ที่เราพบก็คือ เมื่ออยู่รวมกัน แม็กซ์กลับพบว่าตัวละครเหล่านั้นไม่สป๊าร์ค ไม่ใช่แม็กซ์คาดหวังให้มันเป็นโรแมนซ์นะคะ แต่เราต้องการให้ตัวละครมีปฏิสัมพันธ์กัน มีความสอดรับส่งกัน ซึ่งสิ่งนี้ขาดหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่แคลลี่ย์เป็นนักเขียนที่เก่งมากในการรวบรวมตัวละครที่มีความน่าสนใจ มากที่สุด

ส่วนสำคัญที่หายไปจากเรื่องก็คือ ตัวละครฝ่ายชาย แม้ว่าแคลลี่ย์จะเขียนเรื่องที่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเล่าเรื่องผ่านมุมมอง ของตัวละครผู้หญิง แต่ผู้ชายในหนังสือของเธอโดดเด่นเหลือเกิน (ไม่ว่าจะเป็นเคลย์, เจรามี่, หรือกระทั่งลูคัส) แต่ในหนังสือเล่มนี้ ทั้งแจ๊ค ที่ดูจะเป็นตัวเอกที่สุดแล้ว กลับดูไร้ชีวิต ไม่เคยที่จะเปล่าประกายความน่าสนใจให้แม็กซ์รู้สึกว่าเขาน่าสนใจ ทั้งที่ในเรื่องก็บอกใบ้ถึงความหลังอันเป็นความลับของเขามากมาย แต่เชื่อไหมว่า แม็กซ์ไม่สนใจสักนิดเดียว

นั่นคือปัญหาของเรื่อง และมันเป็นปัญหาที่แม็กซ์มองข้ามไม่ได้ค่ะ มันทำลายความสนุกของเรื่องไปเลยแหละ

อีกส่วนหนึ่งที่ยิ่งทำให้หนังสือเรื่องนี้กลายเป็นความผิดหวัง (นอกเหนือจากตัวละครที่ไม่อ่าจดึงความสนใจของเราเอาไว้ได้) ก็คือ พล็อตในส่วนของการสืบสวน และการไล่ล่าที่ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย แม็กซ์ไม่ได้คาดหวังว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นแนวสืบสวนเข้มข้น ค้นหาว่าใครคือคนร้าย แต่เราคาดหวังอะไรมากกว่าที่มันเป็นมากนัก เราพบว่าคนร้ายไม่มีความน่าสนใจสักนิดเดียว ปริศนาในเรื่องไม่น่าสนใจเพียงพอ และฉากไล่ล่าก็ดูไม่น่าอ่านเอาเสียเลย

ผิดหวังมาก ๆ ค่ะ แต่ข่าวดีที่คนบอกมาก็คือ หนังสือเล่มสองในชุดนี้ สนุกกว่าเล่มนี้ แต่สำหรับตอนนี้แม็กซ์อยากให้แคลลี่ย์ใช้เวลาไปกับการเขียนในชุด Otherworld มากกว่า

คะแนนที่ 37

Sunday, February 8, 2009

เจรามี่ เดนเวอร์

คงเป็นเรื่องแปลกมากถ้าคุณจะบอกใครสักคนว่า คุณอ่านหนังสือแล้วคุณตกหลุมรักพ่อของพระเอก เพราะอะไรน่ะเหรอ

ก็เขาแก่นี่

และความแก่มันไม่ค่อยจะมีเสน่ห์เท่าไหรเลยนะคะกับการเป็นพระเอกนี่

แม็กซ์ก็เคยคิดอย่างนั้นจนกระทั่งได้เจอกับเจรามี่ เดนเวอร์ คนที่เป็นแฟนหนังสือชุด "ผู้หญิงจากโลกอื่น" ของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์คงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดี

เขาเป็นอัลฟ่า (แปลเป็นศัพท์มนุษย์ง่าย ๆ ว่าเป็นหัวหน้าเผ่า) หมาป่าแห่งสโตนฮาเว่น ผู้ชายที่ดูภายนอกแล้วไม่น่าจะเป็นหัวหน้าหมาป่าเผ่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาค เหนือของสหรัฐอเมริกาเลย เจรามี่ไม่ขึ้นชื่อในเรื่องการต่อสู้ แต่นั่นไม่ได้บอกว่าเขาสู้ไม่เป็น เพียงแต่เขาเลือกที่จะใช้วิธีการอื่นที่สันติกว่า และถ้าถึงเวลาที่ต้องใช้กำลังกันจริง เขาก็มีเคลย์ลูกชายบุญธรรมเป็นอาวุธที่ดีที่สุดอยู่แล้วใช้เวลาอันมีค่า

แม็กซ์ไม่ปฏิเสธว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในหลายคนที่ชอบความบ้าของเคลย์ เขาเป็นหมาป่าที่มีสัญชาตญาณของความเป็นสัตว์มากกว่ามนุษย์ นั่นเพราะเขาถูกกัดตั้งแต่ห้าขวบ และเป็นที่รู้กันอยู่ว่าแทบจะไม่มีเด็กคนไหนเลยที่จะรอดจากประสบการณ์เช่น นั้นมาได้ ดังนั้นเคลย์จึงถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งหมาป่าแห่ง นี้อยู่แล้ว แต่ที่มหัศจรรย์ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มีคนที่ทำให้เขาเชื่องได้ และคนคนนั้นก็คือเจรามี่

หนุ่มน้อยวัยเพียงยี่สิบกว่าปี ได้ข่าวหมาป่าเด็กที่อาศัยอยู่ในฟลอริด้า แม้จะยังเด็กและแทบจะไม่มีฐานะอะไรเลยในเผ่า เจรามี่เดินทางไปตามหา และเขาก็ได้พบกับเด็กชายคนนั้น การเดินทางของทั้งเคลย์และเจรามี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เด็กชายที่ใช้ชีวิตอยู่เยี่ยงสัตว์มาหลายปี กับผู้ชายที่แทบจะไม่แก่พอจะเป็นพ่อใครได้ ค้นพบกันและกัน ความสัมพันธ์นี้ถือเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหนังสือชุดนี้ (เรื่องราวเล่านี้อยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า Savage ซึ่งเป็นเรื่องสั้นที่เว็บไซด์ของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์ลงให้อ่านกันฟรี)

การเดินทางไปสู่ความเป็นหัวหน้าเผ่าของเจรามี่ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาอาจมีสายเลือดที่สูงส่งในเผ่า แต่อุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงอำนาจก็คือพ่อของเขาเอง มัลคอล์ม เดนเวอร์เป็นทุกด้านที่แตกต่างจากลูกชายของเขา มัลคอล์มเป็นฆาตกรโรคจิต เป็นนักสู้ที่เลื่องชื่อในฝูง เขาเกลียดเจรามี่ที่ไม่เหมือนเขา สำหรับเขาแล้วเจรามี่เป็นความน่าละอาย ลูกชายที่รักในการวาดรูปมากกว่าการต่อสู้ คนที่แก้ปัญหาด้วยสติปัญญามากกว่าการใช้กำลัง ชั่วเวลาหนึ่งเขาคิดว่าเคลย์เป็นตัวเลือกที่เหมาะสม เคลย์เป็นคนที่เขาสามารถเข้าใจและเข้าถือได้ เด็กชายที่ใช้ชีวิตอย่างป่าเถื่อนในวัยเด็ก ผู้ชายที่อาจไม่มีวันเป็นมนุษย์เต็มตัว แต่มัลคอล์มประมาทความผูกพันระหว่างเจรามี่และเคลย์ เพราะสำหรับเคลย์แล้ว คนคนเดียวที่เขาแคร์มากพอก็คือผู้ชายที่พาเขาออกจากป่า และเคลย์นี่เองก็มีส่วนสำคัญในการขึ้นสู่อำนาจของเจรามี่ (และเช่นกันเรื่องราวการขึ้นสู่อำนาจของเจรามี่ ผ่านการเล่าเรื่องของเคลย์อยู่ในหนังสือเรื่อง Ascension ซึ่งเป็นเรื่องอ่านฟรีอยู่ในเว็บไซด์ของคนแต่ง)

และเนื่องจากบลอกวันนี้แม็กซ์ของอุทิศให้กับเจรามี่ จึงขอข้ามการพูดถึงเรื่อง Beginning ที่เล่าความสัมพันธ์ระหว่างเคลย์และอีเลน่า ผู้หญิงที่แทรกตัวเข้ามาเป็นอีกคนหนึ่งที่ครอบครองหัวใจป่าเถื่อนของเคลย์ (และที่สำคัญแม็กซ์ว่า คงมีหลายคนรู้จักเคลย์ตัน เดนเวอร์เป็นอย่างดีอยู่แล้ว) วันนี้แม็กซ์อยากพูดถึงตัวละครที่น่าสนใจอย่างมาก แต่มักถูกบดบังโดยเฉพาะเมื่อเขาปรากฏตัวข้างกายเคลย์

เคลย์เปรียบเสมือนกองไฟที่ดึงดูดคนอ่าน แม็กซ์ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าเป็นหนึ่งในเคลย์กรุ๊ปปี้ แต่หัวใจของแม็กซ์ก็ยังกว้างพอจะมีพื้นที่เหลือให้พ่อของเขา

เจรามี่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง เขาเป็นคนที่ออกตาหาเคลย์ คนที่พาเขามาสู่เผ่า เป็นพ่อให้กับเด็กชายที่สับสนทั้งที่เขาเองยังไม่แก่พอด้วยซ้ำที่จะเป็นพ่อ ใครสักคน เขาไต่เต้าจนก้าวขึ้นเป็นผู้นำของหมาป่าเผ่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด สร้างความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมหมาป่าที่ดูเหมือนจะยึดตัวกับค่านิยมยุคกลาง โดยที่ไม่ทำให้อำนาจของตัวเองลดทอนลง เขาเป็นคนที่รับมือกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลังจากเคลย์กัดอีเลน่าเพื่อ เปลี่ยนให้เธอกลายเป็นหมาป่า คนที่ต้องเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวและไม่ยอมรับของเด็กสาวที่ถูกคนรักทรยศ ผู้ชายที่มีความสุขกับการวาดรูป และเป็นศิลปินที่มีผลงานโด่งดังในอีกตัวตนหนึ่ง นั่นเป็นคุณสมบัติของเจรามี่ที่ทำให้แม็กซ์อยากรู้จักเขาให้ดีขึ้น และเหนืออื่นใดอยากเห็นเขามีชีวิตเป็นของตัวเองเสียที

เจรามี่อยู่ในเบื้องหลังเสมอ มักจะเป็นเคลย์และอีเลน่าที่โดดเด่น แม็กซ์ไม่คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิดปกติหรอกในเมื่อทั้งเคลย์และอีเลน่าเป็น ตัวละครที่น่าสนใจอย่างมาก แต่มุมหนึ่งในใจแม็กซ์ก็อยากอ่านเรื่องราวที่เจรามี่รับบทบาทสำคัญบ้าง วันที่เขาออกมาพ้นเงาของคนที่เป็นลูกชาย

และในฉากหนึ่งในเรื่อง Industrial Magic เมื่อเคลย์และเจรามี่เดินเข้ามาในฉาก ตัวละครตัวหนึ่งมองเห็นเขา แม็กซ์หมายถึงมองเห็นเจรามี่ ไม่ใช่เคลย์ ไม่ใช่เพราะเจรามี่ไม่มีความน่าสนใจหรอกนะ แต่อย่างที่รู้กันอยู่เคลย์เป็นคนที่ดึงความสนใจของผู้คนได้มากกว่า แต่สำหรับเจมี่ เวกัสแล้ว ผู้ชายคนแรกที่เธอสังเกตเห็นก็คือเจรามี่ เดนเวอร์

วูบแรกที่เธอเห็นเขา เธอคิดว่าเขาคือเคลย์ผู้โด่งดังและแต่งงานแล้ว และเมื่อรู้ว่าไม่ใช่ สิ่งแรกที่เธอคิดก็คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงได้แต่พูดถึงเคลย์ ในเมื่อเจรามี่น่าสนใจมากกว่า

Beauty's in the eye of the beholder

และนั่นเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้แม็กซ์ยอมรับเจมี่ เวกัส ไม่สำคัญเลยว่าเธอจะไม่มีพลังเหนือธรรมชาติ หรือเก่งกาจอย่างที่อีเลน่าเป็น เจมี่เป็นนักปลุกผีที่ถูกปกป้องโดยคนรอบข้าง แต่เพราะสิ่งที่เธอเห็นในตัวเจรามี่ สิ่งที่ตัวละครอื่นมองข้าม ทำให้แม็กซ์ยอมรับว่าเธอเหมาะสมกับเขามากที่สุด

และในที่สุดหลังจากรอคอยมา 7 เล่ม (นับเฉพาะ Single Title ที่ออกนะคะ ไม่นับเรื่องสั้นและเรื่องอ่านฟรีในเว็บไซด์) เจรามี่ก็มีเรื่องเป็นของตัวเอง แม้ว่าจะถูกเล่าผ่านทางเจมี่ เวกัสก็ตาม

กำลังอ่านอยู่ค่ะ จบแล้วจะมาเล่าให้ฟัง

No Human Involved // Kelley Armstrong

หลังจากอ่านมาเกือบสองวัน แม็กซ์ก็จบเรื่อง No Human Involved ไปเรียบร้อย พร้อมด้วยรอยยิ้มกว้าง นั่นเพราะไม่ได้จ่ายเงินซื้อหนังสือเล่มนี้มาด้วยตัวเอง

เอ้ย ไม่ใช่หรอกนะ แม็กซ์ไม่ได้งกขนาดนั้น เพียงแต่ไม่อยากลงทุนซื้อปกแข็งมาอ่านเท่านั้นเอง ดังนั้นก่อนจะเริ่มพูดถึงเรื่องนี้ คงต้องขอบคุณเพื่อนผู้ใจดีที่ซื้อหนังสือเล่มนี้มาให้แล้วกันค่ะ

It'd be tooeasy to say "thank you" for your considertion to me because it means more than the word. But the word "thank you" is the leastI can offerfor your caring enough to know what I want without a word, for your patient enough to listen to my rumbling and for your everything ever given me. Thank you.

แม็กซ์คงต้องเริ่มด้วยคำเตือนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่โร แมนซ์ แม้ว่าจะเป็นพล็อตโรแมนซ์ต่างหากที่ทำให้แม็กซ์ติดตามอ่านเรื่องนี้ และทำให้แม็กซ์อ่านไปถอนหายใจไปกับความลงตัวของตัวละคร หลังจากรอคอยมาหลายเล่ม ในที่สุดตัวละครที่น่าสนใจที่สุดในชุด Womem of the other world (ซึ่งเปลี่ยนชื่อชุดไปแล้วเป็น Otherworld เพราะคนแต่งอยากให้ตัวละครผู้ชายเป็นคนเล่าเรื่องบ้าง --- ขอบคุณเพื่อนมากที่ให้ข้อมูล) ก็มีเรื่องราวเป็นของตัวเอง

แม็กซ์ยอมรับว่าผิดหวังนิดหน่อยที่ไม่ค่อยได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ตัวเจรามี่ เดนเวอร์ แต่สำหรับผู้ชายวัยห้าสิบกว่าที่ออกมามีบทบาทให้หนังสือมาแล้วหกเล่ม เรื่องราวของเขาก็เป็นที่รู้กันทั่วแล้วล่ะ อัลฟ่าแห่งเผ่าสโตนฮาเว่น ผู้ชายที่เงียบขรึมแต่เป็นหัวหน้าที่เด็ดขาด เขาไม่นิยมความรุนแรง แต่ไม่ลังเลที่จะใช้มันถ้าจำเป็น คนที่อุทิศตัวให้กับครอบครัวและเผ่า ดูเหมือนเจรามี่ไม่มีชีวิตส่วนตัว นอกจากกลุ่มคนที่เขาเรียกว่าครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่แทบจะไม่มีสายเลือดเดียวกับเขาเลยด้วยซ้ำ

นับจากการพบกันครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน (ใน Industrial Magic) เจมี่ เวกัสก็ตกหลุมรักเจรามี่เข้าอย่างจัง เธอถือว่านั่นเป็นกรรมตามสนองที่ในอดีตเธอเป็นฝ่ายปฏิเสธและหักอกผู้ชายหลาย คน เพราะสำหรับเจรามี่แล้ว ความเยือกเย็น ไม่แสดงอารมณ์ของเขา ทำให้เธอคิดเสมอกว่าตนเองรู้สึกไปฝ่ายเดียว แต่แล้วคำเชิญให้เขามาพบกับเธอในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่างที่เธอถ่ายทำรายการเรียลลิตี้ที่เกี่ยวกับนักปลุกผีก็ได้รับคำตอบรับ อย่างไม่คาดคิด

หนังสือเล่มนี้เล่าเหตุการณ์ผ่านสายตาของเจมี่ แต่ที่ต่างไปจากหนังสือเล่มอื่นที่ดำเนินเรื่องด้วยวิธีคล้ายคลึงกัน เคลลี่ย์ไม่ค่อยทำให้แม็กซ์รู้สึกไปว่า มุมมองของตัวละครโดนจำกัด แม้จะไม่ได้รู้สึกความคิดภายในใจของเจรามี่ (หรือตัวละครอื่น ในเล่มอื่น) แต่เรากลับรู้ว่าเขาเหล่านั้นคิดอย่างไร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง

แม้จะไม่เห็นมุมมองของเจรามี่ เราก็ยังรู้ถึงความอึดอัดของเขาในการทำให้ชีวิตของการเป็นอัลฟ่ากับการเป็น ผู้ชายธรรมดาสมดุลกัน เขารู้ว่าในฐานะอัลฟ่า ชีวิตของเขาไม่ได้เป็นของเขาตามลำพัง เขาต้องรับผิดชอบสมาชิกในเผ่า ต้องทำการตัดสินใจที่ยากลำบาก การที่เขาจะมีผู้หญิงสักคน เธอคนนั้นต้องยอมรับชีวิตส่วนนี้ของเขาได้ นี่ยังไม่นับถึงอันตรายที่ต้องเสี่ยง เพราะในฐานะอัลฟ่า เขาเป็นเป้าหมายใหญ่ที่หมาป่านอกลู่ทุกรายหมายหัว การได้ชื่อว่าเป็นผู้พิฆาตอัลฟ่าเป็นเกียรติยศที่น่าใฝ่ฝัน ดังนั้นตลอดเวลาเราจึงแทบไม่เคยเห็นเจรามี่อยู่หรือไปไหนตามลำพัง ข้างกายเขาจะต้องมีสมาชิกในเผ่าอยู่ด้วยเสมอ

ยกเว้นในเล่มนี้

เจรามี่ตอบรับคำเชิญของเจมี่เพื่อใช้เวลาอยู่กับเธอ เพื่อเตรียมให้เธอเข้าใจถึงภาระที่ผูกมัดเขาไว้ เพื่อชั่งใจว่าควรจะดำเนินความสัมพันธ์ของทั้งสองไปอย่างไร

แต่แฟนของเจรามี่ก็ต้องทำใจไว้นะคะ เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การเล่าเรื่องราวของเจรามี่ แต่หากเป็นเจมี่ เวกัสต่างหากที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง

ในฐานะตัวละครที่ปรากฏกายครั้งแรกอย่างไม่น่าประทับใจ (ยกเว้นฉากที่เธอสังเกตเห็นเจรามี่ก่อนเคลย์) เจมี่กลายเป็นตัวละครอีกตัวของเคลลี่ยที่แม็กซ์ชอบ เจมี่มักเป็นตัวละครที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังยามที่ตัวละครตัวอื่นไปออกศึก ต่อสู้กับศัตรูตัวร้าย เพราะเธอเป็นนักปลุกวิญญาณที่ไม่มีพละกำลังอย่างอื่นเหนือมนุษย์เลย เธอไม่มีความแข็งแกร่งดังเช่นหมาป่า ไม่มีเวทมนตร์เหมือนแม่มดหมอผี นอกจากความสามารถในการติดต่อกับคนตายได้ เธอก็คือผู้หญิงธรรมดาคนนึงเท่านั้น

จนกระทั่งในเล่มนี้ เธอที่ค้นพบว่าพลังของเธอ คือความน่ากลัวอันสูงสุด พลังด้านมืดที่สุดที่เหล่าสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจะมีกันได้

เพราะอะไรน่ะเหรอ

พลังของเจมี่ทำลายความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างสิ้นสุดเมื่อความตายมาเยือน เธอสามารถปลุกคุณจากความตายเพื่อสานต่อชีวิตที่คุณไม่ต้องการ ในสภาพเน่าเสีย และอย่างที่เจมี่พูดไว้ "เมื่อคุณตาย คุณก็เป็นของฉัน" เธอมีอำนาจควบคุมสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วได้ พลังอันน่ากลัว

แม้จะมีความสามารถทางด้านวิญญาณของจริง แต่เจมี่ก็หากินด้วยการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิญญาณที่หลอกลวงผู้ชมทางหน้าจอ โทรทัศน์ เธอเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้เพื่อเป็นสะพานพาเธอไปยังรายการทีวีของตนเอง แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็คือ ในบ้านที่เธอถูกจัดให้อยู่ มีวิญญาณของเด็ก ๆ ที่แม้แต่พลังของเจมี่เองก็ไม่อาจมองเห็นเด็กเหล่านั้นได้

การค้นหาความแปลกประหลาดนี้นำเธอไปสู่การค้นพบความจริงอันน่ากลัวที่ว่า มนุษย์ธรรมดาก็มีเวทมนตร์เช่นกัน เป็นเวลานานมาแล้วที่มนุษย์ถูกปิดกั้นจากโลกแห่งเวทมนตร์ แต่ในที่สุดก็มีคนกลุ่มหนึ่งเอาชนะม่านนั้นได้ ด้วยการสังเวยชีวิต

เด็กบริสุทธิ์เหล่านั้นเป็นเครื่องสังเวยเพื่อนำมนุษย์ไปสู่พลังเหนือ ธรรมชาติ และเป็นหน้าที่ของเจมี่ในการค้นหากลุ่มคนเหล่านั้น เพื่อปลดปล่อยวิญญาณของเด็กน้อยให้ไปสู่สุขคติ

แม็กซ์ชอบหนังสือเล่มนี้ค่ะ ชอบการเดินทางของเจมี่ไปสู่ตัวตนของคนที่แม็กซ์ชอบ ที่สำคัญคนแต่งไม่ได้เปลี่ยนเธอไปจากเจมี่ที่แม็กซ์รู้จักในเล่มอื่น เธอยังเป็นคนที่ไม่เก่งกาจในด้านพละกำลัง เป็นคนที่ถูกทิ้งให้อยู่เบื้องหลังเมื่อออกศึก ที่สำคัญเธอรู้ดีเกี่ยวกับข้อจำกัดของตัวเอง เธอไม่เป็นเหมือนนางเอกโง่หลายคนที่มักเร่ออกไปหาเรื่อง ให้พระเอกตามมาช่วยเหลือ

อยากอ่านเรื่องของเธออีกค่ะ สำหรับตอนนี้เธอเป็นคนเล่าเรื่องที่น่าสนใจอีกคนหนึ่งในชุดนี้

ใครเป็นใครใน Otherworld

มีคำถามฝากมา เพราะอ่านที่แม็กซ์บลอกเมื่อวานไม่รู้เรื่อง เขาบอกว่าอ่านแค่ Bitten กะ Stolen สองเล่ม ก็เลยงงกะชีวิตถึงเรื่องที่แม็กซ์พูดไป ก็เลยอยากขอให้พูดถึงตัวละครในชุดนี้สักหน่อย ซึ่งแม็กซ์ก็ยิ่งกว่ายินดี เพราะว่ากำลังบ้าบ้าบ้าบ้าบ้าค่ะ

แม็กซ์ชอบตัวละครของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์ค่ะ เพราะไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่กลับสมบูรณ์แบบในตัวเอง อ่านแล้วคงงง เพราะแม็กซ์ก็งงเหมือนกันนะ

คำเตือนก่อนเลย: คนที่ยังไม่ได้อ่านซีรี่ย์ชุดนี้ ถ้าคิดจะอ่าน ก็ไม่ต้องอ่านบลอกต่อนะคะ เพราะว่าจะสปอยล์อย่างรุนแรง ส่วนคนที่ไม่คิดจะอ่าน ก็ทำใจหน่อยแล้วกันว่า กำลังฟังคนบ้าพร่าม ส่วนคนที่อ่านและชอบเหมือนแม็กซ์ ก็ขอเสียงช่วยกันกรี๊ดหน่อย

อีเลน่า หมาป่าผู้หญิงคนเดียวในโลก ท่ามกลางโลกที่นับถือเพศผู้เป็นใหญ่ อีเลน่าเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในโลกนั้นเหตุที่โลกหมาป่าไม่มีผู้หญิง เพราะยีนแปลกประหลาดนี้ข้ามโครโมโซมเอ็กซ์คู่ไป จึงไม่มีหมาป่าแต่กำเนินที่เป็นหญิง และผู้หญิงก็ไม่แข็งแรงพอจะรอดตายจากการโดนกัด จนอยู่รอดต่อเป็นหมาป่าได้ แต่สำหรับอีเลน่า เธอถูกพาสู่โลกเหนือธรรมชาติแห่งนี้เพราะชายที่เธอรักสุดหัวใจ คนที่ทรยศเธอด้วยการกัดเธอและนั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่อาจให้อภัยเขาได้ (เรื่องราวของเธอถูกเล่าใน Bitten, Stolen, และ Broken)

เคลย์ เด็กชายที่หนีออกจากบ้านตั้งแต่ห้าขวบ ถูกกัด และรอดตายมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขามีความเป็นหมาป่ามากกว่ามนุษย์ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ เฉกเช่นเดียวกับเด็กที่มักปรับตัวได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นนี่จึงเป็นคำอธิบายที่ว่า เหตุใดเขาจึงอ้าแขนรับความเป็นสัตว์แฝงในตัวเขาได้ ซึ่งทำให้เขาไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของอีเลน่า เมื่อเธอต้องเปลี่ยนแปลงจากนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดาคนนึง กลายเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ เคลย์ถูกขนานนามว่าโรคจิต ซึ่งถือเป็นคำชมอันสูงสุดที่จะได้ในโลกแห่งความรุนแรงที่เขาอาศัยอยู่ การทรมานที่เขากระทำต่อหมาป่าหลงฝูงที่บังเอิญบุกรุกเข้าไปในถิ่นที่พ่อ บุญธรรมของเขาครอบครองอยู่ เป็นเรื่องเล่าที่เอาไว้หลอกเด็กดื้อ เขาเป็นนักสู้ประจำเผ่า เป็นบอดี้การ์ดมือหนึ่งให้กับพ่อบุญธรรม ในขณะที่แทบไม่น่าเชื่อ ชีวิตอีกด้านของเขาภาคที่เป็นมนุษย์ เขาเป็นด๊อกเตอร์ด้านมนุษยวิทยา ด้านที่ไม่ใช่มนุษย์ของเขากลับทำให้เขาเข้าใจความเป็นมนุษย์ได้ดีกว่าคนทั่ว ไป ตลอดชีวิตเคลย์ไม่เคยรักใคร ไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหน จนกระทั่งอีเลน่า นักศึกษาที่เขาพบเมื่อเขาเดินทางไปเป็นอาจารย์รับเชิญในมหาวิทยาลัยแห่งโต รอนโต้ (Beginning, Bitten, Stolen, และ Broken)

เจรามี่ คงไม่ต้องเขียนมากนะคะ กลับไปอ่านบลอกเก่าแล้วกัน เล่าไว้เยอะแล้วล่ะ

แอนโตนิโอ ลูกชายของอัลฟ่าคนก่อนหน้าเจรามี่ คนที่ไม่มีความต้องการเป็นใหญ่ เขายินดีที่จะสนับสนุนเพื่อนรักของตนอย่างเจรามี่ให้ครอบครองอำนาจต่อจาก บิดาของตนเอง แม้ว่าเขาจะเป็นนักสู้ที่เข้มแข็งกว่า แต่เพราะเขารู้ว่าเจรามี่มีความเหมาะสมยิ่งกว่าตัวเองนัก ในอดีตเขาเคยพยายามลองใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ด้วยการแต่งงานและมีลูก แต่สุดท้ายธรรมชาติที่แตกต่างกันก็ทำให้มันไปไม่รอด

นิค ลูกชายของแอนโตนิโอ คนที่ใกล้เคียงกับคำว่าเพื่อนที่สุดของเคลย์ เขาเป็นด้านตรงข้ามทุกอย่าง เจ้าเสน่ห์ เสเพล แต่รักเพื่อนยิ่งนัก หลังจากได้อ่านเรื่องของเจรามี่แล้ว นิคก็คือคนที่แม็กซ์อยากอ่านมากที่สุดค่ะตอนนี้ (แต่โอกาสดูเลือนลางจัง) คนที่สนใจเรื่องของเขา ก็หาเรื่องสั้นอ่านกันได้

โลแกน ตัวละครอีกตัวที่ไม่เคยมีโอกาสได้ออกมาปรากฎกายอย่างมีชีวิตสักฉากในหนังสือ (ยกเว้นเรื่องสั้นที่เล่าเรื่องย้อน) เพราะเขาตายตั้งแต่ในเล่มแรก แต่กลับเป็นตัวละครที่น่าจดจำอย่างยิ่ง เขาเดินทางมาสโตนฮาเว่นเพื่อตามหาครอบครัวของบิดา ตามจดหมายที่ทิ้งไว้กับเขาในบ้านเด็กกำพร้า และทำให้เขาค้นพบชาติตระกูลอันเหลือเชื่อของตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่าโลแกนเป็นลูกใคร หรือมาจากไหน และชีวิตของเขาก็จบลงก่อนที่ปริศนาอันนี้จะคลี่คลาย แต่แม็กซ์ยังอยากจะเชื่อว่า ที่ใดสักแห่งในโลกแห่งวิญญาณ โลแกนยังอยู่ และเขาอาจจะมีโอกาสได้เล่าเรื่องราวของเขา

คาร์ล กบฎเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ใน Bitten เขาเข้าร่วมกับกลุ่มหมาป่านอกลู่ที่วางแผนยึดสโตนฮาเว่น เขารอดมาได้เพราะช่วยชีวิตเคลย์ และย้ายฝ่ายทันเวลา คาร์ลเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก เขาเป็นโจรเมื่อเป็นมนุษย์ เป็นนักโจรกรรมเพชรชื่อดัง ที่บังเอิญไปเจอกับลูกครึ่งปีศาจ ที่ถวิลหาความวุ่นวาย นั่นเป็นเรื่องสั้นในหนังสือชื่อ Date from hell และเขากำลังจะปรากฎตัวอีกครั้งในหนังสือเล่มต่อจาก No Human Involved

เพจ แม่มดสาวที่ออกมามีบทบาทครั้งแรกใน Stolen แม่ของเธอเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ถูกจับไปพร้อมกับอีเลน่า นั่นจึงทำให้เธอเข้าไปรู้จักกับกลุ่มหมาป่าแห่งสโตนฮาเว่น และในที่สุดก็พาพวกเขากลับมาติดต่อกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น (และสร้างซี่รี่ย์ให้ยาวขึ้น) เพจอายุน้อยและอ่อนต่อโลก แต่กลับมีพลังอันยิ่งใหญ่ เธออึดอัดกับความเฉี่อยของเหล่าแม่มดที่ไม่ยอมตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อ รักษาความถูกต้องเอาไว้ ด้วยเหตุเพราะมันผิดประเพณีที่เคยเป็น เมื่อมารดาของเธอเสียชีวิต เพจก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าเหล่าแม่มด แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วขณะ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทำให้เธอตัดสินใจเดินออกจากกลุ่มแม่มดเหล่านั้น และสร้างกลุ่มของเธอเองที่มีความเห็นตรงกัน เพจเป็นตัวละครที่แตกต่างจากอีเลน่า ด้วยอายุที่น้อย เธอไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตน แต่การมาถึงของซาแวนน่าห์ ลูกสาวของแม่มดดำที่ยิ่งใหญ่ นั่นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เธอเปลี่ยนแปลงและเข้มแข็งขึ้น (Dime store magic & Industrial magic)

ซาแวนน่าห์ เด็กน้อย (ที่ตอนนี้โตแล้ว) ที่เต็มไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ เธอเป็นผลิตผลที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ ระหว่างอีฟ แม่มดที่นิยมศาสตร์ด้านมืด กับพ่อมดที่ชื่อคริสตอฟ เป็นที่รู้กันดีอยู่ว่าแม่มดและพ่อมดมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เวทมนตร์ของแม่มดเป็นเวทมนตร์ที่ใช้ในการรักษา ขณะที่ของพ่อมดเป็นการทำลายล้าง แม่มดไม่แสวงหาความร่ำรวย จับกลุ่มอยู่กันเองอย่างเงียบเชียบ ในขณะที่พ่อมดส่วนใหญ่เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่โต(ที่เรียกว่า คาบาล) มีเส้นสายเป็นนักการเมือง ว่ากันว่ามาเฟียเกือบครึ่งมีเชื้อสายของพ่อมดผสมอยู่ และพลังของซาแวนน่าห์นี่เองที่ทำให้เธอเป็นที่ต้องการตัวของคาบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ของเพจในการปกป้องเธอไว้ให้ได้

อีฟ ตัวละครอีกตัวที่ตายตั้งแต่ยังไม่ได้ถูกกล่าวถึง แต่เธอเป็นตัวละครที่กลับมาเล่าเรื่องให้เราฟังได้ (จึงเป็นเหตุให้เราเชื่อว่า โลแกนก็กลับมาได้เหมือนกัน) เธอเป็นแม่มดที่ในเวลาเดียวกันก็เป็นลูกครึ่งปีศาจด้วย นั่นเป็นส่วนผสมที่รุนแรง น่ากลัว พลังของอีฟไร้ขอบเขต แต่เธอก็ไม่รอดเมื่อถูกจับ (จาก Stolen) ความเปลี่ยนแปลงมาสู่เธอในชีวิตหลังการตาย เมื่อเธอได้รับมอบหมายให้ตามจับฆาตกรปีศาจที่เข้าครอบงำมนุษย์ให้ทำชั่ว ภารกิจที่ทำให้เธอค้นพบตัวเองว่าไม่ได้ร้ายอย่างที่คิด และนำให้เธอได้รับโอกาสที่สองอีกครั้งกับคริสตอฟ ผู้ชายที่เธอเชื่อมาตลอดชีวิตว่าไม่มีวันอยู่ร่วมกันได้ (Haunted)

คริสตอฟ คนที่โผล่มาเหมือนกับจะเป็นผู้ร้ายใน Dime store Magic แต่ก็กลับเสียชีวิตด้วยน้ำมือลูกสาว เขากลับมามีบทบาท (ที่ทำให้แม็กซ์แปลกใจ) ใน Haunted ในชีวิตหลังความตายคริสตอฟก็ยังเป็นคาบาลเต็มตัว เขาเป็นทนายความให้กับเหล่าวิญญาณ ในขณะเดียวกันก็พยายามสานความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เขาไม่มีวันลืม

ลูคัส ลูกชายคนเล็กของตระกูลพ่อมดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ทว่าเขากลับแตกต่างจากคนอื่น เขาไม่ได้ใช้ความร่ำรวยและอำนาจของผู้เป็นพ่อ แต่กลับเป็นนักต่อสู้เพื่อช่วยเหลือคนจากอิทธิพลของคาบาล ซึ่งนำเขาเข้าไปรู้จักกับเพจ ทั้งสองร่วมมือกันเพื่อปกป้องซาแวนน่าห์จากคาบาลที่ต้องการตัวเด็กผู้หญิงคน นั้นและมันก็นำไปสู่ความรักของทั้งสอง ซึ่งจบลงด้วยการแต่งงานในที่สุด ลูคัสไม่มีมาดพระเอก เป็นเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงสามสิบปีที่มีอุดมการณ์สูงส่ง ลูคัสไม่ได้เป็นลูกที่ต้องการเป็นจุดสนใจของพ่อด้วยการก่อปัญหา เขาเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเอง เขาไม่ได้เก่งกาจ หรือมีพละกำลังแข็งแกร่ง แต่เขามีเกียรติซึ่งเป็นสิ่งหาได้ยากยิ่งในโลกที่เคลลี่ย์สร้างขึ้น

เบนิซิโอ เจ้าพ่อแห่งคาบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลกผู้เป็นพ่อของลูคัส ในบรรดาลูกชายทั้งหมดที่เขามี ลูคัสเป็นคนพิเศษที่สุดเสมอ อาจเพราะลูกคนนี้ปฏิเสธทุกสิ่งที่เขายื่นให้ และตั้งตนเป็นศัตรูกับทุกอย่างที่เขาเชื่อ แต่เบนิซิโอก็ยังคงเป็นพ่อที่รักลูก ตอนท้ายเรื่อง Industrial Magic ทำให้แม็กซ์สามารถให้อภัยตัวละครตัวนี้ได้ทุกอย่างกับการกระทำของเขา เพราะมันพิสูจน์โดยไม่มีข้อแม้ถึงความรักที่เขามีให้ลูกคนนี้

เจมี่ นักปลุกวิญญาณของจริงที่เล่นละครเป็นนักแสดงลวงโลก เจมี่มีรายการโทรทัศน์เป็นของตัวเองในฐานะนักสื่อวิญญาณชื่อดัง พรสวรรค์ของเธอเปรียบเหมือนคำสาป มันไม่ได้ทำให้เธอมีแรงมหาศาล หรือมีเวทมาตร์ที่ใช้ปกป้องตัวเองได้ แต่มันมีแนวโน้มอย่างมากที่จะทำให้เธอกลายเป็นบ้า ลองนึกดูว่า ไม่ว่าคุณไปที่ใด คุณจะมองเห็นมากกว่าคนทั่วไป คุณจะมองเห็นวิญญาณที่ล่องลอยไม่สงบ (No Human Involved)

โฮ้ป ลูกครึ่งปีศาจที่ได้รับความสามารถพิเศษจากบิดามากกว่าลูกครึ่งคนใด โฮ้ปได้ประสาทรับรู้ความวุ่นวาย และเรื่องหายนะ เธอถูกดึงดูดโดยมัน ไม่อาจปฏิเสธมันได้ อาชีพเดียวที่ดูจะทำให้เธอตอบสนองความกระหายเรื่องหายนะก็คือการเป็นนักข่าว หนังสือแท็ปลอยด์ จนกระทั่งคืนวันหนึ่งเธอได้พบกับโจรปล้นเพชรที่ไม่ใช่คนธรรมดา เขาชื่อคาร์ลและเป็นหมาป่า

คาสซานดร้า และแอรอน ในโลกเหนือธรรมชาติแห่งนี้คงไม่สมบูรณ์หากปราศจากแวมไพร์ เราไม่รู้เรื่องของทั้งสองคนนี้มากนัก นอกจากแวมไพร์ต้องฆ่าคนปีละอย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อต่อชีวิตของตัวเองให้ยืนยาวต่อไป และคาสซานดร้าเป็นผู้ที่เปลี่ยนแอรอน

ในหนังสือเล่มต่อไปของชุดนี้ Personal Demon คนเล่าเรื่องจะมีสองคนคือ โฮ้ปและจะเป็นครั้งแรกนับจาก Bitten (นอกจากเรื่องสั้นที่เธอเขียนในเว็บไซด์) ที่คนเล่าเรื่องจะเป็นผู้ชาย นั่นก็คือลูคัส ซึ่งเป็นตัวละครอีกตัวที่แม็กซ์ชอบมาก

คิดว่านี่คงเป็นบลอกสุดท้ายเกี่ยวกับหนังสือชุดนี้แล้วล่ะค่ะ (นอกจาก Guest Blogger ที่แม็กซ์พยายามติดต่อจะตอบตกลงมาเขียนวิจารณ์ชุดนี้ให้นะคะ) หลายคนคงจะชักเบื่อแล้วสินะ สำหรับแม็กซ์แล้ว คงได้เวลากลับไปอ่านชุดนี้ใหม่อีกรอบค่ะ

Friday, February 6, 2009

Kelley Armstrong

อ่านหนังสือจบไปหลายเรื่องแล้วล่ะในช่วงที่ผ่านมา แต่วันนี้ขออนุญาตไม่รีวิวเรื่องใหม่ ๆ นะคะ เพราะอยากระลึกอดีต (เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเล่มล่าสุดในชุดที่กำลังจะออกขาย) กับหนังสือชุดที่แม็กซ์รักที่สุดชุดหนึ่ง

คนที่ตามอ่านบลอกของแม็กซ์คงพอรู้ว่าแม็กซ์พูดถึงหนังสือชุด Women of the otherworld (ที่กำลังจะเปลี่ยนชื่อชุดเป็น Otherworld เพราะจะเริ่มให้ผู้ชายเป็นคนเล่าเรื่องบ้างแล้ว) มาหลายรอบ

แต่ทำไงได้คะ มันบ้าไปแล้ว พยายามจะกู่ตัวเองให้กลับมาหลายปี แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

นับตั้งแต่วันทีกลับจากเชงเม้งปี 2002 ที่แม็กซ์รบเร้าแม่ให้แวะที่ร้านหนังสือระหว่างทางกลับบ้าน เพื่อไปรับหนังสือเรื่อง Bitten จากร้านเจ้าประจำ อันที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะไปเอาเล่มนี้หรอกนะ แต่เพียงแว่บแรกที่อ่านบทแรก แม็กซ์ก็ถลำตัวลงไป

อีกห้าชั่วโมงถัดมา เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นฟ้ามืด แม็กซ์ก็ติดบ่วงหลงน้ำมนต์จากปลายน้ำหมึกของเคลลี่ย อาร์มสตรองค์ โลกที่สร้างขึ้นในหน้าหนังสือช่างน่าทึ่ง ตัวละครโดดเด่นโลดแล่นราวกับมีชีวิต ไม่ใช่เพราะตัวพระเอกนางเอกเท่านั้น แม็กซ์พบว่าตัวเองสนใจกระทั่งตัวละครที่โผล่มาครั้งแรกพร้อมกับความตายของ ตัวเอง (อย่างโลแกน)

เคลลี่ย์เป็นคนที่เขียนตัวละครได้น่าสนใจ โลกที่เธอสร้างขึ้นน่าอ่าน เหนืออื่นใด เธอไม่ได้เขียนโรแมนซ์ แต่เรื่องโรแมนซ์ในหนังสือของเธอดียิ่งกว่าหนังสือโรแมนซ์ส่วนใหญ่ที่ขายกัน ดาษดื่น แต่ถ้าคุณรู้จักนิสัยการอ่านของแม็กซ์ดี ก็คงเข้าใจว่า โรแมนซ์ที่แม็กซ์ชอบ จะไม่ใช่เรื่อง "พระเอกรักนางเอกม๊ากมาก" ธรรมดา

เคลย์รักอีเลน่า เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เขารัก (ความจริงคือ เคลย์ไม่เคยมีความสัมพันธ์ หรือกระทั่งอยากมีความสัมพันธ์กะผู้หญิงคนไหนเลย จนกระทั่งเขาได้เจอกับอีเลน่า) แต่เพราะความรักเขาทำร้ายเธอยิ่งกว่าที่ผู้ชายคนไหนจะกระทำต่อเธอ รักของเคลย์คือความเป็นเจ้าของ เขาเป็นสัตว์ป่า (เพราะเคลย์เป็นมนุษย์หมาป่า) มากพอจะทำทุกวิถีทางเพื่อไขว่คว้าหญิงที่เขารักมาครอบครอง โดยไม่สนใจว่ามันจะส่งผลเช่นไร

มันเป็นความรักที่น่าทึ่ง ชนิดที่แม็กซ์อยากเห็นให้หน้าหนังสือ (แต่ไม่มีวันคิดจะเฉียดใกล้ในชีวิตจริง) รักของเคลย์ซับซ้อน แต่เคลลี่ย์ก็คลี่คลาย และทำให้แม็กซ์เชื่อว่า ความรักนั้นจะไปรอด (แบบที่อีเลน่าไม่ต้องกล้ำกลืนทน และเคลย์ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมากนัก)

แต่ที่แสดงว่าเคลลี่ย์เก่งในฐานะนักเขียนเพราะเธอเขียนตัวละครได้หลาก หลาย สำหรับคนที่สร้างตัวละครอย่างเคลย์ เธอก็สร้างลูคัส คอร์เตช ทนายความหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ ชายหนุ่มที่อ่อนโยน เขาเป็นคู่ที่เหมาะสมกับเพจ

ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงถึงจะแสดงความรู้สึกว่าเรารักชุดนี้ได้ครบถ้วนค่ะ เชื่อไหมว่า ที่กลับมาบ้าชุดนี้อย่างหนักอีกรอบเป็นเพราะบังเอิญเปิดเว็บไซดของเคลลี่ย์ เพื่อเช็คข่าวหนังสือเล่มถัดไปในชุดเท่านั้นเอง

แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้น (อีกครั้ง) ของความบ้าคลั่งชุดนี้ ตอนนี้กำลังนั่งอ่าน Bitten อีกรอบอยู่ค่ะ

บลอกที่เคยเขียนเกี่ยวกับชุดนี้

แนะนำตัวละคร ทั้งเรื่อง เฉพาะเจรามี่ เดนเวอร์

รีวิว No Human Involved

เอาไว้ตั้งสติได้มากพอ จะกลับมานั่งเล่า Bitten ให้ฟัง (สำหรับคนที่ฟังเป็นรอบที่ร้อยแล้ว ก็ทนเอาหน่อยแล้วกันค่ะ)

อยากจะบอกว่า ไปหาอ่านกันเถอะนะคะ สำหรับคนที่กล้าก้าวออกนอกกรอบโรแมนซ์สักหน่อย หนังสือชุดนี้ไม่น่าพลาดเลยค่ะ

Sunday, January 25, 2009

Men of the Otherworld // Kelley Armstrong

ครั้งสุดท้ายที่แม็กซ์ลงทุนซื้อหนังสือปกแข็งก็ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน แม็กซ์ซื้อเรื่อง Natural Born Charmer มา ซึ่งจนถึงบัดนี้เราก็ยังไม่ได้แม้กระทั่งหยิบขึ้นมาอ่านเลย

หนังสือ ปกแข็งเล่มสุดท้ายที่แม็กซ์อ่านจบต้องย้อนกลับไปไกลเกินกว่าสองปีค่ะ เพราะนั่นคือเรื่อง Cover of Night ของลินดา โฮเวิร์ด ที่ีทำเอาเราผิดหวังขนาดเลิกซื้อหนังสือปกแข็งของลินดาไปเลย

ที่พูดไป ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะให้ทุกคนรู้ว่า แม็กซ์ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ขนาดไหนในการควักเงินเกือบพันซื้อหนังสือเล่ม นี้มาอ่าน เพราะเราเคยพูดเสมอว่า แทบจะไม่มีนักเขียนคนไหนที่ทำให้แม็กซ์อยากอ่านมากพอที่จะลงทุนซื้อหนังสือ ฉบับปกแข็งมาอ่านได้อีกต่อไปแล้ว แต่เมือเห็นหนังสือเล่มนี้อยู่ตรงหน้า ใจมันก็อ่อน กระเป๋าตังค์มันก็เปิดได้อย่างมหัศจรรย์

แล้วรู้อะไรไหม คะ แม็กซ์เคยอ่านเรื่องนี้มาก่อนแล้วด้วยนะ และไม่ใช่การอ่านแค่ครั้งเดียว เราอ่านเรื่องในเล่มนี้มาหลายรอบจนจำไม่ได้แล้วว่ากี่ครั้ง ซึ่งสำหรับคนที่แทบจะไม่เคยอ่านหนังสือซ้ำเลยในชีวิต นี่เป็นคำชมอย่างสูงมากจากเรา

Men of the Otherworld ของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุด Otherworld โดยเป็นเล่มที่เก้าที่ถูกพิมพ์ขาย แต่โดยลำดับของเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เรื่องนี้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเล่มแรกในชุดเสียอีก (Bitten) เพราะมันย้อนกลับไปตั้งแต่ก่อนที่เจรามี่ ซึ่งเป็นอัลฟ่าของเผ่าหมาป่าแห่งอเมริกาเหนือจะเกิดเสียอีก

แม็ก ซ์คิดว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือชุดนี้เลย ก็น่าจะอ่านเรื่องในเล่มนี้รู้เรื่อง เพราะก่อนหน้าที่มันจะถูกพิมพ์ออกมาขาย มันเคยเป็นเรื่องเขียนให้อ่านฟรีออนไลน์ในเว็บไซด์ของเคลลี่ย์มาก่อน และแม็กซ์แนะนำเพื่อนหลายคนในลองอ่านงานของเคลลี่ย์ผ่านเรื่องเหล่านี้ ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นแฟนหนังสือของเคลลี่ย์กันหมด

หนังสือเล่ม นี้ประกอบด้วยเรื่อง 4 เรื่อง เล่าผ่านหลายช่วงเวลา ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับผู้ชายแห่งโลกที่เคลลี่ย์สร้างขึ้นในหนังสือชุดของเธอ เหล่าผู้ชายที่ไม่เคยเป็นคนเล่าเรื่องมาก่อนเลย (เพราะเรื่องชุดนี้เล่าเรื่องผ่านตัวละครผู้หญิงมาตลอดจนกระทั่งเล่มแปดที่ เริ่มมีมุมมองของผู้ชายเข้ามาให้เห็ฯ)

และหนังสือเล่มนี้เองที่ทำให้ แม็กซ์สัมผัสได้ถึงความพิเศษมาก ๆ ของเคลลี่ย์ในการเล่าเรื่องผ่านตัวละครผู้ชาย แม็กซ์ไม่รู้หรอกนะคะว่า ผู้ชายเขาคิดกันอย่างนี้ไหม แต่มันมีความแตกต่างและให้ความรู้สึกน่าเชื่อมากพอ มันเต็มไปด้วยพลัง

Infusion

เรื่อง นี้เล่าเรื่องราวผ่านมัลคอล์ม หมาป่าผู้โหดร้ายและเห็นแก่ตัว เขาปรารถนาเหนือสิ่งอื่นใดที่จะมีลูกเพื่อพิสูจน์ความเป็นชายของตัวเอง เพราะในเผ่าหมาป่า การมีทำให้ผู้หญิงตั้งท้อง และได้ลูกชายเป็นเกียรติเหนือสิ่งอื่นใด แต่ไม่ว่าจะใช้ความพยายามมากเพียงใด เขาก็ไม่เคยทำได้ จนกระทั่งวันนึง ในขณะที่คู่แข่งคนสำคัญของเขากำลังฉลองการเกิดของลูกชายคนที่สาม มัลคอล์มก็สังเกตเห็นพนักงานเสิร์ฟสาวเชื้อสายเอเชียที่เล่นหูเล่นตากับเขา ตลอด และคืนนั้นเขาก็ตัดสินใจ มันอาจจะเป็นการดีเหมือนกันถ้าจะผสมเผ่าพันธุ์ข้ามเชื้อชาติ

แต่หญิง คนนั้นไม่ใช่คนธรรมดา มัลคอล์มรับรู้ความจริงข้อนั้นเมื่อเก้าเดือนผ่านไป และลูกชายของเขาเกิดขึ้น ลูกชายที่ไม่เป็นที่ต้องการ ลูกชายที่เขาอับอายและรังเกียจ ลูกชายที่ในอีกยี่สิบกว่าปีต่อมา คือคู่แข่งคนสำคัญของเขาในการแย่งชิงตำแหน่งอัลฟ่า

Savage

เด็ก ชายวัยห้าขวบค้นพบความจริงที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ปีศาจไม่ใช่เรื่องเล่าเอาไว้หลอกเด็กเท่านั้น ปีศาจมีอยู่จริง และเขาต้องการเป็นหนึ่งในปีศาจเหล่านั้น เพราะมันย่อมดีกว่าการใช้ชีวิตไปกับความหวาดกลัว การถูกทอดทิ้ง และการถูกลืม เขาบังเอิญพบเห็นมนุษย์หมาป่า และอาจเป็นความเยาว์วัย ความกล้าที่ไม่น่าเป็นไปได้ เด็กชายวัยห้าขวบเผชิญหน้ากับปีศาจตัวนั้น และขอให้มันเปลี่ยนแปลงเขาเป็นหนึ่งในปีศาจ

มันอาจเป็นความบังเอิญ ความโชคดี หรืออาจเป็นเพราะเด็กคนนี้คือคนพิเศษ ไม่มีใครรู้ได้ แต่เด็กวัยห้าขวบใช้ชีวิตในป่าตามลำพัง ปราศจากครอบครัวหรือคนดูแล หาเลี้ยงตัวเองในสภาพมนุษย์ หรือหมาป่า แล้วแต่ร่างกายจะกำหนด เขาควบคุมด้านสัตว์ป่าของตัวเองไม่ได้ ลืมเลือนความเป็นมนุษย์ จนกระทั่งเขาได้พบกับเจรามี่

ชายหนุ่มที่ไม่ได้แก่ไปกว่าเด็กชายคน นั้นเลย เจรามี่รับฟังเรื่องราวของหมาป่าเด็ก สิ่งมีชีวิตที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะมนุษย์ที่ถูกกัดส่วนใหญ่จะตาย ยิ่งถ้าเป็นเด็กก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ แล้วหมาป่าที่เกิดจากบิดาที่เป็นหมาป่า ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนร่างได้จนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น ดังนั้นเรื่องราวที่มัลคอล์มพ่อของเขาเล่าเกี่ยวกับหมาป่าเด็กที่เผชิญหน้า กันในหลุยเซียน่า จึงดูเหมือนตำนานหลอกเด็ก แต่เจรามี่รู้จักมัลคอล์มดี และรู้ว่า เขาต้องทำอะไรสักอย่าง

เจรามี่ทิ้งบ้านในสโตนฮาเวนมายัง หลุยเซียน่า มันใช้เวลาไม่นานในการค้นพบเด็กคนนั้น เด็กชายที่บัดนี้อายุเจ็ดขวบแล้ว เด็กที่แม้จะลืมความมนุษย์ไปเกือบหมด ก็ยังนึกชื่อของตัวเองออก เขาคือเคลย์ตัน

การหาเคลย์ตันเป็นเรื่อง ไม่ยาก แต่การทำให้เคลย์ไว้ใจเป็นเรื่องที่เกือบเป็นไปไม่ได้ แต่เจรามี่ทำไ้ด้ เขาทำในสิ่งที่ไม่น่าจะมีใครทำได้ เขาปราบเด็กป่าจนเชื่อง หรืออย่างน้อยก็เชื่องเท่าที่เคลย์จะเป็นได้ (และมันไม่มากเลย)

ความสัมพันธ์ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของ เรื่องในชุด Otherworld ถูกเผยในเห็นในเรื่องนี้ บอกเล่าการที่เจรามี่ซึ่งมีอายุมากกว่าเคลย์เพียงแค่สิบห้าปี แต่กลายเป็นยิ่งกว่าพ่อของเคลย์ เรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า เจรามี่ปราบพยศเคลย์ได้ยังไง เรื่องนี้จบลงเมื่อเคลย์ได้รับการยอมรับให้เข้าเผ่าหมาป่า และเริ่มต้นการปูทางนำเจรามี่ไปสู่เส้นทางของการเป็นอัลฟ่าแห่งเผ่า

Ascension

เรื่อง นี้เล่าต่อเนื่องกับเหตุการณ์ใน Savage เกือบจะในทันที เรื่องราวยังเล่าผ่านสายตาของเคลย์ในวัยสิบปี เรื่องราวการขึ้นสู่อำนาจของเจรามี่ การเติบโตของเคลย์ เหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น รวมทั้งการเผชิญหน้ากับมัลคอล์มเพื่อแย่งชิงตำแหน่งอัลฟ่า

และการเฉลยว่า เหตุใดเผ่าหมาป่าแห่งสโตนฮาเวนถึงได้สงบสุขจากการรุนรานจากหมาป่านอกเผ่าเกือบยี่สิบปี

สิ่งที่แม็กซ์คิดว่าเด่นมาก ๆ ในการเล่าเรื่อง Savage และ Ascension ก็คือ การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเคลย์ ซึ่งเป็นเด็กและหมาป่า เคลย์มีด้านที่เป็นหมาป่ามากกว่ามนุษย์หมาป่าโดยกำเนิดเสียอีก เหตุผลของเคลย์เข้าใจได้ง่ายถ้าคุณใช้ความเรียบง่ายของสัตว์เป็นเครื่องกำหนด และการคิดว่า ชีวิตของเคลย์มีเพียงเจรามี่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่สำคัญ

เขาไม่ฆ่ามนุษย์เพราะมันจะทำให้เจรามี่ไม่สบายใจ ไม่ใช่เพราะมันทำให้ศีลธรรมส่วนตัวของเขาหวั่นไหว เคลย์เข้าใจความต้องการฆ่า แต่เขาไม่เคยฆ่าอย่างไร้เหตุผล ทุกอย่างเป็นไปเพื่อเลี้ยงท้อง หรือเพื่อปกปิดความลับ สำหรับเคลย์แล้วมันง่ายดายมาก เขาไม่เข้าใจมนุษย์ เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นหนึ่งในนั้น เขาไม่เข้าใจความสำคัญของการเข้าสังคม เขามีเจรามี่ มีบ้าน มีอาหาร มีคนในเผ่า (ซึ่งเขาไม่ได้ต้องการด้วยซ้ำ) มันเพียงพอ เคลย์ถูกสอนโดยเจรามี่จนกระทั่งเข้าเรียนไฮสคูล และแม้จะเรียนดีจนสามารถเข้ามหาวิทยาลัยใดก็ได้ เขาก็เลือกที่จะเรียนที่ซีรีคิว เพราะมันใกล้บ้าน และเขาต้องการอยู่ใกล้บ้าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สำคัญของการขึ้นสู่อำนาจของเจรามี่

เขามีหน้าที่ต้องปกป้องเจรามี่ ไม่ใช่เพราะเจรามี่เป็นคนที่เลี้ยงดูเขา แต่เพราะเจรามี่คือทุกอย่างที่เขายึดเป็นแบบอย่าง เคลย์ชอบอ่านหนังสือเพราะเจรามี่ชอบ เคลย์ยอมเรียนมหาวิทยาลัยเพราะมันเป็นสิ่งที่เจรามี่ต้องการ แต่โปรดอย่าคิดว่าเคลย์ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ใช่เลย สำหรับเคลย์ตัวตนของเขาใกล้เคียงกับหมาป่า ที่ทุกอย่างมีความเรียบง่าย เขาไม่เห็นความจำเป็นในการใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ แต่ถ้าเขาต้องทำ เขาก็ยึดเอาเจรามี่เป็นต้นปบบ

จุดเด่นของเรื่องก็คือ มุมมองของเคลย์ซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง สื่อสารตัวตนของเขาออกมาได้ครบถ้วน คนที่เคยอ่านถึงเคลย์ผ่านมุมมองของตัวละครอื่น (ในเล่มอื่น ๆ ในชุด) จะรู้เลยล่ะว่า คนแต่งซื่อสัตย์ต่อความเป็นเคลย์มากขนาดไหน ใน Savage และ Ascension มันทำให้ทุกอย่างเีกี่ยวกับเคลย์ชัดเจนขึ้น อย่างที่บอกแม็กซ์คิดว่า คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มอื่นเพื่อทำความเข้าใจเล่มนี้ แต่แม็กซ์ไม่แน่ใจว่า คุณจะรักเคลย์และเจรามี่อย่างที่แม็กซ์รักไหม ถ้าคุณไม่ได้ตกหลุมรักพวกเขามาก่อนจากเล่มอื่น

คิดเอาง่าย ๆ นะคะ หนังสือเรื่องนี้เกือบทั้งเล่ม ไม่มีตัวละครผู้หญิงมาทำให้ชุ่มชื่นหัวใจเลยสักนิดเดียว นี่เป็นเรื่องราวของเคลย์ก่อนที่เขาจะได้พบกับเอเลน่า เรื่องราวของเจรามี่ก่อนเขาจะได้พบกับเจมี่ มันเป็นเรื่องราวของการเติบโตของเคลย์ และการเข้าสู่อำนาจของเจรามี่

และมันเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดที่แม็กซ์เคยได้อ่านมาในชีวิต ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับคนที่ชอบหนังสือโรแมนซ์มาก ๆ อย่างเรา เพราะเล่มนี้ไม่ใช่โรแมนซ์ แต่แม็กซ์เชื่อว่า คนที่ชอบโรแมนซ์น่าจะชอบเรื่องนี้

หนังสือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม็กซ์มักแนะนำให้เพื่อนผู้ชายอ่าน เพราะเราคิดว่าเคลลี่ย์ซึ่งเป็นนักเขียนผู้หญิง สามารถสื่อมุมมองของผู้ชายได้ดีมาก ๆ แค่แม็กซ์คิดถึงฉากที่เคลย์ในวัยสิบหกที่ฮอร์โมนเริ่มฉีดก็ต้องยิ้มออกมาแล้ว (เขามักใช้คำพูดว่า Wrong and Unfair เสมอ)

การเล่าเรื่องราวของเคลย์ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ก็แสดงความสามารถของคนเขียนในเรื่องความหลากหลาย เพราะแม้คาแร็คเตอร์ของเคลย์ไม่เคยเปลี่ยน แต่วัยซึ่งมีผลต่อความรับรู้ และการมองโลกมีบทบาทในการเล่าเรื่องราวเสมอ เพราะฉะนั้นเคลย์ในวัยเจ็ดขวบ จึงมีความแตกต่างจากเคลย์ในวัยสิบหกปี เพราะวัยที่ต่างก็ย่อมมีนิสัยต่างกัน แต่ในเนื้อแท้แล้ว คนอ่านก็ยังได้รับรู้ความเคลย์ที่แท้จริงซ่อนอยู่ในนั้น

Kitsunegari

เรื่องสุดท้ายในเล่มนี้มีความยาวพอ ๆ กับเรื่องแรก (คือไม่กี่หน้าเอง) เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวในเล่มค่ะที่เขียนขึ้นมาใหม่ และไม่เคยลงให้อ่านฟรีในเน็ตมาก่อน เรื่องนี้ก็คือจบสรุปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เล่มแรก ในที่สุดเราก็ได้รู้ว่า แม่ของเจรามี่คือใคร และชีวิตรักของเขาและเจมี่เป็นยังไงต่อไปกันบ้าง

สำหรับการเรียงร้อยเหตุการณ์ในเรื่อง สำหรับคนที่ไม่ติดตามอ่านชุดนี้มาตั้งแต่ต้นอาจจะงงนิดหน่อย เพราะเหตุการณ์ในเรื่องนี้ไม่ได้ต่อเนื่องกับ Ascension เลย แถมยังดึงเอาเจมี่ึซึ่งเป็นหวานใจของเจรามี่เข้ามาด้วย แต่ปัญหาก็คือ เจมี่ไม่ได้มีบทบาทในเล่มนี้เลย คนที่ยังไม่ได้อ่านชุดนี้มาก่อนก็อาจจะงงนิดหน่อย แต่เราไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาหรอกนะคะ เพราะเราคิดว่าแค่เรื่อง Savage และ Ascension ก็คุ้มค่าเงินทุกบาทแล้วล่ะ

เรากล้าพูดคำนี้นะคะ เพราะแม็กซ์ได้อ่านเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้มาก่อนหน้าแล้วหลายปี และไม่ใช่แค่การอ่านรอบเดียว เราอ่านหลายรอบมาก แต่เมื่อได้เห็นเล่มนี้ในร้านหนังสือ ในรูปแบบปกแข็ง แม็กซ์ก็ยังอดใจไม่ได้ ต้องซื้อมาอ่านอีกรอบ (เพราะก่อนหน้าเราอ่านเป็นอีบุ๊ค) และบอกเลยนะคะว่าไม่เสียดายเงินสักบาท

และขอบอกอีกอย่าง (อาจจะไม่อยากรู้กันนะคะ) แม็กซ์รักหนังสือเล่มนี้มากพอที่จะซื้อมันมาเก็บอีกรอบ หลังจากที่ออกขายเป็นปกอ่อนแล้วด้วย

และ (สุดท้ายจริง ๆ แล้วค่ะ) เราจะซื้อเล่มนี้แจกเพื่อนซึ่งน่าจะรู้นะว่าเราหมายถึงใครกันที่เราเคยแนะนำให้อ่าน และได้กลายเป็นสาวกของเจรามี่และเคลย์พร้อมกับเรา

คะแนนที่ 93


Wednesday, January 21, 2009

Personal Demon // Kelley Armstrong

แม็กซ์รู้จักเคลลีย์ อาร์มสตรองคนแต่งหนังสือเล่มนี้เพื่อนคนนึงของเราค่ะ เพราะแม้เราจะพูดเสมอว่า เราเป็นคนที่เปิดโอกาสให้กับหนังสือเกือบทุกแนว แต่ครั้งแรกก็ย่อมต้องยากเสมอ แม็กซ์ไม่เคยอ่านหนังสือแนว Urban Fantasy มาก่อนในชีวิต ตอนที่อ่านคำวิจารณ์ของชาวบ้านว่าหนังสือเรื่อง Bitten ของเธอดีนักดีหนาก็ไม่ได้เกิดความรู้อยากออกไปซื้อมาอ่านแต่อย่างใดหรอกค่ะ เพราะรู้สึกว่าพล็อตน่ะมันไม่ใช่เราเอาเลย

จนกระทั่งเพื่อนคนนี้พูดจนเราเกิดอาการฮึด ไปสั่งซื้อมาจนได้

เกือบสิบปีต่อมา เราก็ยังคงรักเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์เหมือนอย่างตอนที่ได้อ่านงานของเธอเป็นครั้งแรก

แต่ถึงเราจะรักงานเขียนของเคลลี่ย์ยังไงนะคะ เราก็ไม่สามารถที่จะรักตัวละครของเธอทุกตัวได้เท่าเทียมกัน หนังสือชุด Otherworld ของเธอถูกเขียนผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัว ดังนั้นบางครั้งถ้าคนที่เล่าเรื่องไม่ใช่ตัวละครที่แม็กซ์ชอบมาก เราก็ไม่ถึงกับเกิดอาการกรี๊ดสลบ (แค่กรี๊ดเล็ก ๆ ค่ะ) ดังนั้นนี่จึงเป็นคำอธิบายเดียวที่ว่า ทำไมเราจึงไม่อ่านอ่านเล่มนี้ทันทีที่ออกขายเป็นปกแข็ง แต่กลับรอต้นฉบับปกอ่อนก่อนจึงเริ่มอ่าน

Personal Demon ของเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์

คนเล่าเรื่องหลักในเล่มนี้คือโฮป อดัมส์ ลูกครึ่งปีศาจคนที่พ่อของเธอคือลูซิเฟอร์ และนั่นทำให้ความสามารถพิเศษที่ได้รับถ่ายทอดจากบิดาก็คือความถวิลหาความ วุ่นวาย โฮปเป็นปีศาจที่ต้องการดื่มกินความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเกิดจากความตาย ความเจ็บปวด ดังนั้นอาชีพนักข่าวหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมกับโฮปมาก จนกระทั่งเธอได้รับคำเชิญที่ไม่อาจปฏิเสธได้ให้ไปทำงานพิเศษให้กับเจ้าพ่อคา บาลอย่างเบนิซิโอ คอร์เตซ

โฮปเป็นตัวละครที่ปรากฎตัวครั้งแรกในชุดนี้จากเรื่องสั้นในหนังสือรวม เรื่องสั้นเรื่อง Date from hell ซึ่งในเล่มนั้นเธอได้ค้นพบความจริงว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอโดนหลอกให้ทำงานให้กับคอร์เตซ คาบาล (ซึ่งเปรียบเสมือนแก็งค์มาเฟียในโลกเหนือธรรมชาติแห่งนี้ เป็นฐานกำลังสูงสุดของเหล่าพ่อมดที่สร้างคาบาลขึ้นมาในรูปของบริษัท โดยมีเหล่าคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติมาทำงานให้) และในเล่มนั้นเธอได้พบกับคาร์ล หมาป่าหนุ่มใหญ่ที่ช่วยเธอให้รอดพ้นจากเงื้อมือของเหล่าร้าย

แต่ผลของการเอาชนะผู้ร้ายในเล่มนั้น ทำให้โฮปกลายเป็นหนี้บุญคุณแก่เบนิซิโอ คอร์เตซ หัวหน้าใหญ่แห่งคอร์เตซ คาบาล และในเล่มนี้ เบนิซิโอต้องการทวงหนี้บุญคุณนั้น

โฮปได้รับคำสั่งในเดินทางไปไมอามี่ อันเป็นหัวใจหลักของเขตการปกครองของคอร์เตซ คาบาล เพื่อแทรกซึมเข้าไปในแก๊งค์ของพวกเหนือธรรมชาตินอกรีตที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้ สังกัดของคาบาล แต่ออกหากินด้วยตัวเอง เพียงไม่นานเธอก็เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในแก๊งค์

บอกตามตรงนะคะว่าครึ่งเล่มแรกไม่ค่อยถูกใจแม็กซ์นัก เพราะเราไม่ได้ชอบโฮป ไม่อยากรู้เรื่องราวของเธอนัก อีกอย่างพล็อตเรื่องยังไม่มีความชัดเจนเลย เราไม่เห็นประเด็นที่โฮปต้องแทรกซึมเข้าไปในแก๊งค์ ไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการดำเนินเรื่อง

แต่ครึ่งหลังของเรื่องคือคนละเรื่องกันเลย นั่นก็เพราะการปรากฎตัวของลูคัส คอร์เตซ

นี่เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ผู้ชายได้เป็นฝ่ายเล่าเรื่องในหนังสือ ชุดนี้ และแม็กซ์ขอบอกว่า แม็กซ์ชอบการได้เข้าไปถึงความคิดของลูคัสอย่างมาก เขาเป็นตัวละครที่น่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขาไม่ใช่คนเล่าเรื่อง เขาเป็นพระเอกในเรื่อง Dime Store Magic และ Industrial Magic ในเล่มนี้เราได้เห็นการเติบโตของเขาอย่างมาก

ในฐานะลูกชายคนเล็ก และลูกนอกสมรสของเบนิซิโอ คอร์เตซ ลูคัสปฏิเสธทุกอย่างที่เป็นเชื้อสายของเขา ลูคัสอาจจะเป็นพ่อมดโดยสายเลือด แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเห็นชอบกับการกระทำของคาบาล ทัศนคตินี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้เบนิซิโอจะเลือกเขาเป็นทายาทแห่งคาบาล อันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ลูคัสเ็ป็นทนายความที่ใช้ความสามารถของตัวเองในการช่วยเหลือเพื่อนพ้องชาว เหนือมนุษย์ในการต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม ซึ่งจำนวนมากเกิดจากการกระทำของคาบาล ดังนั้นหากจะบอกว่าเขาเป็นศัตรูกับบิดาก็คงพูดได้ เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างลูัคัสและเบนิซิโอไม่ได้เข้าใจง่ายเช่นนั้น

ลูคัสยังคงเป็นลูกชายที่รักพ่อ ในขณะเดียวกันก็เข้าใจความจำเป็นของคาบาลในสังคมสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ แม้จะไม่เห็นด้วย แต่คาบาลก็เป็นองค์ประกอบที่ยังต้องมี ดังนั้นเมื่อเขาเดินทางมาไมอามี่เพื่อดูแลการที่เบนิซิโอจัดการให้โฮปปลอม ตัวเข้าไปในแก๊งค์เพื่อสืบความลับ และลูคัสได้เจอปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น เพราะเบนิซิโอและพี่ชายสองในสามคนของเขาถูกลอบทำร้าย ส่วนพี่ชายอีกคนกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ลูคัสผู้ซึ่งเป็นคนนอกคาบาลมาตลอดก็ได้เวลาที่จะขึ้นสู่อำนาจ

เราพูดมาหลายรอบแล้วค่ะว่าหนังสือของเคลลี่ย์ไม่ใช่โรแมนซ์ แต่เป็นพล็อตโรแมนซ์ที่ทำให้เราลงเสน่ห์อ่านชุดนี้ แต่ในเล่มนี้ความโรแมนซ์ไม่เยอะนักหรอกค่ะ เพราะทั้งโฮปและลูคัสซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง ก็ล้วนแต่มีคู่เป็นของตัวเองแล้ว เรื่องความรักของลูคัสและเพจ ภรรยาของเขาถูกเล่าใน Dime store magic และ Industrial Magic ส่วนเรื่องของโฮป และคาร์ล เริ่มต้นในเรื่องสั้น ก่อนจะลงเอยในเล่มนี้

สำหรับแม็กซ์แล้ว เล่มนี้คือทางแยกในชีวิตของลูคัส ที่เขาต้องเลือกระหว่างอุดมการณ์ที่ตัวเองต่อสู้มาตลอดชีวิต กับความจำเป็น เขาไม่ชอบวิธีการของคาบาล แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยคอร์เตซคาบาลซึ่งเป็นคาบาลที่ใหญ่ที่สุดในโลกล้มลงโดย ไม่ดูแลได้ เพราะนั่นหมายถึงการล้มของสถาบันนึงในโลกที่เขาอาศัยอยู่ คาบาลอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่มันก็จำเป็นต้องมี เพราะแม้แต่ผู้มีพลังพิเศษ พวกเขาก็เหมือนมนุษย์ ตรงที่ ไม่ใช่ทุกคนถูกสร้างมาให้เกิดมามีอิสระ หลายคนต้องการหลักพึ่งพิง แม้จะสูญเสียสิทธิบางอย่างไปบ้าง พวกนั้นก็พอใจ เพราะไม่ต้องการต่อสู้ในโลกอันโหดร้ายนี้ตามลำพัง คาบาลเป็นทางออกให้พวกเขา

อ่านไปก็คงสังเกตนะคะว่า แม็กซ์ไม่ค่อยได้พูดถึงโฮป นั่นก็เพราะแม้เธอจะเป็นคนเล่าเรื่องหลัก ประเด็นในเล่มนี้ก็คือลูคัส โฮปเป็นเพียงองค์ประกอบเท่านั้นเอง

และบอกตามตรงค่ะ สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องชุดนี้มาตั้งแต่ต้น การเริ่มต้นอ่านที่เล่มนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีนักหรอก เพราะคุณจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างลูคัสและเบนิซิโอ หรือกระทั่งเรื่องราวระหว่างลูคัส และเพจ

สำหรับคนที่สนใจ และไม่กลัวสปอยล์ แม็กซ์เขียนบลอกเกี่ยวกับเคลลี่ย์ อาร์มสตรองค์และหนังสือชุดนี้ของเธอไว้เยอะมาก

คะแนนเล่มนี้ให้ยากเหมือนกันนะคะ เพราะแม็กซ์ไม่ชอบอ่านเรื่องตอนที่โฮปเป็นคนเล่าเลย แต่จะแทบกรี๊ดสลบตอนที่ลูคัสเล่า ก้อเลยอยู่ที่ 77 สำหรับทั้งเรื่อง และ 85 ถ้าเอาเฉพาะตอนที่ลูคัสเล่าเรื่องอย่างเดียว