Sunday, June 22, 2014

Review: Surviving Raine


Surviving Raine
Surviving Raine by Shay Savage

My rating: 2 of 5 stars



เราอ่านงานเขียนของเชย์ ซาเวจมาก่อน (กับชุดเอแวน อาร์เดน) ไม่ได้ถึงกับคลั่งไคล้ จึงไม่ได้ถึงขนาดไปไล่ตามงานเล่มอื่น ๆ ของเธอมาอ่านหรอกค่ะ แต่เพราะหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของเธอ (Bastian's Storm) ซึ่งเป็นเล่มสองในชุดนี้ ดันโยงเข้าไปเกี่ยวข้องกับชุดเอแวน อาร์เดน (ซึ่งแม้เราจะบอกว่า อ่านจบก็งั้น ๆ แต่ในแง่คาแร็คเตอร์ เราชอบเอแวนมาก ๆ ค่ะ) ก็เลยทำให้เราเกิดแรงฮึดไปหยิบเล่มนี้มาอ่าน เพื่อเตรียมตัวอ่านเล่มสอง

พออ่านเข้าจริง คงต้องบอกว่า ดีกว่าที่คิด (แต่แค่สองดาว เพราะตอนนี้อารมณ์ไม่ดีค่ะ กดคะแนนทุกอย่าง) อันที่จริงช่วงต้นเรื่องถือว่าสนุกมาก ๆ เลยล่ะ เพียงแต่เนื้อเรื่องหยุดอยู่กับที่ ไม่มีพัฒนาการ เราก็เลยเบื่อช่วงครึ่งหลังของเรื่องมาก ๆ อีกอย่างเราไม่ชอบเรื่องติดเกาะ

เรื่องถูกเล่าผ่านคาแร็คเตอร์ที่เป็นผู้ชาย (อันเป็นสไตล์การเขียนของคนแต่งที่โดดเด่น และทำให้เราอ่านหนังสือของเธอในตอนแรก) ซึ่งเล่มนี้คือกัปตันเรือนามว่า เซบาสเตียน ชีวิตเขาไม่มีอะไรมาก แค่การดื่มเหล้า และรอวันตาย บอกได้แค่นั้น (มีส่วนเล็ก ๆ แต่เล็กมาก ๆ นะคะ ทำให้เรานึกถึงกัปตันเอแฮป) จนกระทั่งวันนึงบางอย่างเกิดขึ้น และเรือที่เขาควบคุมจมลง เซบาสเตียนไม่รู้ว่ามีใครรอดชีวิต แต่เขาช่วยชีวิตเด็กสาวได้หนึ่งคน ทั้งคู่ล่องลอยไปในทะเลกว้างพร้อมกับอุปกรณ์ยังชีพไม่กี่ชิ้น

เมื่อถึงจุดนั้น คนอ่านเริ่มรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเซบาสเตียนมากขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้วิธีเอาชีวิตรอดในสถานการณ์เช่นนั้น ดังนั้นจึงเป็นโชคดีของเรนน์ที่เธอมีเซบาสเตียน แม้เขาจะปากร้าย โมโหง่าย และชอบใช้ความรุนแรง อย่างช้า ๆ เซบาสเตียน และเรนน์เริ่มเปิดใจเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่นำพาพวกเขามาถึงจุดที่เป็นอยู่

เราชอบช่วงติดอยู่ด้วยกันบนแพนะคะ เราชอบการเล่าเหตุการณ์ในอดีต เพราะทำให้เรารู้จักตัวละครมากขึ้น แม้ว่า ความเกี่ยวพันที่ว่า เซบาสเตียนเป็นพยานในการไต่สวนคดีฆาตกรรมพ่อของเรนน์มันช่างไม่น่าเชื่อ และบังเอิญเกิดเหตุ รวมไปทั้งความไม่สมเหตุสมผลที่เรนน์ไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับบิดา อ่านแล้วงงมาก เพราะเรื่องบอกว่า ศาลมีการตัดสินจำคุกคนที่ก่อคดี แสดงว่า มีการไต่สวน แต่เรนน์ซึ่งเป็นญาติคนเดียว ทำไมถึงไม่มีสิทธิเข้าไปนั่งฟัง รายละเอียดพวกนี้แหละที่ทำให้ดาวมันหดหาย แต่การนั่งเล่าเรื่องให้กันและกันฟังไปมา มันก็ย่อมมาถึงจุดที่น่าเบื่อ และนี่เองเป็นจุดด้อยมากที่สุดในเรื่อง

ถ้าเรื่องนี้เป็นหนัง เราก็คงต้องบอกว่า คนเขียนบทประหยัดค่าตัวนักแสดงไปหน่อย เพราะทั้งเรื่องมีแค่เซบาสเตียน และเรนน์ การได้เห็นมุมมองของเซบาสเตียนที่เขาเป็นคนเล่าเรื่องก็สนุกดีค่ะ แต่มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ทุกอย่างเป็นเรื่องอดีต การโทษตัวเอง แล้วก็กลับไปอดีตใหม่อีกรอบ ดังนั้นเมื่ออ่านไปครึ่งเล่มเราก็ถึงจุดที่ต้องบอกว่า พอเถอะนะ

แต่เรื่องก็ยังดำเนินไปในแนวนั้นอยู่ เพราะหลังจากติดอยู่ด้วยกันบนแพล่องไปในมหาสมุทร ทั้งคู่ก็พบเกาะ เลยมาติดเกาะแทน ก็ยังอยู่ด้วยกันสองคนอีก

ดังนั้นหากจะว่ากันตามจริงก็คือเราเบื่อน่ะค่ะ มันเป็นการพูด แล้วก็พูด แล้วก็พูด (หรือเป็นการคิด) แต่ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย

ตอนท้ายเรื่องพิสูจน์สิ่งที่เราคิดนะคะ เพราะเมื่อมีคนมาช่วยทั้งสองออกจากเกาะ เรารู้สึกว่า เรื่องน่าสนใจเพิ่มมากขึ้นมาหน่อย แต่มันก็สายเกินไปแล้ว





View all my reviews

Review: A Shiver of Light


A Shiver of Light
A Shiver of Light by Laurell K. Hamilton

My rating: 3 of 5 stars



เราแปลกใจพอสมควรที่เห็นเรื่องนี้ออกขาย อย่างที่เราเคยเขียนไปในรีวิวเล่มก่อนหน้า (โดยเฉพาะ Swallowing Darkness) ว่า สำหรับเราแล้ว เรื่องนี้ชุดนี้ได้ปิดตัวไปแล้ว ปมประเด็นต่าง ๆ ล้วนลงเอยในที่ที่ควรเป็น ดังนั้นเราจึงเฉย ๆ ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจมากมายอะไรเมื่อเรื่องนี้ออกขาย

กระนั้นเราก็ยังควักเงินจ่ายราคาปกแข็ง (แต่เป็นอีบุ๊ค) มาอ่าน แล้วก็อ่านเกือบจะในทันทีที่หนังสือวางขาย เพราะไม่ว่าจะพูดยังไง หรือคิดว่า ตัวเองคิดยังไง หนังสือชุดนี้ก็ผูกพันกับเรามาก ๆ ถึงเราจะเห็นว่า ทิศทางของมันเปลี่ยนแปลงไป หรือรู้สึกว่า คนแต่งออกทะเลไปเยอะ แต่เราตัดใจไม่ลงจริง ๆ ค่ะ

ซึ่งเมื่อได้อ่านก็ตอกย้ำความจริงชัดเจนมาก ๆ เพราะครั้งสุดท้ายที่เราอ่านหนังสือในชุดนี้ ก็คือหนังสือเล่มก่อนหน้าเล่มนี้ (เล่มแปดในชุด Divine Misdemeanors) นั่นก็เมื่อห้าปีก่อน ถ้าเป็นหนังสือเล่มอื่น กระทั่งเรื่องที่เราชอบมาก ๆ ก็ตาม เราคงจะจำชื่อตัวละครไม่ได้ เราอาจจะจำพระเอกนางเอกได้ แต่คงนึกเหล่าตัวประกอบไม่ออกเป็นแน่ แต่เมื่อเราหยิบเล่มนี้มาอ่าน ทุกอย่างยังอยู่ในความทรงจำ เราจำตัวละคร ลักษณะนิสัย ภูมิหลังของพวกเขาได้ทุกคน ราวกับไม่มีเวลาห้าปีมากั้นขวางไว้เลย

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องเขียนรีวิวเตือนว่า เล่มนี้ไม่เหมาะกับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องชุดนี้มาก่อน และเราไม่รู้นะคะว่า คนที่เคยอ่านเล่มก่อนหน้ามาแล้วจำเป็นจะต้องอ่านเล่มนี้ไหม

เพราะในส่วนของเนื้อหา เอาเข้าจริง ๆ แล้ว เรียกว่าไม่มีอะไรเลย คล้ายคลึงกับเรื่อง Divine Misdemeanors มาก ๆ นั่นคือเหมือนการเล่าเรื่องชีวิตประจำวันของเมอรี่ ไม่มีความขัดแย้ง หรือมีแต่ไม่ถูกนำมาเป็นประเด็นในต้องสนใจด้วยซ้ำ

ในที่สุดหลังจากตั้งครรภ์อยู่ห้าปี (อันนี้คิดตามเวลาที่หนังสือเล่มสุดท้ายก่อนเล่มนี้ออกขาย จริง ๆ ก็ท้องเก้าเดือนเท่ามนุษย์ปกตินั่นแหละ) เจ้าหญิงเมอร์รีแห่งภูติอันซีลีย์ก็คลอด และไม่ใช่แค่แฝดสอง แต่เป็นแฝดสาม (และนั่นหมายความว่า มีพ่อมากกว่าที่คาดการณ์กันเอาไว้) ในขณะเดียวกัน ราชาแห่งบัลลังค์ซีลีย์ ผู้เป็นลุงของเธอ ก็ยังตามราวีไม่เลิก ด้วยการอ้างสิทธิความเป็นพ่อของเด็กที่เกิด แต่เรื่องราวเป็นไปแบบเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ มาก ชนิดที่เราคิดว่า จะต้องมีแต่แฟนพันธุ์แท้ของหนังสือชุดนี้เท่านั้นที่จะอ่านได้อย่างมีความสุข (ซึ่งเราอ่านอย่างมีความสุขนะคะ เพราะเราเป็นแฟนพันธุ์แท้ของชุดนี้

เรื่องเราแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนเกือบจะถึงตอนท้ายเรื่อง แล้วทุกอย่างมันก็ระเบิดใส่หน้าเรา เมื่อมีการลอบสังหารเกิดขึ้น และโชว์โต้ตาย ขอบอกว่า มันช็อคชนิดที่ตอนนี้เราก็ยังเรียกสติดตัวเองกลับมาได้ไม่ครบ ไม่ใช่เพราะหนึ่งในผู้ชายของเมอร์รีตายหรอกนะคะ แต่เป็นจังหวะเวลาที่เกิดขึ้น เพราะอย่างที่บอก เราคิดว่า Swallowing Darkness คือตอนจบของเทพนิยายเรื่องนี้ เรื่องราวที่เหลือก็เหตุการณ์หลังจาก Happily Ever After เราไม่คาดคิดว่า โชว์โต้ที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ ในสถานการณ์ที่ไม่ควรจะรอด จะมาตายในเล่มนี้ ถ้าคนแต่งต้องการช็อคคนอ่าน เธอก็ทำได้ตามความตั้งใจ





View all my reviews

Review: Mistral's Kiss


Mistral's Kiss
Mistral's Kiss by Laurell K. Hamilton

My rating: 3 of 5 stars



ไม่ได้ถึงกับเป็นการรีวิวเท่าไหรนะคะ เป็นการพร่ามถึงความคิดของเราในขณะที่อ่านเรื่องนี้มากกว่า (เราเอาสิ่งที่ตัวเองเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้นานแล้วที่บลอกเดิมมาลงใน GR น่ะค่ะ)

ไม่ใช่หนังสือแนวโรแมนซ์ แม้ว่าประเด็นที่แฟนหนังสือชุดนี้พูดกันมาตลอดก็คือ ใครกันแน่ที่จะเป็นพระเอกของเมอรี่ เป็นหนังสือชุดแฟนตาซีที่ไม่แน่นำให้เด็กอ่าน และขอบอกว่าคนที่ชอบโรแมนซ์แบบอนุรักษ์นิยมก็ไม่ควรอ่าน เพราะเรื่องนี้นางเอกมั่วอ่ะ

ก่อนได้หนังสือสิ่งที่เรากลัวที่สุดก็คือ มิสทรัลจะกลายเป็นพระเอกของเมอรี่ ยิ่งได้รับการยืนยันจากเพื่อนว่ามิสทรัลเป็นตัวละครที่ออกในเล่มแรกของชุดด้วย ก็ยิ่งเครียด เพราะลอเรล เค. แฮมิลตัวคนแต่งประกาศไว้อย่างชัดเจนว่าพระเอกของเมอรี่จะต้องมีบทในเล่มแรกของชุด เราสบายใจเพราะตอนอ่านเล่มแรกไม่เจอว่ามิสทรัลมีบท แต่แล้วก็ฝันสลายเพราะเพื่อนยืนยันว่าอ่านเจอเขาออกมาเดินผ่านฉากหน่อย

ก็แหมอุตส่าห์ลุ้นเชียร์หลายคน สุดท้ายจะเป็นตามิสทรัลนี่หยิบชิ้นปลามันไปกินเหรอ แต่ลอเรลก็ไม่เคยเขียนชื่อตัวละครตัวไหนเป็นชื่อเรื่องมาก่อน นอกจากตามิสทรัลคนนี้

แต่หลังจากอ่านจบ ข้อสรุปที่ได้ก็คือ

ดอยล์ เป็นดอยล์เสมอมา และเรื่องนี้ก็ยิ่งเน้นย้ำว่าเป็นดอยล์

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือชุดเมอรี่ เจนทรี้คงงงว่าเราพูดเรื่องอะไร ดังนั้นขอใช้เวลาแนะนำนิดหน่อย เพื่อจะหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้

เมอรี่ เจนทรี้เป็นเจ้าหญิงแห่งภูติองค์แรกที่เกิดในอเมริกา และเธอแตกต่างจากภูติตนอื่น เพราะเธอไม่ใช่อมตะ ชีวิตของเธออาจจะยาวไกลกว่ามนุษย์ แต่เธอมีวันตายที่จำกัด และนั่นทำให้เธอเป็นที่รังเกียจในสังคมแห่งภูติที่บูชาความเป็นอมตะ

ในฐานะทายาทอันดับสามแห่งราชบัลลังค์แห่งภูติของ Unseelie Court เธอถูกตามฆ่าจากมือสังหารจนสุดท้ายเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง เธอจึงต้องหลบหนีออกจากราชสำนัก และซ่อนตัวอยู่ในลอสแองเจลิสด้วยการทำงานเป็นนักสืบเอกชน เป็นเวลากว่าสามปีที่เธอต้องปกปิดความเป็นภูติเพื่อรักษาชีวิต แต่แล้วมือสังหารจากป้าผู้เป็นราชินีแห่ง Unseelie Court ก็ตามหาเธอจนเจอ

เขาคือความมืด ชื่อเรียกตามสีผิวที่ดำสนิทเสียยิ่งกว่ากลางคืน เขาเป็นมือขวาของราชินี น่าแปลกที่เขาไม่ได้มาเพื่อปลิดชีวิตของเธอ เขามาเพื่อยื่นข้อเสนอแห่งสันติจากราชินี เพื่อเชิญเธอให้กลับไปยัง Unseelie Court อีกครั้ง

ข้อเสนอที่นำมาให้เธอขยับเข้าใกล้กับบัลลังค์แห่ง Unseelie Court ถ้าเพียงแต่เธอสามารถมีลูกได้ก่อนเซลลูกชายของราชินี

แอนดาอิสพบว่าตัวเองไม่สามารถมีลูกได้อีก และความเจริญพันธุ์ของผู้นำเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของชนเผ่า ถ้าผู้นำเป็นหมัน ทุกอย่างก็จะจบลงสำหรับภูติ ดังนั้นแม้ว่าแอนดาอิสจะรักเซล ลูกชายของเธอเพียงใด เธอก็จำเป็นต้องให้โอกาสเมอรี่ในการแข่งขันเพื่อสิทธิในบัลลังค์ที่เธอครอบครองอยู่ เพราะถึงอย่างไร เธอก็ยังต้องนึกถึงส่วนรวมมากกว่า

แอนดาอิสให้สิทธิเมอรี่ในการเลือกกลุ่มองครักษ์ของเธอในการเป็นผู้จะช่วยให้เธอตั้งครรภ์ (หนังสือเล่มนี้ไม่เหมาะกะเด็ก เตือนไปแล้วรึยัง) หลายคนเลือกที่จะประกาศตนเป็นอริกับราชินีด้วยการสาบานตนเข้ารับใช้เมอรี่ หนึ่งในนั้นคือดอยล์

บรรดาแฟนหนังสือชุดนี้ต่างคาดเดากันไปต่างนานาว่าใครที่จะเป็นพระเอกของเมอรี่ เกือบทุกครั้งที่มีการพูดคุยกัน จะต้องมีชื่อของดอยล์ร่วมอยู่ด้วย ไม่ว่าคุณจะเชียร์เขาหรือไม่ก็ตาม

เราไม่เคยเชียร์ดอยล์ แต่ก็ยอมรับว่าคนที่เราหนุนหลังอย่างฟรอสต์ (มือซ้ายของราชินี) หลังจากเล่มสองที่ออกอาการสติแตก และงอนอย่างไร้เหตุผลก็แทบจะหมดสิทธิความเป็นพระเอก

เราก็หันมาหนุนหลังโชลโต้ ราชาแห่งสัตว์ประหลาด (เรียกชื่อไม่ถูกอ่ะ) แต่แล้วในเล่มนี้โชลโต้ก็ออกอาการสติแตกอีกราย แถมรัศมีดอยล์ส่องประกายมาก

ส่วนตามิสทรัลเหรอ ยังคงรักษาความเท่ห์ไว้ได้ แต่ดูแล้วก็ยังไม่มีแววพระเอกเท่าไหร (ถอนหายใจด้วยความโล่งอก)



View all my reviews

Review: A Lick of Frost


A Lick of Frost
A Lick of Frost by Laurell K. Hamilton

My rating: 3 of 5 stars



ถ้าคุณไม่ได้อ่านเล่มหนึ่งถึงห้ามา ก็คงอ่านที่เราเขียนไม่รู้เรื่องเป็นแน่ แล้วก็บอกต่ออีกว่า งานนี้สปอยล์นะคะ

หลังจากออกทะเลเปิดไปกับ Mistral's Kiss ลอแรลก็กลับมาแล้ว จากข่าวที่ได้ยินก็รู้สึกว่าเป็นเช่นเดียวกันนี้กับหนังสืออีกชุดที่ดังไม่แพ้กันของเธออย่างอนิต้า เบลก ที่เธอตัดฉากเซ็กส์ออก แล้วเน้นที่เนื้อเรื่องมากขึ้น

หลังจากให้เวลามากกว่าสามเล่มไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงวันสองวัน ในฟรอสต์เล่มนี้เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วหลังจากตอนจบในมิสทรัล เมื่อบอดี้การ์คและคู่รักของเธอสามคนถูกกล่าวหาโดยกษัตริย์แห่งบัลลังค์ซีลี่ว่าข่มขืนหนึ่งในผู้หญิงแห่งราชสำนักของเขา

เรื่องเปิดขึ้นเมื่อฝ่ายเมอรี่และทนายความของเธอเผชิญหน้ากับบรรดาอัยการที่ต้องการเอาผิดพวกเธอ นี่เป็นการเริ่มต้นของเรื่องราวที่สนุกขนาดที่คุณวางไม่ลง

หลายฉากในเรื่องสะท้อนเป็นอย่างดีเกี่ยวกับค่านิยมของตัวละครที่เป็นภูติซึ่งคิดไม่เหมือนมนุษย์ (ดังนั้นจึงเอาค่านิยมของมนุษย์ไปวัดไม่ได้) ซึ่งเป็นประเด็นที่ลอแรลพยายามสื่อตั้งแต่เขียนเรื่องชุดนี้เล่มแรก (และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เราชอบชุดนี้มากกว่าอนิต้า เพราะอนิต้ายังมีกลิ่นของโลกมนุษย์ที่เรารู้จักกันดีอยู่ครบถ้วน ทำให้เรารับไม่ได้กับพฤติกรรมมั่วเซ็กส์ของอนิต้า ในขณะที่โอเคกับการกระทำของเมอรี่)

หนึ่งในข้อกล่าวหาที่บอดี้การ์ดของเมอรี่โดนอ้างว่าเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาต้องไปข่มขืนหญิงสาวแห่งราชสำนักซีลี่นั่นก็คือ บรรดาบอดี้การ์ดเหล่านี้โดนบังคับให้รักนวลสงวนตัวไว้ให้ราชินีแห่งอันซีลี่เป็นเวลาหลายพันปี พอถูกปล่อยผีมาให้กับเมอรี่จึงเกิดออกการลงแดง เพราะเมอรี่ให้บริการไม่ทัน ก็ดันมีบอดี้การ์ดตามมาถึง 16 คนทีเดียว

บทสนทนาระหว่างเมอรี่และอัยการสื่อความแตกต่างระหว่างค่านิยมของมนุษย์และภูติที่แตกต่างกันได้เป็นอย่างดี

"And there are now sixteen of you with access only to Princess Meredith for your, um, needs?" ฝ่ายอัยการพูดไปอายไป

"If you mean for sex, then yes" ดอยล์ (หนึ่งในสองบอดี้การ์คที่เมอรี่สารภาพว่ารัก) ตอบ

"I imagine it must be difficult to share the princess"

"I'm not certain I understand the question" (นั่นเพราะภูติจะแต่งงานกันไม่ได้จนกว่าจะพิสูจน์ว่า อยู่กันแล้วมีลูกได้ ดังนั้นท้องก่อนแต่งเสมอ)

"Well, not to be indelicate, but waiting for your turn must be hard after so many years of denial"

"No, it is not hard to wait"

"What I mean, Captain Doyle, is that after so many years of needs unmet, it must be difficult to only have sex about every two weeks or so" (คำนวนเอาสิบหกหารจำนวนวันแล้วกันค่ะ)

Frost laughed, then caught himself and tried to turn it into a cough.

"I fail to see the humor in being forced to wait weeks for sex, Captain Doyle, Lieutenant Frost"

"I would see no humor in that either" Doyle said "but when the number of men grew larger, Princess Meredith changed some of the parameters for us all"

เปลี่ยนยังไงน่ะเหรอ ฟังคำตอบจากปากของเมอรี่แล้วกัน "When I had only five lovers, it seemed fair to make them wait for their turns, but as you point out, waiting two weeks, or more, after centuries of celibacy seems like another form of torture. So when the number of men went up to double digits, I upped the number of times I make love during a given day"

แล้วกี่ครั้งต่อวันน่ะเหรอ

"It varies, but usually at least three times"

แต่สามครั้งต่อวันก็ยังรอนานอยู่ดี ถ้าคุณคำนวนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ดูจากคำถามของอัยการ "Even at three times a day, Princess Meredith, that leaves an average of five days between lovemaking sessions for the men. Five days is a long time when you've been denied for centuries. Couldn't your three guards have tried to find something to occupy their time in between waiting?"

"A five-day wait implies that I'm only sleeping with one man at a time, Mr Veducci, and most of the time I'm not"

แล้วครั้งละกี่คนล่ะจ้ะ

"Average is probably two at a time. I think the max that I've ever done at once is four" เมอรี่หันไปคอนเฟิร์มกะลูกน้องอีกรอบ "Four?"

"Four, but two is average"

จากบทสนทนาก็คงบอกว่านี่ไม่ใช่โรแมนซ์ และมันก็เป็นอย่างนั้น เพราะสำหรับเราแล้ว หนังสือชุดเมอริดิธ เจนทรี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจ การได้มาซึ่งอำนาจ และการรักษาเอาไว้ นอกจากเรื่องอำนาจก็ยังมีเซ็กส์แถมมาให้อ่านอีก

ข่าวลือบอกว่าหนังสือชุดนี้จะมีสิบห้าเล่ม แต่จากเหตุการณ์ที่คลี่คลายถึงเล่มนี้ เราชักจะคิดว่ามันน่าจะสั้นกว่านั้น แต่ก็ประมาทฝีมือลอแรลยาก เพราะบทเธอจะยืด เธอก็ยืดได้ยาวกว่าตังเมเสียอีก

ชอบเล่มนี้มากที่สุดนับจาก A Kiss of shadow ซึ่งเป็นเล่มแรกในชุด ยกเว้นอย่างเดียว คุณที่ได้อ่านก็คงรู้

แล้วคุณคุณว่ายังไงกันบ้างคิดว่าจะเป็นสามปี เจ็ดปี หรือหนึ่งร้อยเจ็ดปีก่อนที่ฟรอสต์จะกลับมา

คะแนนที่ 82




View all my reviews

Review: Swallowing Darkness


Swallowing Darkness
Swallowing Darkness by Laurell K. Hamilton

My rating: 4 of 5 stars



หนังสือชุดเมเรดิธ เจนทรี้ไม่ใช่โรแมนซ์ ดังนั้นโปรดอย่าเข้าใจผิด นี่เป็นอีกครั้งนึงที่เราเขียนหนังสือที่เป็นส่วนน้อยของ Mostly Romance แต่บอกตามตรงนะคะว่า หนึ่งในเหตุผลที่เราชอบเรื่องนี้มาก ๆ ก็คือลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างนางเอก และบรรดาผู้ชายของเธอ

เรายังจำได้เมื่อประมาณเก้าปีก่อน เราเพิ่งจะสอบเสร็จ และอยู่ในในอาการที่เครียดมาก (เพราะมันเป็นการสอบครั้งแรก ในสภาพแวดล้อมที่เราไม่คุ้นเคย และเราก็กลัวที่จะผิดพลาดมาก ๆ) เราเดินไปในร้านหนังสือแห่งนึงในศูนย์การค้าใกล้กับบ้านที่พัก สายตาเราเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้ เรารู้จักชื่อนักเขียน ลอเรล เค. แฮมิลตันเป็นนักเขียนที่ดังพอที่จะเคยได้ยินชื่อ แม้จะไม่เคยอ่านผลงานของเธอเลย

เรารู้ว่างานของเธอไม่ใช่โรแมนซ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้ลังเลกับการหยิบหนังสือของเธอขึ้นมาอ่านก็คือ คำร่ำลือที่ว่า ในหนังสือของเธอ นางเอกไม่เคยตัดสินใจได้ในเรื่องผู้ชายของตัวเอง หนังสือชุดอนิต้า เบลกซึ่งเป็นหนังสือชุดที่ดังยิ่งกว่า และถูกเขียนออกมาก่อน สร้างความช้ำใจให้กับเพื่อนของเราหลายคน และพวกเขาก็บ่นให้ฟัง ถึงความลังเลของนางเอกในการเลือกผู้ชายของเธอ ในเล่มนึงเธอเลือกผู้ชายคนนึง ก่อนที่จะเปลี่ยนใจในเล่มต่อมา เราได้ยินได้ฟังแล้วก็อึ้ง ๆไป (ตอนนั้นอินโนเซ็นต์มากค่ะ) เพราะกระทั่งในเวลาที่เราไม่ได้อ่านเรื่องแนวโรแมนซ์ เราก็ไม่เคยอ่านเรื่องไหนที่ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมั่วไปได้ขนาดนั้น

เราหยิบหนังสือเรื่อง Kiss of Shadow ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกในชุดขึ้นมาดู จากนั้นก็วางลง กลับบ้าน แล้วก็กลับมาที่ร้านอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น หยิบขึ้นมาดู แล้วก็วางลงอีกครั้ง มันเป็นเวลาเกือบอาทิตย์ค่ะที่เราตัดสินใจซื้อเรื่องนี้กลับมา บอกกับตัวเองว่า เราอยากอ่านอะไรที่แตกต่าง ที่ไม่ใช่โรแมนซ์ ซึ่งตอนนั้นกลายเป็นหนังสือหลักที่เราอ่านไปเสียแล้ว

เราเริ่มต้นอ่านตอนห้าทุ่มในคืนวันที่ซื้อมา และอ่านจบตอนตีสอง

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นความรักของเรากับงานเขียนของลอเรล เค. แฮมิลตัน และหนังสือชุดเมอร์รี่ เจนทรี้

เราไม่ได้บอกว่า เธอเขียนเรื่องดีเลิศ ไร้ที่ติ คำบ่นของเพื่อน ๆ ที่ได้จากการอ่านงานของเธอก็เป็นเช่นนั้น ตัวละครของเธอลังเลและสับสนใจชีวิต บางครั้งก็ทำอะไรที่ไม่อาจอธิบายได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เรารียนรู้ก็คือ โลกที่เธอสร้าง คาแร็คเตอร์ที่เธอทำให้มีชีวิต มันจับใจจนไม่อาจมองข้ามได้ เรารักพวกเขาทั้งที่มีข้อเสียเต็มตัว เรารักพวกเขาในแบบที่พวกเขาเป็น

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่เจ็ดในชุดเมเรดิธ เจนทรี้ เรื่องราวการค้นหาความรัก และตอนจบอย่างมีความสุขของเจ้าหญิงแห่งภูติองค์สุดท้ายที่เกิดในอเมริกา

ก่อนจะเขียนอะไรมากไปกว่านี้ คงต้องบอกว่า วันนี้บลอกอาจจะไม่ได้ออกมาในลักษณะของการรีวิวร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ แต่เป็นการเขียนถึงความคิดและความรู้สึกที่เรามาต่อหนังสือชุดนี้มากกว่า และแน่นอนว่า สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องในชุด เราไม่คิดว่า คุณจะเข้าใจสิ่งที่เราเขียนมากนักหรอก และเป็นสปอยล์สำหรับคุณด้วยค่ะ

เช่นเดียวกันกับคนที่ไม่เคยอ่านเรื่องนี้ หรือยังอ่านไม่ถึง สิ่งที่จะเขียนต่อไปจะเป็นการสปอยล์เรื่องราวในชุดนี้อย่างรุนแรง เตือนแล้วนะคะ

ตั้งแต่หน้าแรกของหนังสือเล่มนี้ก็บอกใบ้แนวคิดของหนังสือชุดนี้ได้เป็นอย่างดี คนเรามักจดจำเทพนิยายที่ตอนจบว่า ทุกคนอยู่กันอย่างมีความสุข แต่แทบจะไม่มีใครเลยคิดว่า หนทางการไปสู่ตอนจบอย่างมีความสุขนั้น ตัวละครในเทพนิยายแต่ละคนก็ล้วนปางตาย ไม่ว่าจะเป็นสโนวไวท์ที่ถูกลอบฆ่าถึงสี่ครั้ง เจ้าชายในเรื่องราพันเซลก็ถูกทำร้ายจนตาบอด หรือเจ้าหญิงนิทราก็ต้องหลับใหลนานกว่าพันปี

และในเทพนิยายเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน ตอนจบของเมเรดิธ นิคเอสซัส ทายาทอันดับสามในบัลลังค์แห่งภูติอันซีลี่ยังมาไม่ถึง และนั่นหมายความว่า เธอจะต้องผ่านความทุกข์ทรมาน

แต่อะไรเล่าจะเจ็บปวดเท่ากับการสูญเสียชายผู้เป็นที่รัก ฟรอสต์ หนึ่งในองครักษ์ข้างกาย และคู่รัก ชายผู้เป็นพ่อของลูกในท้องของเธอ ต้องเสียสละตัวเองไปให้กับการกลับมาของเวทมนตร์ ฟรอสต์กลายเป็นม้าตามตำนาน และมันอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าสามร้อยปี ก่อนที่เขาจะกลับคืนสติ และจดจำอดีตของตัวเองได้

เวลาสามร้อยปีที่เมอร์รี่ไม่มี นั่นเพราะแม้เธอจะสืบทอดเชื้อสายของผู้ปกครองบัลลังค์แห่งภูติ แต่เมอร์รี่กลับไม่ได้เป็นอมตะ เธออาจมีชีวิตยาวนานเป็นร้อยปี แต่ก็ไม่ยาวพอที่จะรอคอยการกลับมาของชายอันเป็นที่รักได้

เมอร์รี่ตืนขึ้นในโรงพยาบาล หลังจากที่ถูกทานาอิส กษัตริย์แห่งภูติซีลี่ ผู้เป็นลุงลักพาตัวไป เธอถูกข่มขืนแต่รู้ว่า ไม่อาจใช้วิธีแก้แค้นตามแบบแห่งภูติได้ เธอไม่อาจส่งดอยล์ หัวหน้าองครักษ์ และชายอีกคนที่กุมหัวใจของเธอเอาไว้ออกไปลอบสังหารเ เพราะมันจะหมายความถึงสงครามระหว่างภูติแห่งอันซีลี่ และซีลี่ และนั่นคือสิ่งต้องห้าม อเมริกาคือประเทศสุดท้ายในโลกที่เปิดพรมแดนให้กับภูติพักอาศัย หลังจากพวกเขาถูกขับไล่ออกจากยุโรป ข้อแลกเปลี่ยนสองข้อก็คือ จะต้องไม่มีสงครามระหว่างภูติด้วยกันอีก และภูติจะต้องเลิกทำตัวเป็นเทพเจ้าที่ต้องการการเคารพบูชาจากมนุษย์

เมอร์รี่ยอมให้มีสงครามไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะใช้วิธีการของมนุษย์ในการจัดการ เธอแจ้งความจับทานาอิส แต่ในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เมอร์รี่ก็ถูกลอบโจมตีอีกครั้ง และคราวนี้มาจากคนที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย ผลของมันทำให้ดอยล์เจ็บหนักปางตาย และเป็นอีกครั้งที่ทำให้เมอร์รี่อาจต้องเสียชายที่เธอรักไปอีกคน

คนที่เคยอ่านงานในชุดนี้มาก่อนน่าจะเคยชินกับสไตล์การเขียนของลอเรลดีนะคะ เราไม่สามารถคาดหวังอะไรจากพล็อตเรื่องด้านหลังปกได้เลย เพราะตัวละครจะนำทางคุณไปสู่การผจญภัยที่พวกเขาต้องการ เราอ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนคนตาบอดคลำทาง เพราะเราไม่รู้ว่า ทิศทางเรื่องจะนำไปสู่จุดไหน ปกติไม่ชอบอ่านหนังสือที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลยนะคะ แต่สำหรับเรื่องชุดนี้ มันคือข้อยกเว้น เราร่วมเดินทางไปกับเมอร์รี่ กับการขึ้นสู่อำนาจของเธอ เพียงเพื่อจะพบว่า เมื่อปราศจากคนที่รัก อำนาจก็คือความเย็นชาที่ไร้ความรู้สึก

หลังจากที่ออกทะเลไปหลายต่อหลายเล่ม หนังสือเล่มนี้ปิดประเด็นคาใจคนอ่านไปได้เกือบหมด และนี่เองคงเป็นที่มาของข่าวลือที่ว่า มันน่าจะเป็นเล่มสุดท้ายในชุด เราเห็นด้วยค่ะ เพราะหากหนังสือชุดนี้จะจบลงที่เล่มนี้ ก็ไม่มีปัญหาเลย ตอนจบอาจจะไม่ได้เหมือนกับเทพนิยายที่ตัวละครได้ทุกอย่างที่ใฝ่ฝัน แต่มันก็คือตอนจบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ของเทพนิยายเรื่องนี้

ว่าไปแล้ว มันเป็นบทสรุปเกี่ยวกับเจ้าชายในฝันของเมอร์รี่ที่ดีเกินกว่าที่เราคิดว่า คนแต่งจะมอบให้คนอ่านด้วยซ้ำ เราไม่รู้ว่าว่า สำหรับคนอื่นคิดยังไงนะคะ แต่เราชอบวิธีจบแบบนี้ของเธอมาก แม้ว่าในแง่นึงมันเป็นการหาทางออกแบบง่ายเกินไป เพราะมันเอาใจแฟนหนังสือทุกคน (ไม่ว่าคุณจะเชียร์ใครก็ตามให้เป็นพระเอกของเมอร์รี่) แต่เราชอบค่ะ

เราพยายามคิดถึงเหตุผลว่า อะไรทำให้หนังสือชุดนี้โดดเด่นมาก ๆ สำหรับเรา อะไรที่ทำให้มันอยู่เหนือหนังสือแนว Urban Fantasy เล่มอื่น คำตอบที่เราได้ก็คือ เพราะการเล่าเรื่องผ่านเมอร์รี่มีความโดดเด่น อย่างที่บอกนะคะ พล็อตเรื่องของหนังสือชุดนี้ไม่มีหลักแหล่งแก่นสารเป็นเรื่องราว หลายครั้งเรารู้สึกเหมือนคนแต่งเขียนไปเรื่อย ๆ ไม่ได้ต้องการจะสื่อประเด็นอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งถ้าเป็นหนังสือเล่มอื่นที่เขียนแบบนี้ ก็จะผิดหวังมาก แต่กับหนังสือชุดนี้ เราไม่รู้สึกเช่นนั้น เราชอบ "เสียง" ของเมอร์รี่ ชอบการมองโลกผ่านสายตาของเธอ

ที่สำคัญเราชอบพัฒนาการของเมอร์รี่ เราเคยบอกนะคะว่า ประเด็นที่ทำให้แม็กซ์ชอบเรื่องนี้มากก็คือ เรื่องการเมือง และการขึ้นสู่อำนาจ นอกจากโรแมนซ์แล้ว นี่เป็นหนังสืออีกแนวที่ชอบที่สุด และหนังสือชุดนี้ผสมผสานทั้งสองส่วนเข้าไว้ด้วยกัน เราเริ่มต้นอ่านตั้งแต่เมอร์รี่ตัดสินใจที่จะละทิ้งทุกอย่าง และหนีมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์ เพราะเธอรู้ดีว่า หากเธอยังอยู่ในอาณาจักรภูติ เธอจะต้องตาย เมอร์รี่หนีเพื่อรักษาชีวิต แต่เมื่อมันไม่พอ เธอถูกดึงตัวกลับเข้าสู่เกมการแย่งอำนาจในอาณาจักรอีกครั้ง เธอจึงจำเป็นต้องสู้ ความหวังก็คือ หากเธอสามารถตั้งท้องได้ก่อน บัลลังค์แห่งอาณาจักรภูติอันซีลี่ก็จะเป็นของเธอ และนั่นหมายความถึงชีวิตอันสงบสุขเสียที

แต่เทพนิยายเล่มนี้ไม่ได้จบลงง่าย ๆ เช่นนั้น เมอร์รี่ตั้งท้องในที่สุด แต่นั่นไม่อาจเปลี่ยนความคิดของคนที่เกลียดเธอได้ เพราะความไม่เป็นอมตะของเมอร์รี่ ทำให้เธอถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ หลายคนมองว่า เธอจะนำรอยด่างมาสู่อาณาจักรแห่งภูติ ไม่สำคัญเลยว่า เทพเจ้าหนุนหลังเธอ ไม่สำคัญเลยว่า เธอคือผู้มีสิทธิในบัลลังค์ เมอร์รี่จะตกเป็นเป้าของการลอบสังหารเสมอ

และนี่เองก็เปลี่ยนเธออีกครั้ง เมอร์รี่ผู้เคยคิดว่า การไปให้ถึงอำนาจคือทางรอด เธอตัดสินใจครั้งสำคัญ เธอเลือกคนที่เธอรัก และมีหน้าที่ต้องปกป้องก่อน เธอเลือกที่จะลี้ภัยอีกครั้ง

ตอนจบของหนังสือเล่มนี้ ก็เหมือนการเดินย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น หลังจากผจญภัย และลงทุนลงแรง เจ็บปวดไปครั้งไม่ถ้วน เมอร์รี่กลับมาที่จุดเดิมในชีวิต เธอเดินทิ้งออกมาจากบัลลังค์ เพื่อแลกกับชีวิตของชายที่เธอรัก อย่างที่บอกนะคะว่านี่ไม่ใช่โรแมนซ์ แต่หัวใจของคนที่รักหนังสือแนวโรแมนซ์อย่างเรา ก็ค่อนข้างกรี๊ดสลบไปกับฉากนี้

หนังสือเล่มนี้อาจจะมีตอนจบเหมือนดั่งเทพนิยาย ที่ประเด็นความขัดแย้งทุกอย่างที่เปิดในเล่มก่อนหน้าจบลง ศัตรูคนสำคัญของเมอร์รี่ถูกกำจัด ในที่สุดเธอก็ได้อยู่อย่างมีความสุขกับบรรดาผู้ชายที่เธอเลือก แต่มันไม่ใช่เล่มสุดท้ายในชุด แม็กซ์บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะว่าเราควรจะรู้สึกอย่างไร

เพราะลอเรลไม่ใช่นักเขียนที่คาดการณ์ได้ เราไม่แน่ใจว่า การเขียนต่อของเธอจะหมายถึงตอนจบที่เธอจะฝากตัวละครตัวไหนออกไปจากชุดหรือไม่ (เราคงทนไม่ได้ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฟรอสต์หรือดอยล์อีก) แต่ในขณะเดียวกันเราก็ดีใจที่เรื่องราวในโลกของเมอร์รี่ยังไม่จบ ยังมีอะไรให้เราอ่านต่อ

สำหรับเล่มนี้ คะแนนที่ 83



View all my reviews

Review: Divine Misdemeanors


Divine Misdemeanors
Divine Misdemeanors by Laurell K. Hamilton

My rating: 3 of 5 stars



หนังสือชุดนี้ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่เรากรี๊ดสลบทีเดียว เคยมีช่วงเวลานึงที่เราคลั่งไคล้มันมากขนาดลงทุนซื้อปกแข็งมาอ่าน และถึงกับนั่งนับวันรอเวลาหนังสือออกขาย แต่อาจจะเป็นเพราะบทสรุปในเรื่อง Swallowing Darkness ที่ค่อนข้างลงตัวไปแล้วในระดับนึง ทำให้เรื่องราวเล่มต่อมาดูด้อยความสำคัญลงไป ใครล่ะจะสนใจอ่านเทพนิยายหลังจากที่มันจบลงไปแล้ว มันจะมีอะไรให้น่าสนใจอีกล่ะ


หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่แปดในชุดเมอรี เจนทรี เจ้าหญิงแห่งภูติองค์สุดท้าย คนที่ตัดสินใจเดินออกจากราชบัลลังค์เพื่อแลกกับชีวิตของชายผู้เป็นที่รัก

เมอรีตัดสินใจถอนตัวออกจากสิทธิที่เธอได้รับจากเทพเจ้า สิทธิที่กำหนดให้เธอเป็นราชินีแห่งบัลลังค์ภูติของราชสำนักอันซีลี เพื่อที่จะกลับไปใช้ชีวิตเป็นนักสืบเอกชนธรรมดาในเมืองแห่งเทพเจ้า หรือที่เรียกกันว่า ลอสแองเจลิส

มันเป็นชีวิตที่ต้องดำเนินไปหลังจากเทพนิยายจบลง เมอรีกลับมาทำงานที่เธอถนัด แม้จะตั้งครรภ์ได้หลายเดือน แต่บางสิ่งก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป เธอยังคงตกเป็นเป้าหมายของการลอบสังหาร จากคนที่ไม่เชื่อว่า เมอรีจะเดินออกจากอำนาจได้จริง ในขณะเดียวกันเธอก็ต้องรับมือกับการตกเป็นเป้าหมายของบรรดาช่างภาพ และนักข่าวที่ต้องการเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงแห่งภูติ

คดีที่เมอรีได้รับเชิญจากกรมตำรวจแห่งลอสแองเจลิสให้ไปให้คำปรึกษา เป็นคดีฆาตกรรมหมู่เหล่าภูติร่างจิ๋ว ภาพความตายอันน่าสพึงกลัว ที่ถูกจัดฉากให้เหมือนกันภาพในนิทานก่อนนอนเป็นสิ่งที่น่าสยองเกินคำบรรยาย คำถามปรากฎขึ้นถึงผู้ลงมือ คนคนนั้นเป็นมนุษย์ที่ทดลองเล่นกับเวทมนตร์ หรือมันเป็นการฆ่ากันเองในหมู่ของภูติ

เมอรีและเหล่าองครักษ์ข้างกายของเธอ (ซึ่งก็เป็นกิ๊กของเธอด้วย) ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับคดี ที่ในที่สุดก็เห็นได้ชัดว่า มีเป้าหมายมายังตัวเธอเอง

ว่าไปแล้วหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างอ่อนด้อยลงไปพอสมควรเมื่อเทียบกับเล่มก่อนหน้า (Swallowing Darkness) แต่ก็อย่างที่บอกค่ะ มันคือตอนต่อจากตอนจบของเทพนิยาย เรื่องราวจึงดำเนินไปอย่างไม่ค่อยมีเป้าหมายมากนัก เมอรีเริ่มตั้งคำถามกับการเลือกของเธอเองในการที่เดินออกไปจากอำนาจ ผลพวงของการที่เธอบอกปฏิเสธราชบัลลังค์ที่ไม่ได้หมายความว่า เธอจะปลอดภัยอย่างที่คิด

ในแง่นึงหนังสือเล่มนี้มีความคล้ายกับเล่มแรกในชุด (Kiss of Darkness) ค่อนข้างมากค่ะ แต่เพราะตัวละครขาดแรงผลักดัน (ในกรณีนี้ก็คือ เมอรีไม่ได้แข่งขันเพื่อครองราชบัลลังค์แล้ว) ทำให้เรื่องดูไร้ทิศทางไปเล็กน้อย แต่เราก็ยังชอบพล็อตในส่วนสืบสวนในระดับนึง และพล็อตสืบสวนนี้เองที่ช่วยพยุงเรื่องนี้เอาไว้ได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นบันทึกประจำวันของเมอรีไปซะงั้น

เมื่ออ่านจบ เราไม่แน่ใจนะคะว่า มันเป็นความคิดที่ดีรึเปล่าที่คนแต่งเขียนเรื่องของเมอรีต่อมาอีก เพราะเรารู้สึกว่า เรื่องราวล่องลอยอย่างไม่มีจุดหมายเท่าไหร เราไม่แน่ใจว่าคนแต่งต้องการจะสื่ออะไรต่อไป หรือเพียงเพราะว่า เธอเห็นว่า เรื่องชุดนี้ขายดี ก็เลยเขียนต่อไปซะอย่างนั้น

คะแนนที่ 67




View all my reviews

Monday, June 16, 2014

Review: Dirty Angels


Dirty Angels
Dirty Angels by Karina Halle

My rating: 4 of 5 stars



เพิ่งอ่านเรื่องนี้จบไปค่ะ และนี่เป็นหนังสือไม่กี่เรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่า ต้องเขียนถึงในทันที เพราะมันวนเวียนอยู่ในสมอง และทำให้เราคิดถึงมันแม้จะอ่านจบไปแล้ว

ว่าไปแล้วเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือที่ดีมากมาย (เราไม่คิดว่า จะเป็นหนังสือที่ติดอันดับหนึ่งในสิบที่ดีที่สุดที่เราได้อ่านในปีนี้) แต่เป็นหนังสือเล่มที่เราคงจะไม่มีวันลืม ส่วนหนึ่งเพราะเล่มนี้เขียนถึงตัวละครที่เราเคยมีความรู้สึกให้อย่างมาก (ตอนอ่าน On Every Street) และหมดหวังไปกับตัวตนของเขา (เมื่อเราได้อ่าน The Artist Trilogy) ทำให้เราเมื่อรู้ว่า คนแต่งเอาเขามาเป็นคาแร็คเตอร์หลักในเล่มนี้ จึงไม่ถึงกับตื่นเต้น ไม่ได้รอคอยมากมาย เพียงแค่สงสัยว่า ความรู้สึกที่เสียไปแล้ว (เกี่ยวกับตัวละครตัวนี้) จะกลับมาได้ยังไง

คำตอบก็คือ มันกลับมาไม่ได้นะคะ เพราะฮาเวียร์ก็คือคาแร็คเตอร์ที่เราไม่ชอบที่ออกใน The Artist Trilogy (ไม่ใช่ตัวละครที่น่าสนใจและลึกลับที่เรารู้สึกตอนอ่าน On Every Street) แต่เพราะเขาคือคนคนที่เราไม่ชอบ (จากพฤติกรรมแย่ ๆ และข้ามเส้นหลายอย่าง) ซึ่งเมื่อมาในเล่มที่เขาเป็น "พระเอก" เขายังเป็นคนคนนั้น เราจึงรู้สึกว่า คนแต่งเข้าใจคาแร็คเตอร์ของเขาอย่างชัดเจน

เล่มนี้จึงไม่ใช่เรื่องราวของการไถ่บาป การกลับตัวเป็นคนดีของสมาชิกแก๊งค์ค้ายา หากแต่เป็นเรื่องราวของคนเลวคนนึงที่พบผู้หญิงที่คู่ควรกับเขา หรืออาจจะบอกได้ว่า เป็นเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงผู้หญิงคนนึงที่อาจจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ หากไม่ได้เจอกับเขา

เราชอบความสุดโต่งของเรื่อง ความซื่อสัตย์ต่อตัวตนของตัวละครที่สร้างมา ดังนั้นเล่มนี้จึงไม่ใช่เรื่องราวของหัวหน้าแก๊งค์มาเฟียที่มีเกียรติ ผู้ชายที่เลิกทุกการกระทำที่ผิดกฎหมายเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในบันปลายกับนางเอก

หลุยซา ชาเวจไม่มีทางเลือกมากนัก อดีตที่เป็นถึงนางงามประจำเมืองไม่ได้ทำให้ชีวิตของเธอง่ายขึ้น ในวัยยี่สิบสามปีเธอทำงานเป็นพนักงานเสริฟในบาร์เล็ก ๆ หาเงินเลี้ยงดูพ่อผู้เป็นโรคอัลไซเมอร์ และมารดาผู้ตาบอด (วางตัวมาเป็นแม่พระมาก ๆ) อนาคตที่อาจจะมีทั้งหมดจบไปเมื่อความสวยของเธอไปเตะตาเจ้าพ่อค้ายารายใหญ่อย่างซัลวาดอร์ เรเยส และอะไรที่ซัลวาดอร์ต้องการ เขาต้องได้ ซึ่งหลุยซาเข้าใจดี เธอไม่มีทางเลือก กระนั้นเธอก็หวังว่า การกลายเป็นเจ้าสาวของซัลวาดอร์จะทำให้ชีวิตดีขึ้น มีเงินมากพอที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ให้สบายขึ้น เธอบอกตัวเองว่า มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า ความงามของเธอ กับเงินของซัลวาดอร์

และการใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงของเจ้าพ่อค้ายาไม่ได้สวยงาม ซัลวาดอร์ไม่ใช่เทพบุตร เขาเลวร้ายยิ่งกว่าปีศาจ ตลอดเวลาสามเดือนเธอใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัว และสิ้นหวัง กระนั้นเมื่อโอกาศเปิด เธอเลือกที่จะหนีออกไปจากเขา เพียงเพื่อที่จะถูกจับโดยแก๊งค์คู่แข่งของซัลวาดอร์ กลายเป็นเบี้ยอีกตัวนึงในสงครามการแย่งพื้นที่ค้ายา

ชายคนที่จับตัวเธอไปคือ ฮาเวียร์ เบอร์เนล คนที่ไม่ได้ดีไปกว่าซัลวาดอร์ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทำร้ายเธอรุนแรงเท่ากับชายคนที่เป็นสามีของเธอกระทำ

เรื่องนี้ค่อนข้างสุดโต่ง แต่ยังอยู่ในกรอบที่เรารับได้นะคะ คือเราพบว่า ตัวเองมีปัญหาในการอ่านเรื่องที่มีพล็อตที่พระเอกลักพาตัวนางเอกไปฝึกเป็นทาส (อ่านไปหลายเรื่องแล้ว รู้เลยว่า เรารับพล็อตแบบนี้ไม่ได้) แต่เล่มนี้สำหรับเราไม่ข้ามเส้นนะคะ เพราะการกระทำของฮาเวียร์ แม้จะเป็นการลักพาตัว แต่มีจุดมุ่งหมายที่ไม่ใช่เรื่องเพศ และหลุยซาเองก็ไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาที่เดินถนนอยู่ดี ๆ ก็โดนจับตัวมาอย่างไร้ความผิด เธอเลือกชีวิตที่เป็นอยู่ ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่การทำร้ายผู้บริสุทธิ์ (ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่เรารับพล็อตที่กล่าวข้างต้นไม่ได้) หลุยซาอาจจะไม่ได้ทำผิดร้ายแรง แต่นี่เป็นชีวิตที่เธอเลือก และเป็นกรรมที่เธอรับ

ฮาเวียร์เป็นคาแร็คเตอร์ที่มาจากชุด The Artist Trilogy เวลาหลายปีผ่านไป และเขาก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเจ้าพ่อค้ายาที่มีอิทธิพลในเม็กซิโก เขาไม่ใช่พระเอกที่ขี่ม้าขาวมาช่วยหลุยซา การจับตัวเธอมาเพื่อหวังผล เพื่อให้ซัลวาดอร์ยอมให้แก๊งค์ของเขาเข้าครอบครองเส้นทางค้ายา

เราชอบเล่มนี้เพราะความดิบของตัวละคร ความซื่อตรงต่อตัวตนของพวกเขา เราไม่ชอบอ่านมาเฟียโรแมนซ์ เพราะเรารู้สึกว่า คนแต่งพยายามเอาสบู่มาขัดถูให้ตัวละครดูสะอาด พระเอกเป็นมาเฟียเพราะพ่อตาย พยายามทำธุรกิจให้สะอาด มีหลักการด้วยการไม่ค้ายา ไม่ค้าผู้หญิง มีศักดิ์ศรีและยึดมั่นในหลักการของมาเฟีย (ซึ่งคืออะไรวะ) เราพยายามอ่านไปหลายเล่ม แต่เราอินไม่ลงค่ะ เรามองว่า นี่คืออาชีพที่สกปรก คนที่ทำก็ต้องสกปรก ไม่มีทางที่จะทำให้มันกลายเป็นที่น่านับถือ หรือเท่ห์ขึ้นมาได้

เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้สิ่งที่ฮาเวียร์ทำเป็นสิ่งสวยงาม หรือดูเท่ห์ มันนำเสนอตัวตนแบบที่เจ้าพ่อค้ายาเป็น (หรืออย่างน้อยอย่างที่เราคิดว่า น่าจะเป็น) ฮาเวียร์ค้ายาเพราะโลภ เล่มนี้ไม่ได้พยายามอธิบายเหตุผลที่เขาก้าวมาสู่เส้นทางนี้ เขาเป็นคนแบบนี้เพราะมันเป็นทางที่เลือก ไม่ใช่เพราะสถานการณ์บีบบังคับ นั่นทำให้เราอ่านเรื่องราวของเขาได้

นอกจากนี้เราก็ชอบที่ความรู้สึกที่เกิดระหว่างหลุยซาไม่ใช่รักแรกพบ ไม่ใช่พบกันครั้งแรกเขาก็อยากจะปกป้องเธอ เล่มนี้ไม่ได้อ่านง่ายนะคะ อาจจะไม่ถึงกับเลวร้ายแบบเล่มที่พระเอกจับนางเอกมาฝึกเป็นทาส แต่ ฮาเวียร์ก็ใช้มีดกรีดชื่อตัวเองลงบนแผ่นหลังของหลุยซาทุกวัน วันละตัวอักษร

เราชอบสิ่งที่คนแต่งนำเสนอในตัวพระเอก อย่างที่บอกค่ะ เราชอบเขามาก ๆ ตอนที่เขาออกมาใน On Every Street ตอนนั้นเขายังไม่ถึงเข้าสู่ด้านมืดเต็มร้อย เราไม่ชอบตัวตนที่เขาเป็นใน The Artist Trilogy แต่เราชอบเขาในเล่มนี้ เพราะคนแต่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาเป็นเลยจากตัวตนในเรื่อง The Artist Trilogy เราชอบตอนที่ฮาเวียร์พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดในเรื่องชุด The Artist Trilogy และความคาดหวังที่เขามีต่อแอลลี่ (นางเอกของชุด The Artist Trilogy คนที่ไม่เลือกและทิ้งเขาไป) เพราะท้ายที่สุดแล้ว ฮาเวียร์ก็ไม่เข้าใจแอลลี่ (นอกเรื่องเล็กน้อย แอลลีเลือกแคมเดนเพราะเขาทำให้เธอเป็นคนที่ดีขึ้น และแอลลี่ต้องการเป็นคนที่ดีขึ้น ในขณะที่ฮาเวียร์คือคนที่เธออาจจะเลือก หากด้านมืดของเธอมีอำนาจเหนือกว่า)

มาถึงส่วนของโรแมนซ์ เรารู้เลยนะคะว่า เล่มนี้เวิร์คมาก ๆ สำหรับเรา หลังจากอ่านไปได้แค่เล็กน้อย (คือเมื่อรู้ว่า ฮาเวียร์คงรักษาคาแร็คเตอร์เลว ๆ ของเขาเอาไว้ และทิศทางเรื่องจะเป็นยังไง) แต่เราไม่มั่นใจกับโรแมนซ์ที่เกิด การเขียนคาแร็คเตอร์ที่เป็นสีดำทำไม่ยากนะคะ แต่สำหรับเราแล้ว การเขียนให้คนเหล่านี้มีความรัก และทำให้เราเชื่อว่า คนที่รักพวกเขาไม่ใช่คนโง่ ไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่คนแต่งก็ฉลาดค่ะ การใช้คาแร็คเตอร์ของหลุยซา หญิงสาวที่ต้องเลือกระหว่างปีศาจสองตัว ในเรื่องก็พูดไว้ชัดนะคะ จากซัลวาดอร์คนที่ทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส กับฮาเวียร์ที่อาจจะไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเอาใจ แต่การกระทำที่เลวร้ายสุดของเขาก็ยังดีกว่าสิ่งที่เธอได้รับจากน้ำมือของซัลวาดอร์ นั่นทำให้เราเชื่อได้ว่า ทำไมเธอจึงตกหลุมรักฮาเวียร์ หลุยซาไม่มีทางเลือกมากนักเพื่อเอาชีวิตให้รอดในโลกที่ไม่ยุติธรรม

ทางด้านฮาเวียร์นี่ยากหน่อย และเราคิดว่า เป็นส่วนที่เราคิดว่า ไม่น่าเชื่อที่สุดในเรื่อง เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงของหลุยซานะคะ การเปลี่ยนแปลงที่นำเธอไปสู่คนที่คู่ควรกับฮาเวียร์ (คำว่าคู่ควร หมายถึงคนที่ยืนเคียงข้างเขาและสนับสนุนเขาในยามที่เขาก่อเรื่องเลวร้ายต่าง ๆ) เราเชื่อในตอนท้ายเรื่องว่า เธอกลายเป็น "ราชินี" ข้างบังลังค์เลือดของเขา แต่เวลาในเรื่องตอนที่ฮาเวียร์เสี่ยงทุกอย่างเพื่อเธอ เรารู้สึกว่า มันเกินไปหน่อย (เมื่อคิดว่า วางคาแร็คเตอร์ของพระเอกมาแบบนี้ การที่เขาจะทิ้งทุกอย่างเพื่อผู้หญิงคนเดียว ผู้หญิงคนที่เรายังไม่รู้สึกว่า มาถึงจุดที่คู่ควรกับเขา ดูไม่น่าเชื่อ)

ฉากที่เราชอบที่สุด และบ่งบอกความรู้สึกที่เรามีต่อมาเฟียโรแมนซ์เล่มอื่น ๆ ได้ชัดเจนก็คือ เมื่อฮาเวียร์ช่วยหลุยซากลับมาจากซัลวาดอร์แล้ว และเขาเสนอให้ทั้งคู่ทิ้งทุกอย่าง หนีไปใช้ชีวิต "ผาสุข" ด้วยกันที่อื่น และหลุยซาปฏิเสธ โดยบอกว่า "You can never run away from yourself, you'll just go in a circle. There is no escape from this life because this is your life and you are what you are. And there is nothing wrong with that." เราออกอาการกรี๊ดมาก ๆ คือนี่แหละนางเอกของมาเฟีย ของคนเลว คือถ้าเลือกจะรักผู้ชายที่เลว ก็ต้องพร้อมใช้ชีวิตเลว ๆ ไปกับเขา อย่าคิดว่า ตัวเองจะเปลี่ยนเขาได้ ไม่มีทาง และเป็นจุดที่ทำให้เราเชื่อว่า ความรัก (หรืออะไรก็ตามที่ทั้งสองคนรู้สึกต่อกัน) มันได้ผล

สรุป (หลังจากเขียนนานมาก) เล่มนี้ไม่เหมาะกับทุกคน เราชอบเพราะเมื่อคนแต่งรักจะเขียนตัวละครสีดำ ก็ควรทำให้มันดำ ไม่ได้ใส่ไฮเตอร์ฟอกให้ขาว และโรแมนซ์ที่เวิร์ค เพราะสำหรับนางเอกแล้ว นี่คือชีวิตของเธอ และมันเห็นได้ชัดว่า ฮาเวียร์เป็นทางเลือกที่ดีกว่าซัลวาดอร์

ป.ล. อ่านเรื่องนี้แล้วยิ่งตอกย้ำความคิดของเราที่มีต่อชุด The Artist Trilogy เราไม่เคยคิดว่า เรื่องชุดนั้นเป็นแนวรักสามเส้า เพราะเห็นได้ชัดว่า พระเอกคือใคร และการที่ฮาเวียร์ไม่เคยอยู่ในสายตาของเรา เพราะเขาไม่ใช่คนที่เหมาะสมกับแอลลี่ ว่าไปคาแร็คเตอร์ของแอลลีกลับด้านกันกับหลุยซานะคะ คือแอลลีอยากเป็นคนดี ใช้ชีวิตธรรมดา ๆ แต่ภูมิหลังทำให้เธอพัวพันกับเรื่องหลอกลวง และนั่นเป็นชีวิตที่เธอคุ้นเคย ซึ่งนั่นดึงดูดฮาเวียร์มาหาเธอ เพราะเขาคิดว่า เธอคือคนที่จะยืนเคียงข้างเขาได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่แอลลีต้องการ (เธอต้องการชีวิตในเมืองเล็ก ๆ กับสามีและลูกที่อยู่อย่างสงบ) ในขณะที่หลุยซาเริ่มต้นอย่างผ้าขาว แต่เมื่อเธอเข้าไปอยู่ในชีวิตของซัลวาดอร์ เธอไม่มีสิทธิที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก ต้องเดินหน้าอย่างเดียว และหลังจากเป็นเหยื่อมาตลอดชีวิต ฮาเวียร์ดึงดูดเธอ ด้วยอำนาจ และความอำมหิตที่เขามี เราจึงไม่แปลกที่เธอเลือกชีวิตแบบนี้กับเขา เพราะหลังจากที่โดนอะไรต่ออะไรมา การเป็นคนร้าย และเป็นฝ่ายกระทำย่อมดีกว่าการเป็นเหยื่อ





View all my reviews