Tuesday, January 20, 2009

ลิขสิทธิ์และหนังสือโรแมนซ์

บอกตามตรงนะคะว่า นี่เป็นประเด็นทีอยู่ในใจแม็กซ์มาพักใหญ่แล้ว แต่มันเป็นประเด็นที่ตัวเราเองก็ตีไม่แตก คิดไม่ตก ไม่รู้ว่าควรจะคิดยังไงดี

อันดับแรก ตัวแม็กซ์เองมีผลกระทบน้อยมากเกี่ยวกับ การนำนิยายมาแปลเป็นภาษาไทย เพราะตัวเองสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว ทุกวันนี้ที่พึ่งพาฉบับแปลก็เป็นภาษาต่างประเทศอื่นที่ไมใช่อังกฤษ จำพวกญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส, และเยอรมัน ซึ่งเท่าที่เห็น หนังสือเหล่านั้นก็ล้วนดำเนินการซื้อหาลิขสิทธิ์มาแปลกันอย่างถูกต้องเรียบ ร้อยแล้ว

ก็เหลือแต่โรแมนซ์ของเรานี่แหละ

บลอกอันนี้เขียนยากนะคะ เพราะแม้ตัวเองจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เราก็รู้ว่า มีเพื่อนนักอ่านหลายคนที่อ่านโรแมนซ์แปลที่ไม่ได้จัดการเรื่องลิขสิทธิ์ อย่างถูกต้องกันนัก

โดยส่วนตัวแล้วแม็กซ์ไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องซื้อหรือไม่ซื้อ ลิขสิทธิ์หรอกนะคะ ยกเว้นเพียงอย่างเดียว แม็กซ์รู้สึกว่า หนังสือที่ซื้อลิขสิทธิ์มักจะมีคุณภาพดีกว่าหนังสือที่ไม่ซื้อ ไม่ว่าจะเป็นรูปเล่มที่สวยงาม การแปลอย่างพิถีพิถัน

ไม่ใช่ว่าทุกสนพ.หรอกนะคะ แต่เรารู้สึกว่าการที่ไม่มีการลงทุนซื้อลิขสิทธิ์หนังสือมาเลยนั้น ทำให้สนพ.บางแห่งปฏิบัติต่อหนังสือเสมือนมันเป็น "ขยะ" ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อตัวละครตามใจชอบ ด้วยความคิดเฟื่องใกล้เพี้ยนของบรรณาธิการก็ตั้งชื่อใหม่ให้ชนิดที่ไม่มี ความเคารพหนังสือที่คนแต่งเขาอุตส่าห์สร้างสรรกันมาเลย การเขียนแต่งเิพิ่มเติมเรื่องราวลงไปบนนิยายของเดิม เอาหนังสือสองเล่มมาจับยำรวมกันเป็นเล่มเดียว การแปลหนังสือไม่จบเรื่อง แต่เอามาพิมพ์เสมือนว่ามันจบลงแล้ว (และทำให้คนอ่านเข้าใจว่าพระเอกตาย) เรามองเห็นวิธีการต่าง ๆ นานาที่ปฏิบัติต่อหนังสืออย่างย่ำยี

ตรงนี้เป็นสิ่งที่แม็กซ์ทนไม่ได้ และมันทำให้แม็กซ์คิด (ซึ่งไม่รู้ว่าถูกไหม) ว่า หากหนังสือทุกเล่มที่ถูกตีพิมพ์ ทางสนพ.ได้ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์มา อย่างน้อยเขาก็จะปฏิบัติกับหนังสือได้ดีกว่านี้ ให้เกียรติต่อคนแต่งมากกว่านี้

เรารู้สึกว่า หลายสนพ.กำลังทำเหมือนหนังสือ (ฉบับภาษาอังกฤษ) เป็นเพียงเครื่องมือ ก็เพราะมันไม่มีต้นทุน ซึ่งถ้าหากเขาต้องซื้อลิขสิทธิ์ เขาก็จะให้ความใส่ใจมากกว่านี้ จะต้องพิจารณาตัวนักแปลที่มีฝีมือ รูปเล่มที่น่าอ่าน และการตรวจงานอย่างเข้มงวด

หลายครั้งที่แม็กซ์ต้องเจ็บปวดเมื่อมองเห็นหนังสือเรื่องที่ตัวเองชอบ กลายเป็นอะไรบางอย่างบนแผงหนังสือ เราไม่อยากเรียกมันว่าหนังสือ เราถอนหายใจอย่างโล่งอกทุกครั้งที่ได้ข่าวว่า ผลงานของนักเขียนที่เราชอบมีใครบางคนซื้อลิขสิทธิ์ไปแล้ว

แม็กซ์ขอบอกก่อนแล้วกันว่า เราไม่ได้เขียนบลอกวันนี้เพื่อเรียกร้องให้สนพ.หันมาซื้อลิขสิทธิ์กัน เพียงแต่อยากจะตั้งคำถามเพื่อทบทวนความเข้าใจที่เราเคยคิดกันเกี่ยวกับการ ที่สนพ. "ไม่" ซื้อลิขสิทธิ์

เหตุผลที่แม็กซ์ได้ยินมาดังที่สุด ก็คงเป็น "ถ้าซื้อลิขสิทธิ์จะทำให้หนังสือราคาแพงจนเกินกว่าที่นักอ่านจะซื้อหากันมาได้ไหว"

นี่เป็นตัวอย่างของราคาหนังสือของสนพ. A (นามสมมุติค่ะ แต่ข้อมูลจริง) นะคะ

เล่มที่ซื้อลิขสิทธิ์ หนา 477 หน้า ราคา 240 บาท

เล่มที่ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ หนา 440 หน้า ราคา 170 บาท

ราคาต่างกันเจ็ดสิบบาทดูเยอะนะคะ แต่กระดาษของหนังสือทั้งสองเล่มก็ไม่เหมือนกัน เล่มที่แพงกว่าพิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์อย่างดี (ซึ่งเราคิดว่าเฉพาะต้นทุนค่ากระดาษก็น่าจะสูงแล้วล่ะ) และหนากว่ากันอีกด้วย

มาดูสนพ. B กันบ้าง

เล่มที่ซื้อลิขสิทธิ์ หนา 352 หน้า ราคา 259 บาท

เล่มที่ไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์ หนา 336 หน้า ราคา 239 บาท

สนพ.นี้ยิ่งแล้วใหญ่เลย ราคาแทบจะไม่เห็นความแตกต่างของค่าลิขสิทธิ์ (ข้อมูลที่แม็กซ์หยิบมา เลือกหนังสือที่ออกวางขายในเวลาที่ใกล้เคียงกัน เพราะเข้าใจว่า ราคาตลาดของกระดาษผันผวนตามตลาดโลก ช่วงเวลาที่ต่างกันอาจจะต้องให้ราคาหนังสือต่างกันได้)

ดังนั้นแม็กซ์จึงคิดว่า ข้ออ้างเรื่องต้นทุนไม่น่าจะนำมาใช้ในการไม่ซื้อลิขสิทธิ์ได้แล้วนะคะ

มีใครคิดข้อโต้แย้งเหตุผลการไม่ซื้อลิขสิทธิ์อย่างอื่นออกอีกไหมคะ เราอยากรู้ค่ะ (และจะได้ลองพิสูจน์ดูด้วยว่า มันเป็นจริงกันหรือเปล่า)

สุดท้ายอย่าลืมโหวต และให้ความเห็นที่ไซด์บาร์ด้านข้างด้วยนะคะ (จะคอมเม้นต์ในบลอกนี้ หรือไปคอมเม้นต์ตอนที่โหวตแล้วก็ได้ค่ะ)

No comments: